
จำนำข้าวระส่ำคนจ่ายเงินเสี่ยงผิด
จตุพล สันตะกิจ
จตุพล สันตะกิจ
ถึงวันนี้ชาวนาบางส่วนน่าจะได้รับเงินค่ารับจำนำข้าวเปลือกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีชาวนาอีกเกือบ 2 ล้านราย ที่จะยังไม่ได้เงินค่าข้าวเปลือกตามที่รัฐบาลสัญญาไว้ว่าชาวนาทุกคนจะได้เงินภายในวันที่ 15 ม.ค.นี้
จึงเป็นคำถามว่ารัฐบาลมีกรอบวงเงินที่จะจ่ายค่าข้าวเปลือกให้ชาวนาได้ในจำนวนเท่าไร
จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพื่อเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวนาปี ปีการผลิต 2556/2557 มีชาวนามาขึ้นทะเบียน 2.81 ล้านราย ผ่านการทำประชาคมแล้ว 2.3 ล้านราย และได้ใบรับรองแล้ว 2 ล้านราย
แต่ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พบว่า ธ.ก.ส.จะนำงบปี 2557 ที่รัฐบาลจัดสรรให้ 5.49 หมื่นล้านบาท มาจ่ายเป็นค่าข้าวเปลือกให้ชาวนา เมื่อรวมกับวงเงินกู้โครงการรับจำนำข้าวที่กำหนดไว้ไม่เกิน 5 แสนล้านบาทแล้ว จะเหลือวงเงินอยู่แค่ 3.61 หมื่นล้านบาท
เท่ากับว่ารัฐบาลมีกรอบวงเงินหน้าตักที่จะจ่ายให้ชาวนาได้ 9.1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอกับเงินค่าข้าวเปลือกที่รัฐบาลต้องสั่งจ่ายให้ชาวนาผ่าน ธ.ก.ส. เพราะขณะนี้ชาวนานำข้าวเข้าโครงการและมีมูลค่าตามใบประทวนกว่า 1.5 แสนล้านบาท
ขณะที่ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ในฐานะประธานบอร์ด ธ.ก.ส. คาดว่า โครงการรับจำนำข้าวนาปีปีนี้จะมีข้าวเข้าโครงการเป็นมูลค่า 1.9 แสนล้านบาท ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงสั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดไม่ให้ข้าวเปลือกเข้าโครงการสูงเกินกว่ากรอบวงเงินเดิมที่ตั้งไว้ 1.6 แสนล้านบาท
“ตอนนี้มีข้าวเปลือกเข้าโครงการแล้ว 10 ล้านตัน และก่อนสิ้นสุดโครงการ 28 ก.พ.นี้ น่าจะมีข้าวเข้ามาอีก 3 ล้านตัน เพราะถ้าไปดูการแจ้งปริมาณข้าวในใบรับรองเกษตรกร พบว่ามีการแจ้งปริมาณข้าวสูงเกินจริง คือ จะแจ้งว่าปลูกข้าวได้ 23 ตัน หรือ 3.5 แสนบาท ทั้งที่ปลูกจริงไม่ถึง” นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวกว่า 40 ปี ระบุ
นิพนธ์ ระบุว่า กลไกการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยังไม่สามารถป้องกันการสวมสิทธิได้ สิทธิการนำข้าวเข้าโครงการยังมีนายหน้าเข้าไปรับซื้อ 1,000 บาทต่อตัน และจะเห็นได้ว่าใบประทวนที่ชาวนานำไปขึ้นเงินกับ ธ.ก.ส. 90% เป็นเบิกเงินเต็มจำนวน 3.5 แสนบาทต่อราย
ดังนั้น หากรัฐบาลไม่สามารถสกัดข้าวเปลือกไม่ให้เข้าโครงการเกินกรอบ 11 ล้านตันได้ ก็เท่ากับว่ารัฐบาลจะต้องหาเงินมาเติมในโครงการอีก 1 แสนล้านบาท
ปมปัญหาที่จะตามมาก็คือ ธ.ก.ส.จะจัดเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดมาจ่ายค่าข้าวเปลือกให้กับชาวนาในพื้นที่ใดก่อน และจะเกิดปรากฏการณ์เลือกที่รักมักที่ชัง หรือจัดคิวเลือกจ่ายค่าข้าวให้ชาวนาที่เป็นฐานเสียงของฝ่ายรัฐบาลก่อนหรือไม่ เช่น บางพื้นที่ใน จ.ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท พิจิตร หรือแม้แต่ จ.สุพรรณบุรี
แต่ทว่าภาระหนี้กว่า 1 แสนล้านบาท ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะไม่เช่นนั้นมีหวังได้เห็นชาวนาปิดถนนสายหลักตามคำขู่ของชาวนาแน่ๆ
