posttoday

"เลือกตั้ง"ไม่ใช่สัจธรรมประชาชนจะชนะเหมือน"พระนารายณ์"

12 มกราคม 2557

คนเรามักคิดว่าการเลือกตั้งเป็นวิธีและเป็นกระบวนการ ทว่าอาจารย์พุทธทาสกลับบอกว่าการเมืองคือการปกครองที่ไม่ต้องใช้อาญาแต่ใช้การต่อรองแทน

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน/ปริตตา หวังเกียรติ

มาตรว่าเราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง นาทีชัดเจนว่า พงศา ชูแนม ยอดนักอนุรักษ์แห่งต้นน้ำพะโต๊ะ จ.ชุมพร เปล่งประกายอยู่บนเวที กปปส. อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

การปราศรัยครั้งแรกของ “พงศา” มีขึ้นในช่วงหัวค่ำวันที่ 28 ธ.ค. ท่ามกลางความงุนงงของแกนนำและมวลชนว่า ชายผิวกร้านวัยกลางคนบนหัวโพกผ้าขาวม้าสีแดงคนนี้คือใคร?

แต่ด้วยคมคิดเรียวแหลมบาดลึก ปฏิภาณไหวพริบจัดจ้าน และวางตัวอยู่ในระนาบที่จับต้องได้ ...ไม่เกิน 10 นาทีของการปราศรัย “พงศา” แทรกตัวเข้าไปนั่งอยู่ในใจของมวลมหาประชาชนได้อย่างกลมกลืน และในที่สุดเขากลายมาเป็นดาวเด่นจับจองช่วงเวลา “ไพรม์ไทม์” ของเวทีราชดำเนิน

“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสจับเข่าคุยกับ “พงศา” ก่อนที่เขาจะ ตีรถกลับ จ.ชุมพร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเคลื่อนขบวน “ชัตดาวน์” กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 13 ม.ค.นี้

บทสนทนาเริ่มต้นที่ข้อสงสัย เหตุใดต้องปราศรัยด้วยการโยงเนื้อหาเข้ากับหลักธรรม?

“ที่ผ่านมานักวิชาการไม่เคยให้คำตอบกับสังคมได้เลยว่า เมื่อสุดท้ายเราไม่อาจหนีพ้นการเลือกตั้งไปได้ เหตุใดไม่ไปเลือกก่อนแล้วค่อยมาปฏิรูปกันทีหลัง พอไม่มีทางออกคำถามก็จะวนเวียนเถียงกันอยู่อย่างนี้ จึงเห็นว่าต้องชี้ให้มวลชนเห็นและต้องหาคนที่พูดแล้วมวลชนเชื่อโดยไม่มีข้อสงสัย นั่นก็คือคำสอนของผู้นำศาสนา จึงใช้หลักธรรมมาอธิบายเพื่อให้ทุกคนชัดเจนในแนวทางการต่อสู้”

สำหรับข้อถกเถียงว่าจะเลือกก่อนหรือเลือกหลัง “พงศา” ตอบชัดคำว่า ไม่มีศาสนาใดสอนว่าจะต้องเลือกตั้งในคัมภีร์อัลกุรอานก็ไม่มี ในคัมภีร์ไบเบิลก็ไม่มี หรือในพระไตรปิฎกก็ไม่ได้เขียนไว้ เมื่อการเลือกตั้งไม่ใช่สัจธรรมก็หมายความว่าสามารถเปลี่ยนได้ เลื่อนได้ ล้มเลิกได้ หรือสามารถหาวิธีการอื่นที่ดีกว่านี้มาใช้แทนได้ ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องเร่งรีบในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้

“ประเด็นคือเราเลือกตั้งกันมาตั้ง 80 ปีแล้ว แต่คนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งกลับมีแค่ 4 ประเภทเหมือนเดิม คือ คนเลว เลวมาก เลวกว่า และเลวที่สุด เลือกอย่างไรมันก็ได้คนเลว คำถามคือทำไมชีวิตมนุษย์จึงต้องมุ่งแสวงหาความเลวน้อยด้วย มันต้องแก้ไขด้วยการเอาคนเลวออกไปก่อน”

ถามว่า การเลือกตั้งเกิดขึ้น เพราะกฎหมายกำหนดไว้แล้ว?

“ปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้เพราะคนพยายามยึดแต่กรอบของกฎหมาย ทั้งที่กฎหมายเหล่านั้นเป็นเพียงรัฐบัญญัติที่เขียนขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วมกัน กฎหมายอาจถูกเขียนขึ้นเพื่อเอาเปรียบกันได้ สหรัฐอเมริกาออกกฎหมายว่าสามารถไปกวาดเอาทรัพยากรของประเทศอื่นได้โดยไม่มีความผิด สามารถไปขุดน้ำมัน ขุดแก๊ส เอาเปรียบประเทศไหนก็ได้ ถามว่านี่คือความเป็นธรรมที่เราพยายามยึดกันอยู่หรือ”

"เลือกตั้ง"ไม่ใช่สัจธรรมประชาชนจะชนะเหมือน"พระนารายณ์"

เขาอธิบายต่อไปว่า จริงๆ แล้วกฎหมายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ กฎหมายศีลธรรม กับ กฎหมายรัฐบัญญัติ สำหรับกฎหมายศีลธรรม เป็นกฎหมายที่เป็นธรรม คือต้องไม่ทำให้คนเดือดร้อนทั้งกาย วาจา ใจ แม้ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรแต่ถ้าใครละเมิดก็จะถือว่ามีความผิดทันที เช่น การฆ่าผู้อื่น ลักขโมย โกหกพูดเท็จ คือเมื่อทำไปแล้วมันผิดทันทีโดยปราศจากข้อสงสัย

ส่วนกฎหมายรัฐบัญญัติ เป็นกฎหมายที่สร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ร่วม เช่น ต้องเก็บภาษี ต้องใส่หมวกกันน็อก หรือต้องเลือกตั้ง แต่อย่างที่บอกว่ากฎหมายนี้อาจถูกตราขึ้นเพื่อเอาเปรียบกันได้ คนที่มีความอยากมากอาจออกกฎหมายมาเพื่อตัวเองก็ได้ จึงไม่แปลกที่การเลือกตั้งจะเอื้อประโยชน์ให้กับคนกลุ่มหนึ่ง

ดังนั้น กฎหมายที่เราควรยึดถือกันต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า “กฎศีลธรรมจะถูกละเมิดโดยรัฐบัญญัติไม่ได้” ยกตัวอย่างเช่น หากบอกว่าคนคนนี้เกิดมาแล้วจะได้เป็นใหญ่เป็นโต ผู้มีอำนาจรู้สึกหวั่นเกรงจึงออกกฎหมายตามขั้นตอนอย่างถูกต้องกระบวนการว่า ให้นำคนคนนี้ไปฆ่าให้ตายได้

แน่นอนว่าการฆ่าผิดศีลธรรม แต่กฎหมายกลับบอกว่าสามารถฆ่าได้ คำถามคือ ถ้าปล่อยให้มีการออกกฎหมายเช่นนี้สังคมจะอยู่ต่อไปอย่างไร

“เช่นเดียวกับกฎหมายนิรโทษกรรมมันก็ออกไม่ได้ นั่นเพราะการโกงคนอื่นมันผิดศีลธรรม คุณจะออกกฎหมายมานิรโทษไม่ได้ มันเข้าข่ายใช้รัฐบัญญัติมาละเมิดกฎของศีลธรรม”

การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเป็นเพียงเป้าหมาย “พงศา” ขยายความว่า คนเรามักคิดว่าการเลือกตั้งเป็นวิธีและเป็นกระบวนการ ทว่าอาจารย์พุทธทาสกลับบอกว่าการเมืองคือการปกครองที่ไม่ต้องใช้อาญาแต่ใช้การต่อรองแทน ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในระบบการเมืองเท่านั้น และที่สำคัญไม่เคยมีศาสนาใดสอนเรื่องประชาธิปไตย

