
7 ปัญหาในข่าวการเมืองที่ไมพัฒนาประชาธิปไตย (จบ)
ก่อนหน้านี้ได้นำเสนอบทบาทการนำเสนอข่าวการเมืองของสื่อมวลชนไป 3 ตอน จึงขอนำเสนอในตอนที่เหลือดังนี้
ก่อนหน้านี้ได้นำเสนอบทบาทการนำเสนอข่าวการเมืองของสื่อมวลชนไป 3 ตอน จึงขอนำเสนอในตอนที่เหลือดังนี้
4.เลียนแบบ/คัดลอก/เหมือนคิดว่าตนเองพิเศษ (Copy Cat/Exclusive)
สื่อโทรทัศน์หลายช่องมิได้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าข่าวสารมีความหลากหลายรอบด้าน แต่กลับมีเนื้อหาและประเด็นข่าวคล้ายหรือเหมือนกันไปหมด แทบจะคัดลอกกัน เพราะมาจากแหล่งข่าวเดียวกัน คำถามที่ถามนักการเมืองก็เหมือนกัน จนใครถามก็ได้ เพราะสามารถนำไปออกอากาศได้ในทุกช่อง
การคัดเลือกแหล่งข่าว นักวิชาการ หรือคนในวงการธุรกิจ สังคม มักมีความซ้ำหรือคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะในช่วงวันเลือกตั้งจะเห็นหน้าตานักวิชาการคนเดิมๆ ความคิดเดิมๆ วนเวียนในหลายช่อง ทั้งยังมีการเลียนแบบรูปแบบรายการข่าว โดยเฉพาะในยุคที่รายการคุยข่าว/เล่าข่าวได้รับความนิยม
ทั้งที่การนำเสนอแบบเล่าข่าว คุยข่าว มีผลต่อการลดทอนคุณภาพเนื้อหาข่าว มีการซื้อตัวนักคุยข่าว/เล่าข่าว หรือใช้วนเวียนในหลายช่อง ทำให้ข่าวถูกกำหนดมุมมองจากคนเดิมๆ เพียงแต่เปลี่ยนช่อง เปลี่ยนช่วงเวลานำเสนอเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีอาการ “กลัวตกประเด็นข่าว” ของนักข่าว ส่งผลให้มีการฮั้วงานข่าว หรือแบ่งปัน หรือส่งข่าวให้กัน เพื่อช่วยกันไม่ให้ “ตกข่าว” ทำให้ไม่มีการแข่งขันที่จะสร้าง/ฉีกประเด็นข่าว การใช้เทคโนโลยีก็เช่นกัน เช่น ช่วงเลือกตั้งสื่อโทรทัศน์แต่ละช่องหันมาแข่งขันกันใช้เทคโนโลยีในการนำเสนอ ทั้งวิดีโอวอล หรือคอมพิวเตอร์กราฟฟิก เพื่อแข่งขันกันดึงดูดความน่าสนใจ มากกว่าจะไปแข่งกันที่มุมมอง หรือประเด็นข่าว ความลึก ความเร็ว ความรอบด้านของข่าว
ในช่วงวิกฤตการเมืองสื่อก็อาจจะ “จัดช่วงรายงานพิเศษเพื่อเกาะติดสถานการณ์” ซึ่งส่วนมากทำได้เพียงการรวบรวมข่าวการเมืองในรอบวันมานำเสนอในช่วงเวลาหนึ่ง อาจมีข่าวยาว 4-5 ชิ้นประกอบกัน ไม่ได้เป็นรายงานพิเศษ
วิธีการแก้ไข สื่อควรทำข่าวการเมืองโดยเน้นประเด็นที่น่าสนใจ และกล้าคิดประเด็นที่น่าสนใจจริงๆ อาจมีข่าวเด่นเป็นกลางที่มีความสำคัญระดับประเทศ 12 ชิ้นข่าว และควรมีประเด็นข่าวที่แตกต่างจากช่องอื่นด้วย เพื่อให้ผู้ชมรับรู้ข่าวสารหลากหลายมุมมองมากขึ้น
การคัดเลือกแหล่งข่าวควรมีความหลากหลาย เพื่อมุมมองที่แตกต่าง ไม่เน้นนักวิชาการคนเดิม นักการเมืองคนเดิมๆ และการใช้เทคโนโลยีประกอบในการรายงานข่าว ควรเน้นการสร้างความเข้าใจ มากกว่ามุ่งแข่งขันเรื่องความทันสมัย ความเร้าใจ
