
ป้องกันความเสี่ยง
ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองและกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่ง มีผลให้ร่างกฎหมายมีอันตกไป
ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองและกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่ง มีผลให้ร่างกฎหมายมีอันตกไป
สรุปใจความคำวินิจฉัยได้ว่า การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราดังกล่าวมีผลต่อการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขต นอกจากนี้มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ภายใต้ร่างกฎหมายที่มีการแก้ไขเป็นความพยายามของกลุ่ม สส. สว. ให้หนังสือสัญญาดังกล่าวไม่ต้องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
ดังนั้น เป็นที่ชัดเจนว่าเสียงข้างมากต้องการใช้กลไกเสียงข้างมากของรัฐสภา เพื่อเปิดทางให้ฝ่ายบริหารดำเนินการให้ประเทศต้องตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงในหลายมิติ ทำให้เสียหายแก่ประเทศโดยรวม
ที่สำคัญ เท่ากับเป็นการเพิ่มอำนาจให้คณะรัฐมนตรีมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดุล คานอำนาจ ก่อให้เกิดอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับฝ่ายบริหารดังที่ศาลได้วินิจฉัยไว้
ดังนั้น การพิจารณาแก้ไขมาตรา 190 จึงมีนัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งหากรัฐบาลนี้ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ผลการวินิจฉัยคงไม่ออกมาดังที่ปรากฏ
อย่างไรก็ดี แม้พรรคเพื่อไทยจะแย้งว่าเป็นการก้าวก่ายอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ และยืนยันเรื่องที่มาจากประชาชน แต่สิ่งที่พรรครัฐบาลกำลังยกมาอ้างนั้นสวนทางความเป็นจริงมาอย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ว่า สมาชิกรัฐสภาเสียงข้างมากซึ่งถูกครอบงำโดยรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ใช้อำนาจปู้ยี่ปู้ยำทำลายหลักนิติรัฐ และหลักนิติธรรมจนกลายเป็นชนวนความขัดแย้งที่ทุกฝ่ายต้องใช้ความพยายามในการหาทางออก
การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 จนกระทั่งถูกศาลติดเบรก จึงเป็นการเพิ่มช่องทางในการหาผลประโยชน์ของคนเพียงบางกลุ่ม ซึ่งจะลดทอนการใช้อำนาจในระบอบประชาธิปไตย และจะเกิดผลเสียหายและเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศในอนาคต
เราเห็นว่าหากจะแก้ปมเรื่องมาตรา 190 สามารถออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อกำหนดความชัดเจนว่าเรื่องใดต้องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา หรือเรื่องใดไม่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณา แต่ไม่ใช่การเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายบริหารไปสร้างความเสียหายต่อประเทศ โดยปิดกั้นการมีส่วนร่วมจากประชาชน