“ยกตัวอย่างเหมือนร่างกายเราป่วยหนัก แล้วประชาธิปไตยก็คือโรคในช่องปาก การเลือกตั้งก็คือโรคฟัน เราป่วยไข้อาการรุนแรงกำลังจะตายแต่หมอกลับเอาแต่จะทำฟันอย่างเดียว สุดท้ายร่างกายนี้ก็ตาย แต่หมอสามารถทำฟันได้เสร็จเรียบร้อย การเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ก็เหมือนกับการทำฟันให้กับซากศพ ก็แค่นั้นเอง”

สำหรับการต่อสู้ในขณะนี้ “พงศา” บอกว่า เป็นเรื่องของความดีกับความชั่ว ซึ่งระหว่างความดีกับความชั่วนั้นไม่สามารถมีความเป็นกลางได้

“พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในตอนที่ท่านมีอายุมากและใกล้จะตายแล้ว ท่านได้รวบรวมความคิดและหลักธรรมทั้งหมดตลอดชีวิตมาสรุปให้เหลือสั้นๆ ว่า ทำความดีและละเว้นความชั่ว คือให้ทำด้านหนึ่งคือความดี และห้ามทำอีกด้านหนึ่งคือความชั่ว ท่านไม่ได้สอนให้เราเป็นกลางระหว่างสองสิ่งนี้”

คำว่า “กลาง” ของพระพุทธเจ้าหมายถึงกลางระหว่าง “ความสุขกาย” กับ “ทรมานกาย” คือกามสุขัลลิกานุโยค กับอัตตกิลมถานุโยค นั่นคืออย่าสุขสบายจนเกินเหตุและอย่าทุกข์ทรมานจนเกินเหตุ ความเป็นกลางของพระพุทธเจ้าจึงหมายความว่า “อย่าให้คนอื่นรังแกเรา และเราก็อย่าไปรังแกคนอื่น”

สามารถเรียกความเป็นกลางชนิดนี้ว่า “ความเป็นธรรม” ซึ่งรากศัพท์ของคำว่าเป็นธรรมคือ ทรงตั้งไว้ ให้เป็นปกติ คำว่าปกติก็คือไม่ทำร้ายใครและอย่าให้ใครมาทำร้าย ไม่เอาเปรียบคนอื่นและอย่าให้คนอื่นมาเอาเปรียบ

ดังนั้น สิ่งที่ต้องปฏิรูปก็คือทุกเรื่องที่ยัง “ไม่เป็นธรรม” โดยไม่สนใจว่าจะถูกกฎหมายหรือไม่ถูกกฎหมายก็ตาม

พงศา ยืนยันความชอบธรรมในการต่อสู้ด้วยการอ้างอิง “ปริศนาธรรม” เมื่อ 1,600 ปีก่อน

“การต่อสู้ของมวลมหาประชาชนในวันนี้ มีการทำนายเอาไว้ในรามเกียรติ์เมื่อ 1,600 ปีก่อน ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธเบ่งบานผู้เขียนจึงนำเหตุปัจจัยมาผูกเป็นเรื่อง โดยความตอนหนึ่งเขียนถึง “หิรัญยักษ์ม้วนแผ่นดิน” เมื่อถอดความออกมาแล้วตรงกับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้มาก”

“เรื่องมีอยู่ว่าหิรัญยักษ์มีฤทธิ์สามารถม้วนแผ่นดินเก็บได้ พระนารายณ์จึงต้องแปลงร่างมาเป็นหมูป่าเพื่อคลี่แผ่นดินกลับคืน เมื่อถอดปริศนาธรรมก็จะพบว่ายักษ์เปรียบเหมือนผู้มีอำนาจ มีแรง มีทรัพย์ สามารถเอาเปรียบคนอื่นและสามารถเข้าถึงความชั่วได้ง่าย ยักษ์ได้ม้วนแผ่นดินจึงหมายถึง คนมีกำลังมากได้กวาดเก็บทรัพย์สินของคนอื่นไปหมด”

