
7ปัญหาในข่าวการเมืองที่ไม่พัฒนาธิปไตย (ตอน 1)
หลายปีที่ผ่านมาสื่อมวลชนกลายเป็นทั้งปัญหา ปัจจัยของปัญหา และความหวังแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งหมดนี้อยู่บนสมมติฐานที่ว่า “ข่าวสารการเมืองบ้านเรา รายงานไปเพื่อสนับสนุนให้คนรู้เรื่องการเมืองและประชาธิปไตยได้มากขึ้นจริงหรือ?”
หลายปีที่ผ่านมาสื่อมวลชนกลายเป็นทั้งปัญหา ปัจจัยของปัญหา และความหวังแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งหมดนี้อยู่บนสมมติฐานที่ว่า “ข่าวสารการเมืองบ้านเรา รายงานไปเพื่อสนับสนุนให้คนรู้เรื่องการเมืองและประชาธิปไตยได้มากขึ้นจริงหรือ?”
ตามตำรานิเทศศาสตร์ หน้าที่สื่อมวลชนคือบทบาทการให้ข่าวสาร ความรู้ การศึกษา ความบันเทิง สืบทอดรากแก่นทางวัฒนธรรม ตรวจสอบรัฐบาลและการคอร์รัปชั่น และที่สำคัญที่สุดคือ การส่งเสริมประชาธิปไตยในสังคมนั้นๆ
สื่อในฐานะฐานันดรที่ 4 คือผู้บอกแจ้งข่าวสารแก่มวลชน (Mass) ในฐานะประชาชน ให้พวกเขากลายเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ หนังสือชื่อ News : The Politics of Illusion เขียนโดย W. Lance Bennett เคยสรุปเอาไว้ว่า สื่อมวลชนมักเผชิญปัญหาสำคัญๆ ในทางวิชาชีพที่อาจส่งผลต่อ “การพัฒนาคุณภาพประชาธิปไตย” ในประเทศนั้นๆ แม้แต่อเมริกาก็ไม่เว้น
เบนเนตต์ เรียกปัญหาเหล่านั้นว่า คือ “กรอบยึดติด” ในการรายงานนำเสนอข่าวที่สื่อมวลชนใช้มันเสมือนเป็นแนวทาง วัฒนธรรม หลักคิด หรือวิถีปฏิบัติจนเคยชินที่กลายเป็นตัวสร้างปัญหาต่อการส่งเสริมประชาธิปไตย สมมติฐานของเขาบอกว่าปัญหาเหล่านี้พบในสื่อโทรทัศน์มากกว่าสื่อหนังสือพิมพ์ เพราะปัจจัยการดำเนินงานมาจากทุน และความอิสระทางวิชาชีพ และ 7 ปัญหานั่นคือ
1.รายงานข่าวเป็นส่วนย่อยๆ ปรากฏการณ์ย่อย (Fragmented)
เนื้อหาข่าวการเมืองที่สื่อโทรทัศน์นำเสนอนั้น มักนำเสนออย่างเป็นส่วนย่อยๆ ที่ไม่เชื่อมโยงต่อเนื่องกัน นำเสนอเป็นเหตุการณ์ย่อยๆ ประจำวัน/รายวัน (Small Part/Fragmented Event) ไม่เชื่อมโยงที่มาที่ไปของเนื้อหาข่าว ผู้ชมข่าวการเมืองจะรับรู้เฉพาะข่าวการเมืองเด่น เหตุการณ์น่าสนใจรายวัน แต่จะไม่ทราบสาเหตุ หรือที่มาที่ไป
โดยเฉพาะหากเป็นข่าวที่มีความยุ่งยากซับซ้อนของเนื้อหา/เหตุการณ์ สื่อโทรทัศน์จะ “ตัด ลด ทอน” รายละเอียดย่อยๆ ที่ซับซ้อนออกไป เพื่อให้พอดีกับช่วงเวลารายงานข่าวที่มีเวลา 12 นาที/ชิ้น
ข่าวและเนื้อหาข่าวจะเน้นวันเวลาปัจจุบัน โดยไม่เชื่อมโยงสาเหตุ (Cause) หรือผลกระทบ/สืบเนื่องที่จะตามมา (Circumstance) หรือไม่มีข้อมูลเบื้องหลังเหตุการณ์ข่าว (Backgrounds) ทำให้ผู้รับชมไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด ไม่เห็นสาเหตุที่มาของปัญหาในเนื้อหาข่าว ไม่เห็น “ภาพกว้างเชิงสาเหตุผลลัพธ์และบริบทของเรื่องราวทั้งหมด”
