
วาระสุดท้ายระบอบทักษิณ
ต้นเหตุของการเกิดกระแสปฏิรูปประเทศและการปฏิวัติประชาชนมาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่นักประชาธิปไตย แต่เป็นพวกอนาธิปไตย พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเห็นความสำคัญของรัฐเป็นเครื่องมือคอร์รัปชั่น จึงเน้นการแยกสลายและควบคุมบุคลากรของรัฐ เกิดเป็นโรคระบาดคอร์รัปชั่นทุกวงการ นอกจากนั้นยังทำลายผลประโยชน์ของชาติเพื่อประโยชน์ตนเอง รื้อล้างระบบโยกย้ายราชการ รัฐวิสาหกิจ ให้พรรคพวก ทำลายเส้นแบ่งระหว่างบุคคล
ต้นเหตุของการเกิดกระแสปฏิรูปประเทศและการปฏิวัติประชาชนมาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่นักประชาธิปไตย แต่เป็นพวกอนาธิปไตย พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเห็นความสำคัญของรัฐเป็นเครื่องมือคอร์รัปชั่น จึงเน้นการแยกสลายและควบคุมบุคลากรของรัฐ เกิดเป็นโรคระบาดคอร์รัปชั่นทุกวงการ นอกจากนั้นยังทำลายผลประโยชน์ของชาติเพื่อประโยชน์ตนเอง รื้อล้างระบบโยกย้ายราชการ รัฐวิสาหกิจ ให้พรรคพวก ทำลายเส้นแบ่งระหว่างบุคคล
เมื่อดูวิธีการทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ คิดว่าขณะนี้เขาไม่กังวลหากจะเกิดความรุนแรงในประเทศไทย หรือประเทศจะมีวิกฤต มีสภาพโกลาหล หรือจะมีการปะทะระหว่างคนไทยด้วยกันหรือไม่ ครั้งที่แล้วผมบอกว่าระบอบทักษิณไม่ต่างจากฝูงแร้งมาสมจร แต่ตัวทักษิณเองต้องเรียกว่าเป็นพญาแร้งดำหิมาลัย มีสายตาที่มองไกลหาผลประโยชน์ โกงกิน กินได้ทั้งเนื้อดิบ เนื้อเน่า เนื้อปรุง ต่อให้ประเทศเศรษฐกิจดีก็กินได้ ประเทศพังทลายก็กินได้
ขณะนี้ประชาชนสองฝ่ายมองปัญหาคนละมุม เพื่อไทยและแกนนำเสื้อแดงมองประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมคลาสสิกหรือเชิงเดียว เชื่อว่าเมื่อมีความเท่าเทียมกันในการใช้สิทธิสมบูรณ์ของบุคคลในการเลือกตั้งแล้ว เหตุและผลที่ผู้เลือกตั้งใช้เลือกผู้แทนจะนำไปสู่การแก้ปัญหาและความก้าวหน้าโดยอัตโนมัติ จึงคิดว่าการเลือกตั้งเพียงพอ เหมือนพรรคเพื่อไทยมองว่าปัญหาอยู่ที่กลไก คือ การเลือกตั้งทำให้ประเทศเดินหน้าได้ ขณะเดียวกันตนมองว่ามวลมหาประชาชนมองปัญหาได้ลึกกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ซึ่งมวลมหาประชาชนแยกชีวิตการเมืองออกเป็น 2 ระดับ ระดับแรก คือ กลไกการเมือง เช่น การเลือกตั้ง การตั้งรัฐบาล และระดับสอง คือระดับแก่น ซึ่งเป็นชีวิตหรือจิตวิญญาณของการเมืองทั้งหมด คือ ประชาชนรวมกับประเทศหรือรัฐ
พวกเขา มวลมหาประชาชน มองว่าถ้ารัฐหรือประชาคมทำงานได้ดีก็ช่วยค้ำประกันเคารพต่อชีวิตและทรัพย์สิน สิทธิเสรีภาพ ความคิด ศรัทธา และความรู้สึกของพวกเขาได้ แต่ถ้ารัฐพังทลายจะเป็นปัญหาร้ายแรงที่สุดมากกว่าปัญหาอื่น พวกเขาจึงต้องปฏิรูปในตัวระบบรัฐหรือโครงสร้างของรัฐ ซึ่งจุดนี้พวกเขาไม่อาจเชื่อถือพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป หลังจากที่เพื่อไทยผลักดันนิรโทษกรรมสุดซอยเพื่อเอื้อต่อนักการเมืองโกง ใช้อำนาจโดยไม่ชอบ
ผมเคารพการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมืองของทุกฝ่าย ทั้งกลุ่มปฏิวัตินกหวีดและมวลชนรากหญ้า คนเสื้อแดง รวมถึงกลุ่มคนที่จุดเทียนสนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง แต่ประเด็น “Respect My Vote” นั้น ยอมรับว่าหลัก 1 คน 1 เสียงเป็นหลักที่ละเมิดไม่ได้ แต่ผมมองว่าเมื่อไรที่รัฐบาลที่ถูกเลือกมาโกงกิน หรือระบบการเมืองเลวร้ายจริงๆ และหากเรายึดหลักเคารพความต่าง รัฐบาลก็ย่อมถูกปลดหรือล้มล้างได้ เพราะฉะนั้นการที่มวลมหาประชาชนประกาศคัดค้านการเลือกตั้ง รณรงค์ให้คนโหวตโน ถือว่าเป็นสิทธิ รวมถึงหากบางส่วนอดทนไม่ไหวต่อความเลวของนักการเมือง ถึงขั้นออกมาขัดขวางไม่ให้คนไปเลือกตั้งก็ย่อมทำได้ แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ทำเป็นการละเมิดกฎหมายด้วย