“ทีนี้พระอิศวรก็เหมือนระบอบประชาธิปไตย คืออนุญาตให้คนที่สอพลอสามารถม้วนแผ่นดินได้ เรื่องจึงร้อนไปถึงพระนารายณ์ซึ่งเป็นผู้ที่ทรงไว้แห่งคุณงามความดี ท่านจึงต้องแปลงร่างมาเป็นหมูป่าเพื่อคลี่โลก หมูป่านับเป็นสัตว์พื้นฐานที่สุดคืออยู่ กับดินกินกับทราย นั่นเป็นตัวแทนของคนธรรมดา ที่มารวมตัวกันด้วยความฉลาดเพื่อออกมาสู้กับ อำนาจรัฐ”

ที่สุดแล้ว... ประชาชนก็จะได้รับชัยชนะเหมือนพระนารายณ์

พิมพ์เขียวพระพุทธเจ้า

การปฏิรูปไม่ใช่การประนีประนอมกับความชั่ว “พงศา” ยังคงย้ำจุดยืนเดิมว่า จำเป็นต้องปฏิรูปในทุกประเด็นที่ “ไม่เป็นธรรม” ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือไม่ถูกกฎหมายก็ตาม ส่วนรูปธรรมในการปฏิรูปนั้น เขายกตัวอย่างพอเป็นโครงไว้อย่างน่าสนใจ

“การปฏิรูปโดยหลักของมันจริงๆ คือทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรมให้เป็นธรรม อะไรที่ยังเอาเปรียบกันอยู่ถึงถูกกฎหมายแต่ยังไม่เป็นธรรมก็ต้องเปลี่ยน เช่น มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไปจับชาวบ้าน จับถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นธรรมกับชาวบ้านคนนี้ ชาวบ้านคนนี้อาจจะถูกยึดที่ดินมา เพราะมีการออกกฎหมายไว้ว่าโฉนด นส.3 สามารถถูกธนาคารยึดได้ เมื่อทรัพย์ส่วนตัวของเขาหมด เขาก็เลยต้องไปเอาทรัพย์ของส่วนรวม ลองคิดให้ดีๆ ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นธรรมกับชาวบ้านคนนี้หรือไม่”

ข้อเสนอแรกสำหรับการปฏิรูปของเขาคือ ต้องมีการตั้ง “สภาประชาธรรม” ขึ้นมาในทุกๆ หมู่บ้าน ใช้เป็นพื้นที่กลางสำหรับถกเถียงกันเรื่องความเป็นธรรมโดยไม่สนใจว่าจะถูกกฎหมายหรือไม่ โดยไปเชิญคนที่มีความน่าเชื่อถือมารวมกัน ทำหน้าที่พิจารณาว่าในแต่ละประเด็นต่างๆ มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกันอย่างไร

หรือวิธีการนำคนเลวออกไปจากระบบเลือกตั้ง “พงศา” เสนอว่า ต้องทำให้ช่องโหวตโนมีน้ำหนักและมีบทลงโทษ ไม่ใช่ออกกฎหมายให้มีช่องโหวตโนเพื่อความเท่เพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น ประชากร 1.5 แสนคนต่อเขต มีสิทธิเลือกตั้ง 1 แสนคน เบอร์ 1 ได้ 3 หมื่นคะแนน เบอร์ 2 ได้ 2 หมื่นคะแนน ส่วนช่องไม่เลือกใครหรือโหวตโนกลับได้ถึง 4 หมื่นคะแนน ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบเลือกตั้งเดิมคือ คนที่ได้ 3 หมื่นคะแนน ได้รับชัยชนะเป็น สส.

“ทุกวันนี้ช่องโหวตโนมีไว้เพื่อเท่อย่างเดียว หลังจากนี้ต้องทำให้มันมีน้ำหนัก คือ ถ้าช่องนี้ชนะช่องอื่นต้องแพ้ ถ้าช่อง โหวตโนชนะการเลือกตั้ง นั่นหมายความว่าประชาชนไม่ต้องการผู้สมัครเหล่านั้นเลย ก็ต้องให้ออกไปเลย ตัดสิทธิทางการเมืองไปเลย 5 ปี”

นอกจากการปฏิรูปความไม่เป็นธรรมแล้ว “พงศา” เห็นว่า ถึงเวลาที่จะต้องปรับกระบวนทัศน์ของคนเพื่อการปฏิรูปด้วยเช่นกัน