การรายงานข่าวในลักษณะนี้จะไม่เชื่อมโยงข้อมูลในอดีต ทำให้ผู้ชมไม่ทราบต้นตอ หรือสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดในสาระสำคัญ เป็นการลดคุณค่าทางมิติเวลาและประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์
เบนเนตต์ เสนอว่า เพื่อจะให้ผู้ชมข่าวได้รับรู้ปัญหาทางการเมืองที่มีความสลับซับซ้อนขนาดนั้น สื่อควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการรายงานข่าว อาจต้องขยายเวลาต่อชิ้นข่าวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อนำเสนอข้อมูลเหตุที่มาของสภาพปัญหาเป็นข้อมูลพื้นฐานแก่ผู้ชม สื่อควรนำเสนอสกู๊ปข่าวพิเศษประกอบข่าว เพื่อย้อนที่มาของข่าว (ในกรณีข่าวมีความซับซ้อน) เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจในบริบทของเหตุการณ์มากขึ้น
กระทั่งรายงานข่าวต้นชั่วโมงก็ควร “สรุปสาระสำคัญก่อนหน้า และหลังจากนี้ที่ควรเฝ้ารอ” ให้ประชาชนรับทราบบ้าง ก็จะช่วยให้ผู้ชมรับรู้เรื่องราวได้ดีขึ้น
2.ลดปมขัดแย้งเหลือเพียงเรื่องส่วนตัว/คู่ขัดแย้ง (Privatization/Conflict)
ข่าวการเมืองมักมีจุดขายที่ความขัดแย้ง จึงมักเห็นคำให้สัมภาษณ์ของคู่ตรงข้ามทางการเมือง หรือการทำข่าวในลักษณะ “โต้ปิงปอง” ที่สื่อมักเล่นกับประเด็นโต้ตอบถกเถียงของ “คู่ความขัดแย้ง” โดยนำความคิดเห็นของอีกฝ่ายไปถามอีกฝ่ายสลับไปมา บางครั้งนำเสนอติดต่อกันสองสามวัน จนยึดครองพื้นที่ข่าวไปมาก ทำให้เสียพื้นที่นำเสนอประเด็นข่าวและสาระอื่นๆ ทั้งยังทำให้สื่อละเลย/หลงลืม การสืบค้นปัญหาความขัดแย้งที่แท้จริง
นอกจากนี้ ข่าวการเมือง/การเลือกตั้งยังเน้นนำเสนอเฉพาะเพียงความขัดแย้งระหว่างพรรคใหญ่ หรือฝ่ายคู่ตรงข้ามทางการเมือง แม้ตามหลักวารสารศาสตร์ ความขัดแย้งจะเป็นแนวคิดพื้นฐานในการวัดคุณค่า/ความน่าสนใจของข่าว
แต่การลดความขัดแย้งให้เหลือเพียงคู่กรณี/สองขั้ว อาจทำให้ 1) สื่อรายงานข่าวอย่างไม่ลึก และไม่รอบด้าน 2) สื่อมองประเด็นข่าวความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างบุคคล แทนที่จะเป็นความขัดแย้งทางข้อเท็จจริง (ซึ่งสื่อสามารถไปแสวงหาข้อเท็จจริงที่แท้หรือกลางๆ มายืนยัน) หรือเป็นความขัดแย้งของกลุ่ม/ฝ่ายที่เกี่ยวข้องในระดับองค์กร 3) สื่อมองไม่เห็นความคิดเห็นอื่นๆ อันทำให้ข่าวการเมืองวนเวียนอยู่กับการขยายและสร้างความขัดแย้งอย่างไม่มีข้อยุติ
เบนเนตต์ เสนอว่า สื่อควรกำหนดกรอบประเด็นข่าวว่า ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น 1) เป็นเรื่องส่วนตัวของนักการเมืองที่ไม่พอใจกันหรือโกรธเคืองกัน 2) มีเรื่องผลประโยชน์สาธารณะของสังคม/ประชาชน กลุ่มองค์กร หน่วยงาน หรือกลุ่มธุรกิจอื่นใดเกี่ยวข้องหรือไม่ 3) มีตัวประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับคู่/ปัญหาความขัดแย้งนั้นหรือไม่ 4) มีข้อมูล หลักฐานใดที่จะนำมาซึ่งการพิสูจน์ สลายคลายปมปัญหาความขัดแย้ง โดยไม่จำเป็นต้องสัมภาษณ์คู่กรณี ข่าวความขัดแย้งก็จะดูมีความลึกมากกว่าที่เป็นอยู่มากขึ้น
