posttoday
รัฐกระอักหนี้ข้าว

รัฐกระอักหนี้ข้าว

06 มกราคม 2557

ไม่ต้องรอกันจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะผ่านมาเพียงแค่ 2 ปี 4 เดือน โครงการจำนำข้าวเปลือก ภายใต้สโลแกน ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ... “คนเคยทำ สนับสนุน”

โดย...บากบั่น บุญเลิศ/จตุพล สันตะกิจ

ไม่ต้องรอกันจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะผ่านมาเพียงแค่ 2 ปี 4 เดือน โครงการจำนำข้าวเปลือก ภายใต้สโลแกน ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ... “คนเคยทำ สนับสนุน” ได้สร้างความทุกข์ระทมให้ชาวนาไปทุกหย่อมหญ้า

มิหนำซ้ำ วันนี้ชาวนานับล้านๆ คนยังถูกจับเป็นตัวประกันทางการเมือง บรรดานักการเมืองและหัวคะแนนพรรคใหญ่กระจายข่าวไปทั่วภาคกลาง ภาคอีสานและภาคเหนือว่าหากไม่เข้าคูหาวันที่ 2 ก.พ. เลือกพรรคเพื่อไทย เบอร์ 15 กลับมาเป็นรัฐบาล ตามป้ายโฆษณาหาเสียง “ขอโอกาสพรรคเพื่อไทยเดินหน้าทำงาน สานต่อนโยบายเดิมให้สำเร็จ”

ชาวนาก็จะไม่ได้เงินค่าข้าวเปลือกตันละ 1.5 หมื่นบาท

แม้แต่รัฐมนตรีหลายสมัย เช่น วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังพูดแบบเอาสีข้างเข้าถู กล่าวปราศรัยหาเสียงที่ จ.กำแพงเพชร เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า

“ขอชี้แจงให้พี่น้องว่าที่จ่ายเงินค่าข้าวล่าช้า เพราะมีผู้ไปยึดกระทรวงการคลังทำให้เจ้าหน้าที่เข้าทำงานไม่ได้ เพราะข้อมูลทั้งหมดถูกส่งไปไว้ที่กระทรวงการคลัง”

วราเทพ คนที่เคยเป็นถึงอดีต รมช.คลัง จงใจไม่พูดความจริง ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่ากระทรวงการคลังไม่ได้มีหน้าที่เก็บข้อมูลเรื่องข้าว ไม่มีหน้าที่จ่ายเงินค่าข้าว แต่เป็นหน้าที่ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

“ข้าวก็เป็นข้าวชาวนา เงินก็เงินของชาวนา แต่หัวคะแนนของเขาพูดไปทั่ว ถ้าไม่เลือกพรรคเขา ชาวนาจะไม่ได้เงิน และที่บอกว่าเป็นเพราะม็อบปิดเมืองจึงเบิกเงินไม่ได้ ไปเอาที่ไหนมาพูด ครม.อนุมัติเงินจำนำข้าวปี 2556/2557 ตั้งแต่ก่อนม็อบมา แต่ทำไมยังไม่ได้เงิน ชาวนาเดือดร้อนมากรู้ไหม” ประสิทธิ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาข้าวไทย เห็นแย้ง

ยิ่งหากไปพลิกดูมติ ครม.ก็จะยิ่งกระจ่างชัดเจน เพราะ ครม.ได้มีมติอนุมัติโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/2557 ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2556 และมอบหมายให้กระทรวงการคลังไปหาเงินกู้มาใช้ในโครงการจำนำข้าวรอบใหม่ กรอบวงเงิน 2.7 แสนล้านบาท

แต่ดูเหมือนว่า กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง กลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อน

จนล่าสุด ธ.ก.ส.เข้าตาจน เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ถูกรัฐบาลควักล้วงเงินเอาไปถมโครงการจำนำข้าว กระทั่งในปัจจุบันรัฐบาลมีหนี้คงค้างกับ ธ.ก.ส.อยู่ถึง 5 แสนล้านบาท ไม่รวมหนี้เก่าก่อนปี 2554 อีก 1 แสนล้านบาท

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ที่มีหน้าที่ขายข้าวสารในสต๊อก เพื่อนำเงินหมุนเวียนมาเติมใช้ในโครงการรับจำนำข้าว ก็ขายข้าวไม่ได้ หากขายได้ก็ขายแบบลับๆ ล่อๆ แบบจีทูจี หรือขายข้าวสารทีไรขาดทุนแบบโอเวอร์ แถมยังมีข้อครหาว่ามีการทุจริตตั้งแต่ข้าวสารโกดังจนข้าวสารออกจากโกดัง

เพราะมีอย่างที่ไหนกระทรวงพาณิชย์ขายข้าวสารไป 15 ล้านตัน แต่ได้เงินกลับมาแค่ 1.5-1.6 แสนล้านบาท

เรียกว่า ฝีมือการขายข้าวเป็นแบบพ่อค้ามือสมัครเล่นของกระทรวงพาณิชย์ ทำให้ขายข้าวได้เฉลี่ยตันละไม่ถึง 1 หมื่นบาท ทั้งๆ ที่ราคาข้าวขาวในตลาดอยู่ที่ 1.5-1.6 หมื่นบาทต่อตัน ข้าวหอมมะลิอยู่ที่ 3.33.4 หมื่นบาทต่อตัน

ยิ่งตอนนี้คงไม่ต้องพูดถึง เพราะสถานการณ์การขายข้าวไทยอยู่ในภาวะลำบาก ข้าวเสื่อมคุณภาพเพราะเก็บไว้นานกว่า 2 ปี และสต๊อกข้าวรัฐที่มีมหาศาล กดราคาข้าวขาว 5% ดิ่งลงเหลือ 1.2-1.3 หมื่นบาทต่อตัน