“อย่างเรื่องอนุรักษ์ป่าไม้ ที่ผ่านมาเราใช้วิธีจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธพิทักษ์ป่าทำหน้าที่ปราบปรามดูแลไม่ให้คนทำลายเพียงอย่างเดียว นี่คือกระบวนทัศน์เดิมที่ทำกันมา 100 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สำเร็จ คำถามคือแล้วทำไมต้องทำต่อไป เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผมจึงลองเปลี่ยนใหม่ เลิกจัดตั้งกองกำลัง แต่มุ่งที่จะสร้างนักพัฒนาขึ้นมาแทน เราไม่ได้ดูแลป่า แต่เราดูแลคนไม่ให้ไปทำลายป่า สุดท้ายมันก็ได้ผลดี ไม่ต้องมาแบกอาวุธ ผมเชื่อว่าปลายทางของมนุษย์ต้องคุยกันรู้เรื่อง”

"เลือกตั้ง"ไม่ใช่สัจธรรมประชาชนจะชนะเหมือน"พระนารายณ์"

สำหรับแนวทางการปฏิรูปหรือพิมพ์เขียวที่ “พงศา” ออกแบบไว้ แบ่งออกตามลักษณะพื้นที่ คือ ชนบท เมือง และชายขอบระหว่างเมืองกับชนบท แต่พื้นที่ที่จะต้องให้ความสำคัญก่อนคือ “ชนบท” นั่นเพราะหากชนบทรอดเมืองก็จะรอดเช่นกัน

“ในวันนี้กระบวนทัศน์ของการพัฒนา คือการพัฒนาโดยมีเป้าหมายสุดท้ายที่จะทำให้ชนบทกลายเป็นเมืองทั้งหมด แต่เมืองคือหลุมดำของโลกมนุษย์ ทั้งอาหาร พลังงาน ทุกอย่างเข้ามาในเมืองจะหายไปหมด หนำซ้ำเมืองจะกัดกร่อนกลืนกินทรัพยากรของพื้นที่ข้างๆ จนไปหมด ผมจึงไม่เชื่อทฤษฎีเมือง ในทางกลับกันกลับเชื่อในการพัฒนาชนบท”
พระพุทธเจ้าบอกว่าอาหารและที่ดินเป็นอิสรภาพอย่างยิ่งของมนุษย์ แต่ปัจจุบันระบบทุนของสังคมเมืองกำลังเอาเปรียบชนบทอยู่ ดังนั้น ต้องปฏิรูปให้เกิดความเท่าเทียมขึ้นในชนบทก่อน อาจใช้วิธีสร้างทรัพย์ให้เท่ากันโดยทำต้นไม้ที่มีชีวิตในที่ดินของประชาชนให้เป็นทรัพย์ เมื่อมีทรัพย์ก็ทำให้คนในชนบทมีที่ยืน คือมีอาหารและที่ดิน

“การมีต้นไม้ไม่ใช่ผมคิดเอง แต่มันเป็นหลักธรรม พระพุทธเจ้าบอกว่าการทำบุญที่เกิดประโยชน์ทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งเบื้องต้นเบื้องกลางและเบื้องปลาย 1.ทำศาลาพักริมทาง 2.ขุดบ่อน้ำ 3.ปลูกต้นไม้ใหญ่ ที่จริงแล้วคืออันเดียว ศาลาก็คือร่มเงา บ่อน้ำ ต้นไม้ก็ให้น้ำ คือพระพุทธเจ้าบอกให้ปลูกต้นไม้นั่นเอง”

แม้ว่าการปฏิรูปจะต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานและมีรายละเอียดที่หลากหลาย แต่ “พงศา” เชื่อว่า ปลายทางของการปฏิรูปจะมุ่งไปสู่สิ่งเดียวคือ “พุทธะ”หรือภาวะรู้แจ้ง

“เป้าหมายปฏิรูปจะไปที่ไหน ในตำราพัฒนาชุมชนมันไม่มีบอกว่าจะพัฒนาไปในทิศทางไหน แต่ในคัมภีร์อัลกุรอานบอกว่าปลายทางมนุษย์ไปสู่ยุคสิ้นโลก นั่นคืออยู่เหนือโลกหรือไม่โลภไม่หลง ศาสนาคริสต์ก็คือไปสู่ยูโทเปียคือยุคที่มีแต่ความสุข ศาสนาพุทธก็บอกว่าจะสู่ยุคพระศรีอารย์”