3.นำเสนอเสมือนละคร เร้าอารมณ์ สนุกสนาน (Dramatization)
อาจเป็นทุกที่ในโลกที่นำเสนอข่าวการเมืองเสมือนละคร ประเทศไทยก็ไม่เว้น และอาจจะรุนแรงมากกว่าด้วยซ้ำ ปัญหาคือความเป็นละครมักปรากฏทั้งในโครงเรื่องหรือประเด็นข่าวที่ชูความขัดแย้ง ทั้งตัวแหล่งข่าวที่เหมือนเป็นละครตัวดีตัวร้าย ทั้งความลึกลับซ่อนเงื่อนที่กลายเป็นความดึงดูดความน่าสนใจในข่าว หรือการนำเสนอข่าวสารเลือกตั้งอย่างมีเพลงประกอบ เป็นมิวสิกวิดีโอทางการเมือง เพื่อล้อเลียน จิกกัดนักการเมืองในการกระทำที่มักจะคาดเดาไม่ถูก เปลี่ยนแปลงไปมา ซับซ้อนซ่อนเงื่อน
ข่าวการเมืองมักถูกนำเสนอนักการเมืองให้ดูเป็นพระเอก ผู้ร้าย นางเอก หรือมีตัวป่วน ตัวโกงออกมา ตัวแฉความลับ ทำให้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงพลิกผันไปในทิศทางที่ยากจะคาดเดา การนำเสนอข่าวในลักษณะ “เรื่องราวที่เสมือนละคร” หรือกลวิธีการนำเสนอ “ที่ใส่องค์ประกอบปรุงแต่งด้านภาพ เสียง การตัดต่อ” หรือการเล่าเรื่องข่าว/คุยข่าวอย่างสนุกสนาน
แม้อาจมีข้อเด่นที่เรียกความน่าสนใจในตัวเนื้อหาข่าวการเมือง แต่ในทางหนึ่งก็อาจลดคุณสมบัติของความเป็นข่าวที่ควรเน้นในเรื่องข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ข่าวสารการเมืองกลายเป็น “สินค้าบันเทิง” (News as Entertainment) ทำให้ผู้ชมเกิด “ความเบื่อหน่ายในการเมือง” ว่ามีแต่เรื่องวนเวียน ซ้ำไปมา จนไม่อยากรับรู้เรื่องการเมือง ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะการพัฒนาคุณภาพสังคมประชาธิปไตยย่อมต้องการความเป็นพลเมืองผู้กระตือรือร้น (Active Citizens) มิใช่การเป็นสังคมของผู้ชม (Viewer’s Society) ที่ดูการเมืองอย่างเมามัน
เบนเนตต์ เสนอว่า ในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง หรือช่วงการเลือกตั้ง ข่าวการเมืองควรนำเสนอในแง่ของความจริงจังและน่าเชื่อถือ เน้นคุณค่าข่าวที่การส่งผลกระทบ/หรือสร้างผลประโยชน์ต่อสาธารณะ มากกว่าการสร้างความน่าสนใจในความขัดแย้งทางการเมือง หรืออรรถรสสีสันที่เป็นเปลือกนอกทางการเมืองอย่างฉาบฉวย เพราะไม่สร้างประโยชน์อันใดแก่การรับรู้ เรียนรู้วิถีประชาธิปไตย หรือนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจทางการเมือง
สื่อควรลดข่าวที่เร้าอารมณ์ หรือข่าวฉาบฉวย (Sensational and Tabloidization) ลดการใส่สีตีข่าว สร้าง/ขยายเรื่องเบาหวิวให้มากจนบดบังเนื้อหาแก่นสารที่สำคัญ การใช้ข่าวสร้างสีสันนั้น อาจใช้เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศหรือเรียกความสนใจ แต่มิควรมีสัดส่วนมากเกินไป