ที่บอกว่า Respect My Vote อาจมีคำถามย้อนกลับไปว่า “Do you respect your vote?” หรือ “Have you respected your vote?” คือ คุณเคารพในคะแนนเสียงตัวคุณหรือไม่ เพราะชัดเจนว่า 2 ปีที่ผ่านมาทักษิณเป็นผู้ใช้อำนาจแทนท่าน บงการรัฐบาล รวมทั้งการคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬารในโครงการรับจำนำข้าว แต่ท่านไม่เคยออกมาแสดงความเคารพต่อสิทธิของท่านเองเลย
ถ้าให้คาดการณ์ความเป็นไปได้ของการคลี่คลายวิกฤตการณ์ว่า 1.ถ้าคนไทยส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องการคอร์รัปชั่น รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะรักษาการไปจนถึงการเลือกตั้งใหม่และได้กลับมาเป็นอำนาจอธิปัตย์อีกครั้ง จะนำไปสู่ระบอบทักษิณโดยสมบูรณ์ และจะไม่มีการปฏิรูปจริงๆ เกิดขึ้น 2.มีการเปลี่ยนแปลงในระดับการ “ปฏิวัติ” แบ่งเป็น 3 แบบ คือ 1.การใช้กองกำลังติดอาวุธ เพื่อเปลี่ยนอำนาจโครงสร้าง ซึ่งวิธีการนี้ผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะมีกองทัพที่เหนียวแน่นอยู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่กองเดียว 2.การปฏิวัติแบบใหม่ คือ “สันติภิวัฒน์” ให้คนส่วนใหญ่ของสังคมวิชาชีพต่างๆ มีฉันทามติกดดันให้เกิดการแก้กฎหมาย 3.ทหารรัฐประหาร สถาปนาตัวเอง ซึ่งมองว่าจะแก้ปัญหาไม่ได้ และถ้าเกิดจะยิ่งถูกคัดค้านจากทั้งสองฝ่าย ทั้งมวลมหาประชาชนและกลุ่มเสื้อแดง
โอกาสที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะชนะมีน้อยมาก เพราะระบอบทักษิณเริ่มเสื่อมลง จากการกลับกลอกผิดคำพูดครั้งแล้วครั้งเล่าแม้แต่กับผู้สนับสนุน และประชานิยมของทักษิณเป็น “ประชาซาเล้ง” แกนนำได้ผลประโยชน์จากต้นน้ำที่เป็นตัวโครงการ กลางน้ำ คือ รุ่นลิ่วล้อทักษิณขโมยตัดเหล็ก ทองเหลือง ทองแดง สายไฟของโครงการเอาไปขาย ปลายน้ำ คือ ชาวบ้านรากหญ้าได้เพียงเศษเหล็ก เศษพลาสติกที่เหลือในซาเล้งถีบไปขาย ส่วนประเทศจะได้เพียงซากของโครงการ บอกตามตรงผมไม่ไว้ใจนโยบายที่ทุจริต แม้แต่หากประเทศทำรถไฟความเร็วสูงจริง ผมก็คงไม่กล้านั่ง เพราะกลัวอันตราย
สำหรับมวลมหาประชาชนอาจไม่ได้รับชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำทางเศรษฐกิจและสังคมไทย เนื่องจากคนเหล่านี้ไม่มีความกล้าพอจะเป็นผู้นำหรือริเริ่มการเปลี่ยนแปลงระดับปฏิรูปหรือปฏิวัติด้วยตัวเอง แต่ทุกครั้งจะรอให้ประชาชนลุกขึ้นสู้จนเกิดความรุนแรง ทหารยึดอำนาจ พระมหากษัตริย์ออกมาใช้อำนาจอธิปัตย์คลี่คลายสถานการณ์
มวลมหาประชาชนประสบความสำเร็จเกินคาดจาก 3 ปัจจัย คือ 1.พลังทางความคิดที่กินใจคนไทย ที่จะขุดรากเหง้าการคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเพื่อไทย 2.มวลชนจำนวนมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ที่ออกมาสนับสนุน 3.แนวทางสันติวิธี เป็นพลังทางศีลธรรมคุณธรรมที่สำคัญที่สุด
ปัญหาคือจะรักษาการชุมนุมขนาดใหญ่ ซึ่งใช้พลังกาย พลังใจ พลังวัตถุมหาศาลนี้ได้อย่างไร การชุมนุมที่ยืดเยื้อมากขึ้นจะมีโอกาสเกิดความรุนแรง ทั้งจากการกระทบกระทั่งกันกับฝ่ายไม่เห็นด้วย และจากภายในกลุ่มตัวเองที่ต้องการยกระดับการต่อสู้ ซึ่งเป็นภาวะธรรมชาติ
สุดท้ายยุทธศาสตร์ของมวลมหาประชาชนครั้งนี้อาจต้องเรียกว่า “ทฤษฎีมะม่วงหล่น” คือ ใช้ความอดทนยาวนาน รอให้ผลไม้หล่นมาเอง ซึ่งดูเป็นการเรียกร้องเกินขีดความสามารถของมนุษย์ แต่ถ้าเกิดขึ้นได้ แม้แต่คนทั้งโลกก็คงจะประหลาดใจ และนับถือความมหัศจรรย์ของมวลมหาประชาชนไทย ผมขอยืนยันว่าไม่ได้เป็น กปปส. แต่ขอสนับสนุนการ “สันติภิวัฒน์” ของมวลมหาประชาชน