“ผมก็ค้นดูจนได้พบภาพเขียนยุคพระศรีอารย์ในวัดทางภาคอีสาน โดยภาพที่ 1-13 เป็นภาพการต่อสู้ทางจริยธรรม เพียรอย่างบริสุทธิ์ และมีการให้เหมือนอย่างที่เรากำลังทำกันอยู่ ภาพสุดท้ายเขาวาดเป็นต้นกัลปพฤกษ์อยู่สี่มุมเมือง นั่นคือบ้านเมืองนั้นประชาชนไม่ต้องทำอะไร ต้องการอะไรให้ไปสอยจากต้นกัลปพฤกษ์”

“ก็มาตีความว่าคืออะไร คือหลังจากที่มนุษย์ต่อสู้ทางจริยธรรม เพียรอย่างบริสุทธิ์ และรู้จักที่จะให้กัน มนุษย์จะพบกับภาวะ  ถูกต้อง มนุษย์จะมีความสุข บ้านเมืองมีต้นไม้ห้อมล้อมทุกทิศทาง และต้นไม้นั้นก็จะเกื้อกูลความผาสุกให้กับมนุษย์ ทั้งอาหาร พลังงาน ปัจจัยการผลิต นี่คือโมเดลปฏิรูปของพระพุทธเจ้า”

แพ้ครั้งนี้จะไม่ชนะอีกเลย

ก่อนมาปรากฏตัวบนเวทีราชดำเนิน ชื่อของ “พงศา ชูแนม” ถูกจำกัดวงอยู่ในกลุ่มนักอนุรักษ์และแวดวงสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าพูดถึง “ธนาคารต้นไม้” ซึ่งเป็นโครงการที่เขาเป็นผู้ริเริ่ม แม้จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่อย่างน้อยก็คงคุ้นหูกันอยู่บ้าง

ว่ากันชนิดที่ไม่เยินยอเกินความเหมาะสม“พงศา” นับเป็น “นักสู้-นักพัฒนา” ชั้นแนวหน้าของประเทศไทย

หัวใจอันเด็ดเดี่ยวนำมาสู่การทำลายกำแพงความกลัว ตลอดเส้นทางอนุรักษ์ของ “พงศา” ในฐานะข้าราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เขาไม่เคยผ่อนปรนให้กับอำนาจมืดหรือความอยุติธรรมใดๆ

ด้วยจุดยืนเช่นนี้เอง ถ้าไม่เจอ “ตอ” ในวันหนึ่ง ก็คงต้อง “สะดุดขา” ใครเข้าสักวันหนึ่งเป็นแน่

แล้วก็เป็นเช่นนั้น ...การเอาจริงเอาจังที่จะกวาดล้างขบวนการบุกรุกป่าด้วยมาตรการเข้มข้น ส่งผลให้ “พงศา” ต้องเปิดหน้าชกกับกลุ่มอิทธิพล ขณะนั้นเขาถูกกดดันอย่างหนักและที่สุดก็ไม่สามารถทัดทานอำนาจได้ “พงศา” ถูกย้ายออกจากหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ จ.ชุมพร ท่ามกลางความไม่พอใจของคนในพื้นที่
ชาวบ้านและเครือข่ายอนุรักษ์ร่วม 1.5 หมื่นชีวิต ตัดสินใจเข้าชื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับ “พงศา” จนกระทั่งทางการยินยอมโยกย้ายเขากลับมาสู่ที่ตั้งเดิม

ตลอดเส้นทางอนุรักษ์ของ “พงศา” มีความสำเร็จรายทางนับไม่ถ้วน รางวัลที่เขาได้รับอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรางวัลจากองค์กรโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) รางวัลลูกโลกสีเขียว รางวัลพระราชทานผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเยาวชน หรือแม้แต่การได้รับเลือกเป็นบุคคลในโครงการค้นฅนดีจากรายการคนค้นฅน ไม่ใช่หมุดหมายหรือหลักไมล์ที่สกัดกั้นเขาให้หยุดพัฒนา

