posttoday
ปรับทัพกู้ชีพไทยเข้มแข็งดันเศรษฐกิจ...หาเสียง

ปรับทัพกู้ชีพไทยเข้มแข็งดันเศรษฐกิจ...หาเสียง

07 พฤษภาคม 2553

 

 

...ทีมข่าวการเงิน

โครงการไทยเข้มแข็ง 1.4 ล้านล้านบาทของรัฐบาลต้องมาถึงจุด “หักเห” ครั้งใหญ่

เมื่อรัฐบาลตัดสินใจล้มพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่จะมาใช้ในโครงการและอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาออกไป

ด้วยให้เหตุผลว่า การเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2553 ได้เงินเกินเป้ากว่า 2 แสนล้านบาท

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็สามารถดึงเงินส่วนเกินมาลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งผ่านงบประมาณปกติได้ ไม่ต้องไปกู้เพิ่ม

อีกด้านหนึ่งเป็นการลบเหลี่ยมทางการเมือง ที่รัฐบาลถูกฝ่ายค้านทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลาว่า เป็นรัฐบาล “กู้สิบทิศ” ทำไทยอ่อนแอ เพราะมีหนี้ท่วมหัว

แถมโครงการไทยเข้มแข็งยังมีกลิ่นไม่ดีเรื่องการประมูลออกมาต่อเนื่อง ทำให้การเดินหน้าโครงการได้ไม่เต็มสูบ การเร่งเครื่องโครงการต่างๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดฝันไว้

เมื่อล้ม พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาททิ้งไป โจทย์ใหญ่ของโครงการไทยเข้มแข็งจึงมาตกหนักอยู่ที่โครงการใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่อยู่ระหว่างเร่งการเบิกจ่ายในกรอบ 3.5 แสนล้านบาท ที่เหลืออีก 5 หมื่นล้านบาท ใช้สำหรับชดเชยเงินคงคลัง

ณ วันที่ 8 เม.ย. 2553 มีการเบิกจ่ายจำนวน 61,588 ล้านบาท หรือ 36.90% ของวงเงินที่ได้จัดสรรแล้ว 166,886 ล้านบาท สำหรับรอบที่สอง จำนวน 149,999 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายจำนวน 49,159 ล้านบาท หรือ 46.80% ของวงเงินที่จัดสรรแล้ว จำนวน 105,045 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่าการเบิกจ่ายยังไม่ไปถึงไหน และโครงการที่เบิกจ่ายก็ยังเป็นโครงการเล็ก โครงการน้อย เป็น “เบี้ยหัวแตก” ไม่ได้เป็นโครงการที่ส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่

ส่วนโครงการของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยัง “เดี้ยง” เดินหน้าไม่ได้ เพราะต้องรื้อโครงการใหม่หมดหนีข้อหาทุจริต มีต่อลมหายใจมาให้แล้วหลายรอบก็ไม่ฟื้น

ล่าสุดมีการยืดลมหายใจไปถึงเดือน พ.ค. 2553 ซึ่งความล่าช้าในส่วนนี้เป็นผลเสียต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ไม่น้อย

อีกด้านหนึ่งก็เกิดจากความล่าช้าของคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการต่างๆ ที่ไม่สามารถผลักดันโครงการให้ได้ออกมาได้อย่างรวดเร็วอย่างที่ควรจะเป็น

เมื่อเห็นท่าไม่ดีเช่นนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จึงหนีบเรื่อง “ลับ” เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมอบอำนาจให้ รมว.คลัง มีอำนาจในการอนุมัติโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง

โดยเฉพาะวงเงินที่เหลือจำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท ของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงคมนาคม

จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการกลั่นกรองที่มีนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

ถือว่าเป็นการผ่าทางตัน สร้าง “ทางลัด” รวบอำนาจมาทั้งหมดมาอยู่ในมือ รมว.คลัง ให้ทันภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งตรงกับวันหมดอายุของรัฐบาลตาม “โรดแมป” ของนายกรัฐมนตรี

แม้รัฐบาลจะอ้างเรื่องของความล่าช้าในการเบิกจ่าย แต่ลึกๆ แล้วน่าจะเกิดจากเหตุผลทางการเมืองเป็นหลัก

ยิ่งการนับถอยหลังเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในสิ้นปีนี้ ที่ประชาธิปัตย์ก็ต้องเดิมพันมาก เพราะโอกาสแพ้สูง

วงในระบุว่างบประมาณที่รัฐบาลดึงกลับมาดูแลเที่ยวนี้ยังรวมถึงโครงการถนนไร้ฝุ่นบางส่วน ที่อยู่ในมือของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งที่ผ่านมาโครงการนี้ “ตีกิน” ในภาคอีสานและเหนือแบบเงียบๆ