เบนเนตต์ เสนอว่า สื่อโทรทัศน์ควรเพิ่มพื้นที่ช่วงรายงานข่าวเฉพาะมากขึ้น เพราะช่วงสถานการณ์ทางการเมืองสำคัญๆ ประชาชนย่อมต้องการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจทางการเมือง การยึดติดกับช่วงระยะเวลาเดิม (1 ชั่วโมงของรายการข่าวภาคค่ำ) อาจไม่เพียงพอกับปริมาณข้อมูล แต่ควรมีรายงานพิเศษ (Exclusive) ที่แตกต่าง
5.พื้นที่สาธารณะเทียม (Pseudo Public Sphere)
พื้นที่สาธารณะหาได้ยากยิ่งในฟรีทีวี เนื่องจากช่วงการเลือกตั้งมักนำเสนอสิ่งที่นักการเมืองอยากพูด/อยากสื่อสาร สื่อโทรทัศน์มักไม่ค่อยมี “รายการพิเศษ” ที่เปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนได้แสดงความคิดความต้องการ โดยเฉพาะช่องสื่อพาณิชย์ที่มักมองไม่เห็นความสำคัญเสียงของประชาชน (People’s Voices) เท่ากับเสียงของนักการเมือง (Politician’s Voices)
พื้นที่สาธารณะที่เป็นรูปธรรม คือ “รายการที่เปิดให้เสียงประชาชนได้นำเสนอและสื่อสารไปยังนักการเมือง” ปัญหาคือสื่อมักไม่ค่อยถามประชาชน หรือหากมีก็เป็นเช่น “VOX POP” (คลิปสั้นๆ 515 วินาที) ที่ประชาชนมาพูดสั้นๆ ว่าต้องการอะไรสั้นๆ แล้วตีความว่านี่คือเสียงของประชาชนแล้ว?
เบนเนตต์ เสนอว่า สื่อควรให้พื้นที่สาธารณะ/พื้นที่ของเสียงผู้ด้อยโอกาสในรายการข่าว หรือรายการรูปแบบอื่น เพื่อสื่อสารถึงนักการเมือง/พรรคการเมือง และต้องให้เวลาพอเพียงที่จะพูดถึงปัญหาได้ลึก รอบด้าน ทั้งสะท้อนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ความคิด วัฒนธรรมจากหลากหลายกลุ่มและพื้นที่
6.ขาดความเป็นมืออาชีพ (Unprofes sional)
ในช่วงก่อนเลือกตั้งสื่อมักมีประเด็นปัญหาในเรื่อง 1) การชี้นำความคิดทางการเมืองให้ผู้ชมรู้สึกบวกหรือลบต่อพรรคการเมือง/นักการเมืองนั้นๆ นอกจากนี้ยังนำเสนอข่าวไม่เท่าเทียมกัน แหล่งข่าวไม่สมดุล ซึ่งอาจเกิดจากอคติส่วนตัว หรือสื่อรู้ไม่เท่าทันตนเอง หรือทำงานตามความเคยชิน ไม่ได้ทำงานด้วยข้อมูล ความรู้ การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล
2) ความสามารถของสื่อในการกำหนดประเด็นข่าวลดลง เห็นชัดเจนในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง และช่วงหาเสียงเลือกตั้ง นักการเมืองมักกลายเป็นผู้กำหนดประเด็นว่า อะไรคือสิ่งที่ประชาชนควรจะรับฟัง ขณะเดียวกันการแข่งขันระหว่างสื่อมีสูง จึงต้องให้ค่ากับนักการเมืองมาก เพราะกลัวว่าจะไม่ได้ข่าว จึงไม่สัมภาษณ์ประเด็นที่อาจทำให้แหล่งข่าวไม่พอใจ
3) นักการเมืองรุ่นใหม่ปัจจุบันมักมีแผนสื่อสารการตลาด มีกลยุทธ์การสื่อสารทางการเมือง การทำงานมวลชน มีแผนการจัดการ/การรับมือกับสื่อมวลชน นักการเมืองแบบนี้จะคาดการณ์ได้ว่า สื่อกำหนดประเด็นข่าวอย่างไร สามารถคาดเดาคำถามของสื่อ นอกจากนี้ยังใช้ความสัมพันธ์แบบพี่แบบน้องของสังคมไทย ส่งผลต่อการรายงานข่าวที่ประโยชน์มักตกกับนักการเมือง และสื่อก็ตกอยู่ในสถานการณ์ตั้งรับ อาจจะรู้เท่าทัน แต่ก็เพิกเฉยและทำอะไรไม่ได้