เพราะขณะนี้มีชาวนาเป็นล้านรายต่างได้รับความเดือดร้อน ปลูกข้าวแล้วไม่ได้เงิน แถมยังมีหนี้สินพะรุงพะรังให้ต้องชดใช้
แต่ในการหาเงินมาจ่ายค่าข้าวให้ชาวนาก็เป็นปมร้อนๆ ที่รัฐบาลยังหาทางออกไม่ได้
เพราะหากจะไปดึงสภาพคล่องจาก ธ.ก.ส.มาสำรองใช้ก่อน 5.5 หมื่นล้านบาท ผู้บริหาร ธ.ก.ส.เองก็แหยงอยู่ เพราะเกรงว่าถ้าเซ็นอนุมัตินำสภาพคล่องมาจ่ายก่อนอาจจะติดคุกในภายหลังได้
เหมือนเช่นที่ นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการ พัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ส่งเสียงเตือนว่า การกู้เงินมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเพิ่มทำไม่ได้ เพราะเกินกรอบที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติว่าเงินกู้ต้องไม่เกินกรอบ 5 แสนล้านบาท และขัดรัฐธรรมนูญ เพราะ ครม.รักษาการไม่มีอำนาจกู้เงินที่ผูกพันถึง ครม.ใหม่
เงื่อนปมถัดมา แม้ว่า กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง บอกว่า จะให้รัฐวิสาหกิจนำเงินมาฝากไว้กับ ธ.ก.ส. และให้ ธ.ก.ส.นำเงินฝากส่วนนี้มาเป็นสภาพคล่องสำหรับจ่ายค่าข้าวเปลือก แต่ไม่ว่าเงินฝากจะมาจากแหล่งใดก็เป็นเงินฝากเหมือนกัน การนำเงินฝากมาปล่อยกู้ต้องอยู่ในเงื่อนไขและระเบียบของ ธ.ก.ส.อยู่ดี
ล่าสุด ทนุศักดิ์แสดงความไม่พอใจที่ผู้บริหาร ธ.ก.ส.ไม่ยอมนำสภาพคล่องของธนาคารมาใช้ ทั้งๆ ที่มีมติ ครม. เมื่อวันที่ 7 ม.ค. รองรับ ส่วนที่บอกว่าห้ามกู้เงินเกิน 5 แสนล้านบาทนั้น เป็นกรอบที่กำหนดไว้ตอนสิ้นปี แต่ในระหว่างปีสามารถกู้เงิน 5 แสนล้านบาทได้
แต่นั่นก็ยังไม่แน่ว่าจะโน้มน้าวใจผู้บริหาร ธ.ก.ส.ได้หรือไม่
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือไม่มีผู้บริหาร ธ.ก.ส. หรือรัฐมนตรีคนใดกล้าเซ็นอนุมัติให้มีการนำสภาพคล่องของ ธ.ก.ส.มาใช้ ยิ่งล่าสุด สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกในทำนองว่า หากกู้เงิน 1.3 แสนล้านบาทมาใช้ โดยไม่ขอความเห็นชอบจาก กกต. คนที่กู้เงินต้องรับผิดชอบ ก็ทำให้ ธ.ก.ส.หวั่นไหวไม่น้อย
“ถ้านำเงินมาใช้ เจ้าของเงินและรัฐมนตรีที่กำกับดูแลต้องรับผิดชอบ ถ้ามีการตัดตอนไม่ถึงรัฐมนตรี ฝ่ายการเมืองไม่เกี่ยวข้อง ก็ถือเป็นความเสียสละของผู้บริหาร ธ.ก.ส.ที่จะรับผิดชอบเอง เพราะเงินก้อนนี้ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะใช้หนี้อย่างไร” สมชัย ระบุ
ที่สำคัญมติบอร์ด ธ.ก.ส. วันที่ 8 พ.ย. 2556 ที่บอกให้ ธ.ก.ส.นำสภาพคล่องมาสำรองจ่ายค่าข้าวเปลือกไปก่อน ก็เป็นมติที่เกินกว่าที่มติ ครม. ซึ่งมีศักดิ์ทางกฎหมายสูงกว่ามีมติไว้
นั่นเท่ากับว่ามติของบอร์ด ธ.ก.ส.ไม่ได้คุ้มครองผู้บริหาร ธ.ก.ส.ตามที่ฝ่ายการเมืองกล่าวอ้าง
งานนี้จึงต้องวัดใจกันว่า ใครที่จะมีใจหาญกล้าเซ็นกู้เงินหรือนำเงินสภาพคล่องธนาคารมาจ่ายเงินจำนำข้าว ในเมื่อเห็นแววติดคุกรำไร
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินไปแล้วกว่า 6.8 แสนล้านบาท จนมีปริมาณข้าวท่วมเมืองไทยจึงเกิดการยื้อและโยนกันไปโยนกันมาในปัจจุบัน
ขณะที่ชาวนาก็รอแล้วรอเล่า จนดอกเบี้ยท่วมตัวไปทั้งบาง