“การค้าข้าวในตลาดโลกมีต้นทุนธุรกรรมสูงมาก พ่อค้าที่ประสบความสำเร็จต้องลงทุนสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์และความเชื่อใจ ลงทุนแสวงหาข้อมูลทั้งประเทศผู้ซื้อและผู้ขายทุกลมหายใจ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ ไม่ใช่อาชีพของข้าราชการ” นิพนธ์ พัวพงศกรนักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุ

ผลพวงจากโครงการรับจำนำข้าวแบบเหมาเข่ง ยังสะท้อนได้จากราคาข้าวขาว 5% ของไทย ซึ่งเป็นข้าวคุณภาพดีและผู้ซื้อต่างประเทศยอมจ่ายแพงกว่าข้าวเวียดนามและข้าวอินเดีย 5080 เหรียญสหรัฐต่อตัน

แต่มาวันนี้ข้าวขาว 5% ของไทย ราคาตกจากระดับ 520-550 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ระดับ 415-425 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนข้าวขาว 5% เวียดนามราคาอยู่ที่ 410420 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือลดลง 20% ก่อนหน้าที่รัฐบาลเพื่อไทยจะมีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ด

เงินที่ประเทศไทยเคยได้จากการขายข้าวปีละ 23 แสนล้านบาทก่อนปี 2554 แต่ช่วง 1-2 ปีหลัง รายได้จากการส่งออกข้าวของไทยตกลงเหลือ 1.2 แสนล้านบาทต่อปีเท่านั้น

จึงสรุปได้ว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเพียงโครงการเดียว ดูดทรัพยากรทางการเงินของประเทศไปจนฐานะการคลังอยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่สร้างการเติบโตให้ประเทศระยะยาวถูกเบียดบังไปจนหมด จนรัฐบาลต้องออกแผนกู้หนี้ 2 ล้านล้านบาท มีภาระหนี้ 50 ปี

ล่าสุดดูเหมือนจะมีความพยายามจากคนในรัฐบาลที่จะมาเล่นบทพระเอกช่วยเหลือชาวนา

กิตติรัตน์ เรียกประชุมคณะกรรมการ บริหารหนี้สาธารณะ และทุบโต๊ะสั่งการให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)กู้เงิน 1.3 แสนล้านบาท มาจ่ายให้ชาวนาที่นำข้าวเปลือกเข้าโครงการรับจำนำข้าว แต่ยังไม่ได้เงิน ท่าทีกิตติรัตน์เหมือนจะทำให้ชาวนาใจชื้นได้บ้าง

แต่เอาเข้าจริง กิตติรัตน์พูดความจริงแค่ครึ่งเดียว และกำลังหาแพะรับบาป

เพราะการที่ สบน.จะกู้เงินได้นั้น จะต้องเสนอให้ ครม.อนุมัติ และ ครม.จะต้องถามความเห็นจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียก่อน เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนล็อกในมาตรา 181 (3) ว่า รัฐบาลรักษาการไม่สามารถกระทำการที่มีผลผูกพันต่อ ครม.ชุดต่อไปได้

สอดคล้องกับที่ก่อนหน้านี้ ชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา และ สดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการ กกต. เตือนว่า การกู้เงินในช่วงรัฐบาลรักษาการเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญได้

เมื่อกิตติรัตน์เดินเกมว่าหาเงินกู้เพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าว ด้วยการให้ ครม.ไปถาม กกต.ว่าทำได้หรือไม่ หาก กกต.ยอมโอนอ่อนให้รัฐบาลกู้ได้ พรรคเพื่อไทยก็จะได้คะแนนเสียงชนิดที่เรียกว่าสบายกระเป๋า

ขณะที่ประเทศจะมีหนี้เพิ่มเป็น 6.3แสนล้านบาท และมีข้าวสารในสต๊อกมากกว่า 15 ล้านตัน

แต่หาก กกต.ไม่อนุมัติตามที่ ครม.ถามไป กกต.จะตกเป็นจำเลยในสายตาชาวนาทันที ผิดบาปทั้งหมดตกอยู่กับ กกต. 5 คน โดยที่รัฐบาลรักษาการลอยตัวเหนือปัญหา

ที่สำคัญกว่านั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หากรัฐบาลไม่สามารถหาเงินมาให้ ธ.ก.ส.จ่ายค่าข้าวเปลือก ชาวนานับล้านต้องเดือดร้อนแสนสาหัส ไหนจะถูกตามทวงหนี้ค่าปุ๋ย ค่ายา ไม่นับดอกเบี้ยที่ต้องกู้มาทำนา ค่าใช้จ่ายกินอยู่รายวัน

แม้ขณะนี้ ธ.ก.ส.จะหาทางออกให้ชาวนานำใบประทวนมากู้เงินได้ 30% ของค่าข้าว แต่ชาวนาต้องเสียดอกเบี้ยในอัตรา 7% ได้มาใช้แลกกับหนี้บานตะไท ชาวนาไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต

ในยามที่ชาวนาต้องรอเงินค่าข้าวอย่างลมๆ แล้งๆ ต้องทุกข์ระทมกับหนี้และดอกเบี้ย แต่ผู้นำรัฐบาลในขณะนี้เหมือนจะไม่ไยดี ปล่อยชาวนาตามเวรตามกรรม

ที่สำคัญนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ยังจะใช้ชาวนาเป็นบันไดเหยียบสู่บัลลังก์นายกฯ อีกสมัย น่าหดหู่ใจจริงๆ ชาวนาไทย

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่