ไม่เพียงเท่านั้น อีกเหตุผลที่การดึงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท มาไว้ในมือ รมว.คลัง จะช่วยให้การใช้เงินเป็นเอกภาพ และมีประสิทธิภาพจริงๆ

เพราะเหตุการณ์ประท้วงของม็อบแดงยืดเยื้อ เศรษฐกิจที่กำลังพุ่งปรี๊ด พุ่งหัวลง

มีการคาดกันว่าพิษของม็อบเสื้อแดงจะแผลงฤทธิ์ให้เห็นไตรมาส 2 ของปี 2553 ก็คือตั้งแต่เดือน เม.ย.พ.ค. ไปจนถึงเดือน มิ.ย. 2553 ที่สัญญาณการบริโภคเริ่มแผ่ว เพราะไม่มั่นใจการบ้านการเมือง

รายได้ท่องเที่ยววูบ ผู้ประกอบการยวบไปตามๆ กัน ขาดสภาพคล่องมีการตกงาน นักลงทุนเริ่มหยุดการลงทุนรอดูความมั่นใจ แต่ยังโชคดีที่การส่งออกของไทยยังเบ่งบาน เพราะได้อานิสงส์ของเศรษฐกิจคู่ค้าอย่างดี

ถ้าเครื่องยนต์ด้านการเบิกจ่ายของรัฐบาล เป็นตัวช่วยเศรษฐกิจที่เป็นตัวช่วยสำคัญที่สุดในระยะสั้น โดยเฉพาะงบจากโครงการไทยเข้มแข็งที่หลงเหลืออยู่อีกมหาศาล ทำให้นายกรณ์ไม่มีทางเลือกที่จะต้องรวบอำนาจทั้งหมดมาไว้ในมือ ผลักดันเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

จะถือว่าเป็นการ “ปั๊มหัวใจ” เศรษฐกิจไทยได้ไม่น้อย โดยเฉพาะเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ที่ได้พิษม็อบแดงอย่างหนัก

หากสามารถผ่านเศรษฐกิจไตรมาส 2 ไปได้อย่างที่วาดหวัง เศรษฐกิจไตรมาส 3 และ 4 ก็น่าจะฉลุย ทั้งปีไม่น่าพลาด 45% ตามที่กระทรวงการคลังประเมิน

หรือหากมีโชคอาจจะทะลุไปแตะถึงระดับ 6% ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาประมาณการไว้ ซึ่งรัฐบาลสามารถใช้ไปตีฆ้องหาเสียงเลือกตั้งรอบใหม่ได้คะแนนอีกอื้อ

เพราะหากลงไปดูในโครงการ ก็พบว่ามีโครงการอีกจำนวนมากที่สามารถจะผลักดันออกมาให้เบิกจ่ายใน 3 ไตรมาสที่เหลือของปี ไม่ว่าจะเป็นโครงการถนนไร้ฝุ่น โครงการชลประทานขนาดเล็ก

ถึงจะเป็นเบี้ยหัวแตก และเป็นโครงการที่เทให้หัวคะแนนทางการเมือง ที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างในพื้นที่ แต่ในยามนี้ยังดีกว่าเอาเงินกองไว้ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจงอกเงย

ขณะที่โครงการที่มีปัญหาทั้งกระทรวงสาธารณสุข ที่มีการทุจริตในโครงการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่ไม่จำเป็นและแพงเกินจริง

โครงการของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีการจัดซื้ออุปกรณ์แพงเกินเหตุ และโครงการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ในส่วนที่เป็นโครงการลง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งหมดเป็นวงเงินลงทุน 4 หมื่นล้านบาท ก็คาดว่าจะทยอยเข้ามาเบิกจ่ายอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาที่เหลือ และอำนาจการจัดสรรเงินอยู่ในมือของ รมว.คลัง

นอกจากนี้ฝ่ายการเมืองก็ดูเหมือนจะเต็มสูบพร้อมเบิกจ่าย เพราะเมื่อนายกประกาศยุบสภาค่อนข้างชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ พยายามเร่งใช้งบประมาณที่อยู่ในการดูแล โดยเฉพาะจากงบไทยเข้มแข็ง ประเภทใส่เกียร์ห้า ไม่มีเกียร์ถอยก็เลยที่เดียว เพราะงานนี้ได้งานได้ทั้งเงิน ได้ทั้งเสียงกลับมาเป็นรัฐบาลใหม่ ไม่มีใครไม่มีรีบโกย รอแต่ให้นายกรณ์ โปรยงบมาให้ทั้งนั้น

ถือว่าการเดินเกมลึกปรับทัพไทยเข้มแข็ง หว่านเงิน ตีปี๊บเศรษฐกิจ หาเสียงเตรียมเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลอีกรอบ..

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69