
การแก้รัฐธรรมนูญกับมาตรา 291
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แจ้งข้อกล่าวหา 308 สส.สว. กรณีการแก้ไขที่มาของ สว. อันเป็นผลต่อเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็สร้างความกังขาในทางกฎหมายว่าใช้ตรรกอะไรในการชี้ว่า คนลงวาระ 1 และวาระ 2 ผิด แต่ไม่เอาผิดคนที่ลงวาระ 3 เป็นเรื่องที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แจ้งข้อกล่าวหา 308 สส.สว. กรณีการแก้ไขที่มาของ สว. อันเป็นผลต่อเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็สร้างความกังขาในทางกฎหมายว่าใช้ตรรกอะไรในการชี้ว่า คนลงวาระ 1 และวาระ 2 ผิด แต่ไม่เอาผิดคนที่ลงวาระ 3 เป็นเรื่องที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป
แม้ ป.ป.ช.จะมาช้าแต่ก็มาแล้ว แม้จะดูเหมือนเกรงใจใครแต่ก็เริ่มแล้ว
และทันทีที่ ป.ป.ช.แถลงการแจ้งข้อกล่าวหา ก็ได้รับการตอบโต้จากพรรคเพื่อไทยด้วยการตั้งโต๊ะแถลงตอบโต้
ครั้งนี้เพื่อไทยให้นายโภคิน พลกุล นักกฎหมายใหญ่ของพรรค เป็นผู้นำการ โดยกล่าวว่า การแจ้งข้อกล่าวหา สส.สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว.นั้น ยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาสามารถดำเนินการได้ เพราะรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติห้ามเพียงการแก้ไขรูปแบบของรัฐ และรูปแบบการปกครองเท่านั้น แต่สมาชิกรัฐสภาเพียงแก้ไขให้ที่มาของ สว.มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ได้เสนอให้แก้ไขรูปแบบของรัฐและการปกครอง ดังนั้นการกระทำของสมาชิกรัฐสภาไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68
ประเด็นที่นายโภคินยกเป็นเหตุผลมาอ้างว่า รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติห้ามเพียงการแก้ไขรูปแบบของรัฐ และรูปแบบการปกครองเท่านั้น คือ บทบัญญัติตามมาตรา 291 นั่นเอง
สิ่งที่นายโภคินพูดนั้นไม่ผิด แต่ถูกเพียงส่วนน้อยส่วนเดียว ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าคนระดับดอกเตอร์จากฝรั่งเศส จะคิดได้เพียงเท่านี้
มาตรา 291 บัญญัติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยวรรคสองของ (1) บัญญัติว่า “ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะเสนอมิได้”
นายโภคินจึงพูดถูกในประเด็นนี้ แต่พูดไม่หมด กฎหมายทุกฉบับ มีบทบัญญัติหลายมาตรา ซึ่งมีความสอดคล้องและมีผลบังคับร่วมกัน เช่น การกู้เงิน กฎหมายบอกว่า ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องได้ แต่มิได้หมายความเพียงว่า เมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือเพียงอย่างเดียวแล้ว จะสามารถชนะคดีได้ หากการกู้เงินนั้นเป็นการฉ้อฉล หรือทราบดีว่า เขากู้เงินเอาไปซื้อยาเสพติด หรือกู้เงินเพื่อเล่นการพนัน สัญญากู้ก็ใช้ไม่ได้ นอกจากนี้ กระบวนการฟ้องก็ต้องถูกต้องด้วย ถ้าฟ้องไม่ถูกเรื่อง ฟ้องผิดศาล ไม่ติดอากรแสตมป์ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด ถึงฟ้องคดีได้แต่ก็ไม่ชนะ
การใช้กฎหมายจึงไม่ใช่ยกมาเพียงมาตราเดียว หรือเพียงวรรคเดียวส่วนเดียว นักกฎหมายจบใหม่ แม้ไม่ใช่ดอกเตอร์ก็ทราบดีกว่า การใช้กฎหมายจะดูเพียงมาตราเดียวหรือส่วนเดียวไม่ได้ เพราะกฎหมายจะเชื่อมโยงเป็นระบบ โดยกฎหมายจะแบ่งเป็นสาระบัญญัติคือเนื้อหาของกฎหมาย กับวิธีสบัญญัติ คือกระบวนวิธีการในการบังคับใช้กฎหมาย
การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เช่นกัน แม้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ แต่ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายในส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระบวนวิธีการและเนื้อหา
หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ยื่นญัตติตามกฎหมาย หรือยื่นญัตติฉบับหนึ่ง แต่สอดไส้เอาเนื้อหาอื่นใส่ปนเข้าไป ก็ผิดกระบวนการ หรือจะยกตัวอย่างชัดๆ ง่าย ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมรัฐสภามีสมาชิกเข้าประชุมไม่ครบองค์ประชุม แต่จะฝืนดำเนินการประชุม หรือประธานไม่นัดหมายการประชุมให้สมาชิกทุกคน แต่เรียกเฉพาะ สส.รัฐบาลซึ่งมีจำนวนเกินครึ่ง ยกมือเมื่อไรก็ชนะ จึงไม่จำเป็นต้องให้ฝ่ายค้านเข้าร่วมประชุมด้วย แล้วฝืนประชุมออกกฎหมายไป อยากจะถามดอกเตอร์ทางกฎหมายว่า การแก้ไขอย่างนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หรือยังจะยืนยันว่าเป็นอำนาจของเสียงข้างมากของรัฐสภา
นั่นเป็นกรณีกระบวนการ สำหรับเนื้อหาก็ต้องไม่ขัดกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดกับหลักนิติธรรม เช่น เห็นว่าฝ่ายค้านซึ่งเป็นฝ่ายเสียงข้างน้อย ยกมือทีไรก็แพ้ ก็เลยแก้รัฐธรรมนูญว่า ต่อไปฝ่ายค้านไม่ต้องอภิปราย ไม่ต้องแปรญัตติให้เสียเวลา การพิจารณาจะได้ไม่ต้องใช้เวลาถึงตี 4 ฉะนั้น ฝ่ายค้านไม่ต้องอภิปราย หรือลองแก้รัฐธรรมนูญว่า คณะรัฐมนตรีไม่ต้องเสียภาษี ฆ่าคนตายก็ไม่ต้องรับโทษ การแก้ไขเนื้อหาอย่างนี้ ท่านดอกเตอร์อังดรัวยังจะยืนยันว่าเป็นอำนาจของรัฐสภาที่ศาลไม่มีอำนาจตรวจสอบอีกหรือไม่
ยังมีสมาชิกพรรคอีกคนหนึ่งบอกว่า การเสียบบัตรแทนกันนั้น เป็นการกระทำส่วนบุคคล ไม่ได้หมายความว่าต้องเหมารวมเป็นการกระทำของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด
การเสียบบัตรแทนกันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในรัฐสภาที่ทรงเกียรติ การเสียบบัตรแทนกันเป็นเรื่องการทำผิดกฎหมาย ถ้าสมาชิกพรรครัฐบาลเอาปืนจี้ให้สมาชิกลงคะแนน ยังจะถือว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลหรือไม่
การเสียบบัตรแทนกันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า ขี้โกง เป็นการกระทำที่โจ่งแจ้ง ไม่เกรงกลัวกฎหมาย หาก สส.หรือ สว.ยังเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องส่วนบุคคล ก็อย่ามีรัฐสภาเลย เอานักเลงหัวไม้ที่ไหนมาออกกฎหมายก็ได้
ประเด็นสุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างระบอบการปกครอง แต่วินิจฉัยว่าเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ตามมาตรา 68 ซึ่งบัญญัติไว้ 2 กรณี
ท่านดอกเตอร์คงต้องกลับไปอ่านคำวินิจฉัยของศาลอีกสักครั้ง อ่านอย่างนักกฎหมาย อ่านอย่างนักวิชาการที่แท้จริง อ่านอย่างดอกเตอร์อังดรัว
อย่าอ่านแบบนักการเมือง อย่าอ่านเพื่อนายใหญ่ และอย่าอ่านอย่างศรีธนญชัย เพราะจะทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเอง เสียดายชื่อเสียงของสถาบันที่เรียนมา