4) การตั้งคำถาม พบว่าสื่อมักตั้งคำถามที่ไม่เข้าสู่ประเด็นปัญหาที่มีความสำคัญต่อสาธารณะ ขาดการตั้งคำถามเชิงนโยบาย ขาดการตรวจสอบ นักข่าวรุ่นใหม่มักทำการบ้านน้อย ขาดทักษะและความตั้งใจในการตั้งคำถามเชิงลึก เช่น ในช่วงการหาเสียงต้องวิ่งตามนักการเมืองไปหาเสียง แต่ไม่ได้ตั้งคำถามที่ประชาชนอยากรู้
5) การรายงานข่าวสืบสวน/เชิงลึก แทบไม่ปรากฏมากนักในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง ทั้งที่เป็นช่วงเวลาที่สื่อควรทำข่าว
เบนเนตต์ เสนอว่า การรายงานข่าวการเมืองต้องยึดถือกรอบมาตรฐานวิชาชีพให้มากขึ้น กองบรรณาธิการควรพัฒนาความสามารถของตนและทีมงานในการกำหนดประเด็นข่าวที่นำหน้านักการเมือง ตั้งคำถามเชิงลึก/เชิงนโยบาย ในการตรวจสอบ ฯลฯ โดยยึดถือผลประโยชน์สาธารณะมากกว่าตอบสนองความง่ายในการทำงาน หรือเกรงใจต่อความสัมพันธ์อันดีกับแหล่งข่าว
7) เลือกข้าง แบ่งฝ่าย ฝักใฝ่กลุ่มการเมือง (Partisan)
สื่อบางค่ายนำเสนอข่าวสารการเมือง/การเลือกตั้งในลักษณะที่ถูกใช้ หรือยอมถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง บางช่องสถานีประกาศเลือกข้าง ปัจจุบันมีสื่อหลายองค์กรถูกแทรกแซง หรือยอมถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทั้งโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือจำยอม จากวิธีการต่างๆ หรือบางสื่อ/องค์กร ก็ถูกจัดตั้งโดยมีกลุ่มทุนการเมืองหนุนหลัง
สื่อที่เลือกข้างทางการเมือง มักกลายเป็นเครื่องมือโจมตีต่อสู้ทางการเมืองกับฝ่ายตรงข้าม ทำให้ประชาชนที่ไม่เท่าทันเชื่อตาม เพราะคิดว่าสื่อนำเสนอความจริง
เบนเนตต์ ไม่มีข้อแนะนำสำหรับสื่อที่เลือกข้างทางการเมือง (ยกเว้นจะพูดตรงๆ ว่า กรุณาอย่าเอนเอียงอคติทางการเมือง เพราะรู้สึกสิ้นหวังต่อการทำหน้าที่ของสื่อที่บกพร่องในข้อนี้) แต่มีคำแนะนำในการรับสื่ออย่างคิดพินิจพิเคราะห์ (Critical Thinking) อย่างมีความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) แทนว่า การที่องค์กรสื่อนั้นๆ เลือกอิงแอบกับผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ประชาชน/สาธารณะ ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นสื่อมวลชน เพราะไม่ได้ยึดจรรยาบรรณวิชาชีพและความรับผิดชอบต่อสังคม
จึงเป็นหน้าที่ของสื่อที่จะคิดและปรับปรุงการทำงานเพื่อเอาตัวเองออกจากส่วนหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เพราะบทบาทหน้าที่สูงสุดของสื่อมวลชนยังคงเป็นผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในทุกๆ สังคม
จุดกำเนิดของสื่อมาจากต้นกำเนิดเดียวกับประชาธิปไตย ฉะนั้นหน้าที่สำคัญที่สุดของสื่อคือส่งเสริมข่าวสารที่นำไปสู่การสร้างประชาธิปไตย
...ผิดจากนี้ย่อมมิใช่สื่อมวลชน