พงศา บอกว่า มีแนวคิดเรื่องการปฏิรูปมา20-30 ปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาทำได้เพียงบรรยายหรือพูดด้วยเสียงเล็กๆ เท่านั้น จึงมีความหวังกับการเคลื่อนไหวของ กปปส.ในครั้งนี้ เพราะเป็นไปได้ว่าจะสามารถการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

“ก่อนหน้านี้ได้เข้าร่วมการชุมนุมเป็น 1 หน่วย ในล้านหน่วยมาโดยตลอด แต่ที่ตัดสินใจขึ้นเวทีกปปส.เพราะมองเห็นปัญหาของเวที และต้องการชี้ให้มวลชนเข้าใจ”

เมื่อตัดสินใจชัดเจนแล้วว่าต้องขึ้นเวที กปปส. “พงศา” จึงติดต่อไปยัง เช็ค-สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ(คนค้นฅน) และประสานกับญาติของกำนันสุเทพที่ จ.สุราษฎร์ธานี จนกระทั่งได้คิวปราศรัย

“แต่เพราะเขาไม่มีใครรู้จักเรา มันก็เลยถูกแซงคิวไปเรื่อยๆ ผมเห็นว่าแบบนี้มันจะเสียของ เพราะตอนแรกเราได้ช่วงเวลาหัวค่ำเลย ก็เลยไปขอคุยกับลูกหมี (ชุมพล จุลใส) ขอแซงคิวขึ้นมาหน่อยสุดท้าย สาทิตย์ (วงศ์หนองเตย) ก็ยอม ขณะนั้นผมขึ้นเวทีไปพร้อมกับเครือข่ายข้าราชการ มีเวลาปราศรัยเพียง 15 นาที แต่พอพูดไปสัก 10 นาที ก็ประเมินแล้วว่ามวลชนเอาด้วย ผมก็ไม่สนเวลาก็ใส่ยาวให้หมดไปก่อน สุดท้ายมันก็โอเค พอลงจากเวทีหลายคนก็เดินมาบอกว่าให้มาพูดอีก”

"เลือกตั้ง"ไม่ใช่สัจธรรมประชาชนจะชนะเหมือน"พระนารายณ์"

สำหรับปัญหาของเวที กปปส.ที่ “พงศา” เห็นจนนำมาสู่การขึ้นเวทีปราศรัย คือ มวลชนมองไม่เห็นหมากทั้งกระดาน เท่าที่ได้พูดคุยพบว่ามวลชนอยากรู้ว่าจะรบชนะวันไหน ชนะแล้วจะทำอะไร อนาคตข้างหน้าหน้าตาเป็นอย่างไร และจะมีความสุขจากการปฏิรูปนี้หรือไม่ ซึ่งมวลชนที่เดินทางมาเข้าร่วมการชุมนุมทั้งหมดมาด้วยใจ เขาคิดเพียงว่ามาช่วยกำนันสุเทพก่อน กำนันบอกให้ทำอะไรก็ทำ ทั้งหมดก็เพื่อชัยชนะ

“ตอนแรกๆ ทุกคนก็เทใจสู้ คิดแต่เพียงว่าขอให้ชนะก่อนแล้วค่อยว่ากัน พอนานวันเข้าเขาก็ยิ่งจินตนาการและเชื่อมั่นแล้วว่ายังไงก็ชนะ คำถามจากมวลชนจึงค่อยๆ เกิดขึ้น”

“ขณะนี้คนวิเคราะห์ไม่ได้ว่าเรามีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหน ผมจึงเสนอว่าอาวุธของ กปปส.กับของรัฐบาล มีคนละ 3 อย่าง ทางรัฐบาลมี 1.กองกำลังตำรวจ 2.มีความรุนแรง 3.มีเกมยืดเยื้อ ส่วนสิ่งที่|กปปส.มี คือ 1.กำลังประชาชนจำนวนมาก 2.การปิดล้อมที่มีประสิทธิภาพ 3.ราชการต้องสยบยอม

