ล้างบาง"เพื่อไทย"ยังไม่ง่าย
เงื้อดาบแรก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฟาดมติเอกฉันท์แจ้งข้อกล่าวหาคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญ
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
เงื้อดาบแรก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฟาดมติเอกฉันท์แจ้งข้อกล่าวหาคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มา สว.ต่อ 308 สมาชิกรัฐสภา พรรคใหญ่พรรคเล็กโดนถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น อดีต สส. 224 รายจากพรรคเพื่อไทย 18 รายจากพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาโดน 7 รายจำนวนเท่ากันกับพรรคพลังชล ขณะที่พรรคมหาชนและพรรคประชาธิปไตยหนีไม่พ้นโดนพรรคละ 1 ราย
ด้าน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แม้พ้นบ่วงหวุดหวิดเหตุเพราะลงมติแค่วาระ 3 ไม่ได้เป็นหนึ่งใน สส.ลงนามเสนอร่าง ถึงกระนั้น จำนวน 224 สส.เพื่อไทย ก็นับว่า ไม่ต่างอะไรกับการเสี่ยงถูกล้างบาง สร้างความหวาดหวั่นพรั่นพรึงให้กองเชียร์สายพรรค ซึ่งเริ่มกุมขมับว่าสุดท้ายเส้นทางเกมรับส่งลูกไปมาระหว่าง สว.สรรหาประชาธิปัตย์องค์กร อิสระม็อบ กปปส.จะนำพรรคเพื่อไทยไปสู่ หายนะ ในเร็ววันนี้หรือไม่
โดยเฉพาะเส้นทางของกระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.จะต้องไปถึงจุด “การลงมติถอดถอน” โดย “วุฒิสภา” ตัวแปรหลักที่ต้องจับตา อยู่ที่การแจ้งข้อกล่าวหา 308 สมาชิกรัฐสภาข้างต้นไม่ได้มีเพียงรายนาม สส. แต่มีชื่อ สว.ติดร่างแหยาวเป็นหางว่าวถึง 50 ราย ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็น “สว.สายเลือกตั้ง” ที่ลงนามเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มา สว.ให้มาจากการเลือกตั้ง 200 คน
เพราะฉะนั้นหาก ป.ป.ช.เงื้อดาบสองชี้มูลความผิด อันเป็นผลให้ สส. สว.ผู้ถูกกล่าวหา ทั้ง 308 ราย ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่เมื่อใด เท่ากับวุฒิสภาจะกลายเป็นสภาสูงที่เต็มไปด้วยองค์ประชุมที่มาจากขั้ว “สว.สรรหา” ทำหน้าที่ลงมติตัดสินว่าจะถอดถอน 308 สส. สว.พ้นจากตำแหน่งหรือไม่
โดยเฉพาะขั้นตอนการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 274 กำหนดให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา เดิมทีมี สว.150 คน ต้องใช้ถึง 90 เสียง จึงจะถอดถอนบุคคลใดออกจากตำแหน่งได้ และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสอยบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะสองขั้วทั้งสรรหาเลือกตั้งต่างคัดง้างเสียงถ่วงดุลกันไปมาในวุฒิสภา ทว่าหากสถานการณ์พลิกผันมาถึงขั้นที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ส่งผลให้ 50 สว.ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่เมื่อใด เท่ากับองค์ประชุมจะเหลือเพียง 100 เสียงที่เต็มไปด้วยขั้ว สว.สรรหา แน่นอนว่าการจะดันให้ได้เสียง 3 ใน 5 หรือเพียง 75 เสียงเพื่อถอดถอน 308 สส. สว.ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเเต่ประการใด
เเละหากเดินหน้าไปถึงจุดนั้นจริง ก็นับว่าอนาคตของ สส.พรรคเพื่อไทย และ สว.สายเลือกตั้งอาจต้องดับวูบ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 274 วรรคสองบัญญัติให้ผู้ใดถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน และให้ตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งในทางการเมืองหรือในการรับราชการเป็นเวลาถึง 5 ปี ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญมาตรา 250 (2) และมาตรา 272 (4) ยังเปิดช่องให้ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องอาญาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยข้างต้นก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายที่ฝ่ายปฏิปักษ์พรรคเพื่อไทยจะรุกฆาตอำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะกางปฏิทินพบว่าเดือน มี.ค.นี้ จะถึงคราวที่หมดอายุ สว. เลือกตั้ง ดังนั้น จึงต้องดำเนินการเลือกตั้ง สว. ใหม่ โดยที่ สว.เลือกตั้งชุดเดิมไม่สามารถลงสมัครติดต่อกันเกิน 1 วาระได้ สว.ชุดใหม่จึงปราศจากคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นชนัก ติดหลัง ที่สำคัญคือสามารถทำหน้าที่เป็น องค์ประชุมร่วมลงมติถอดถอนได้ ดังนั้น หากจะใช้สูตรพึ่งมือ สว.สรรหา เทเสียง 3 ใน 5 ถอดถอน 308 สส. สว.นั้น จึงมีเงื่อนไขระยะเวลาสำคัญเป็นตัวบีบให้ต้องดำเนินการเสร็จสิ้นก่อนเดือน มี.ค.นี้
ทั้งนี้ จึงนับว่าเป็นเรื่องยาก เพราะตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หมวด 4 ว่าด้วย ขั้นตอนการไต่สวนข้อเท็จจริง หลังจาก ป.ป.ช.ออกมติแจ้งข้อกล่าวหา ยังเหลือกระบวนการอีกสารพัด 308 สมาชิกรัฐสภาต้องมารับทราบ ข้อกล่าวหา เเละใช้สิทธิแก้ข้อกล่าวหา คณะอนุกรรมการต้องดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง จากนั้นต้องพิจารณาข้อกล่าวหาจากสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง และมีมติวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหามีมูลความผิดหรือไม่ ก่อนจะส่งเรื่องไปยังประธานวุฒิสภา ตามด้วยการตั้งคณะกรรมการสอบอีกระยะใหญ่จนกว่าจะนำไปสู่การลงมติถอดถอน
ทั้งหมดเเน่นอนว่าไม่ใช่กระบวนการที่เสร็จสิ้นได้ภายใน 2 เดือน โดยฝ่ายเพื่อไทยเองก็คาดการณ์ว่าอย่างต่ำต้องลากยาวนานนับปีหากไม่มีเทคนิคพิเศษใดใส่เกียร์เร่งจงใจเล่นงาน ทั้งนี้ หากพิจารณาเปรียบเทียบกับคดีอื่นของ ป.ป.ช. ทั้งคดีจัดซื้อคอมพิวเตอร์ของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือคดีแก้สัมปทานเอื้อชินคอร์ป “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รวมถึงหลายคดีในมือ ป.ป.ช.นั้นสังเกตได้ว่ากินเวลานานหลายปีแทบทั้งสิ้น เเม้จะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเพียงคนเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาถึง 308 คนว่าจะกินเวลานานขนาดไหน
เวลานี้ดาบที่ฟาดจากมือ ป.ป.ช.จึงไม่สามารถสร้างจุดพลิกผันใดในห้วงเวลานี้ อันเป็นจังหวะที่ภาวะผู้นำประเทศของรัฐบาลกำลังถูกสั่นคลอนเตรียมเข้าสู่โค้งอันตราย ดาบเเรกของ ป.ป.ช.จึงทำได้เพียงช่วยบั่นทอนความชอบธรรมของ สส.สว.ฟากรัฐบาล เลี้ยงกระเเสปลุกไฟต้านของม็อบ กปปส.ให้โหมกระหน่ำขึ้นในวันที่ 13 ม.ค.นี้เท่านั้น