พงศา ประเมินว่า ที่ผ่านมา กปปส.ชนะมา 2 อย่างแล้ว คือ ตำรวจไม่สามารถใช้กองกำลังและความรุนแรงได้ แต่ทางรัฐบาลวางแผนเรื่องการยืดเยื้อไว้ดี ซึ่งตรงนี้กลายมาเป็นจุดอ่อนของ กปปส. คือ กปปส.มีคนจำนวนมากและปิดล้อมได้อย่างเรียบร้อย แต่กลับยังไม่สามารถทำให้ราชการยอมทำตามข้อเรียกร้องได้

“นั่นหมายความว่าจุดอ่อนของเราแพ้จุดแข็งของเขาพอดี ซึ่งถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปในลักษณะนี้ต่อไป กปปส.จะล้าและต้องแพ้อย่างแน่นอน ทีนี้ผมเชื่อของผมว่าถ้าแพ้คราวนี้เราจะไม่ชนะอีกเลย ถ้าคนออกมา 2-3 ล้านแล้วยังแพ้ ไม่มีทางชนะอีกเลย ถามว่าจะมีใครกล้าออกมานำมวลชนอีกเลยไหม เพราะนำมาขนาดนี้แล้วยังแพ้”

พงศา วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ข้าราชการยังไม่เอาด้วยกับ กปปส. เนื่องจากถูกกุมชะตาด้วยฉากหลังที่เป็นเจ้านาย ที่สำคัญข้าราชการยังรู้สึกว่าสมประโยชน์กันอยู่ทุกฝ่ายทุกกรมกอง คนที่รอรับประโยชน์อยู่ก็บอกว่า “แล้วกูจะเปลี่ยนทำไม” แต่เนื่องจากการปิดล้อมของ กปปส.มีประสิทธิภาพมาก จึงเห็นว่าควรใช้จุดแข็งข้อนี้เพื่อทำให้ข้าราชการสยบยอม

“จุดอ่อนคือข้าราชการยังไม่สยบยอม ในที่นี้คือยังไม่แสดงออกทั้งๆ ที่มาร่วมชุมนุมกันอย่างเนืองแน่น ผมเสนอว่าควรไปปิดล้อมสถานที่ราชการแล้วจัดให้มีการลงคะแนนเสียงในแต่ละองค์กรว่าเห็นด้วยกับประชาชน เห็นด้วยกับรัฐบาล หรือยังเฉยๆ งงๆ หากผลออกมาว่าเห็นด้วยกับประชาชนก็ให้แสดงเจตนารมณ์เลย ตรงนี้มันจะได้ผล ถ้าข้าราชการเอาด้วยทุกอย่างจบ ไม่ขยับ ระบบก็ล่ม รัฐบาลก็ไปไม่ได้”

“ทุกวันนี้ประชาชน 9 คน มีภาระเลี้ยงข้าราชการ 1 คน ดังนั้น ข้าราชการ 1 คน จะต้องทำงานเพื่อ 9 คน แต่ตอนนี้ข้าราชการกลับเหมือนหมาล่าเนื้อ เป็นเครื่องมือป้องกันทรัพย์สินระบบทุนเท่านั้น ถ้าไม่มีการปฏิรูปให้การทำงานของข้าราชการมีประสิทธิภาพ ประชาชน 9 คนนั้น จะยิ่งลำบาก”

พงศา บอกอีกว่า ถ้าขบวนการประชาชนมั่นใจว่าจะชนะได้ด้วยพลังของประชาชน มันก็จะชนะได้ แต่ถ้ายังรีรอแทงกั๊กหวังว่าจะมีตัวช่วยอื่นมาช่วยให้ชนะ มันจะไม่ชนะ หรือถ้าชนะได้จริง ก็จะไม่เกิดการปฏิรูปที่แท้จริง การมีส่วนร่วมก็จะหายไป

“ผมไม่อยากให้ชนะด้วยอำนาจนอกระบบ ศาสนาไม่เคยสอนให้อ้อนวอนอะไรแบบนี้ มันต้องชนะด้วยปาฏิหาริย์ คือ ทำให้ปรากฏตรงหน้าด้วยกำลังของเราเอง”

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง