
ปฏิรูปประเทศ...เริ่มที่ท่าทีอาจดีกว่าเร่งสรุปเนื้อหา
ไม่ว่าเมืองไทยจะก้าวข้ามประเด็นที่ว่า...จะปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือ...หลังเลือกตั้งกัน...อย่างไร
ไม่ว่าเมืองไทยจะก้าวข้ามประเด็นที่ว่า...จะปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือ...หลังเลือกตั้งกัน...อย่างไร
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า...เมืองไทยยังไงก็ต้องปฏิรูปขนานใหญ่...และต้องเร่งปฏิรูปโดยด่วน...เพราะปัญหาความไม่เป็นธรรมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ได้สั่งสมให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากเหลือเกิน
สื่อสารมวลชน ซึ่งเคยต่อสู้เฉพาะกับอำนาจรัฐ อำนาจมืดของผู้กว้างขวาง ผู้มีอิทธิพล วันนี้กลับต้องมาผจญกับความกดดันจากอำนาจทุนและการมาถึงของเทคโนโลยี ที่วันนี้...คนจำนวนหนึ่ง...ไม่ได้อาศัยสื่อสารมวลชนในการรับรู้ข่าวสารอีกต่อไป...แต่รับรู้จากสังคมโซเชียลมีเดียซึ่งไม่ใช่สำนักข่าวตามความหมายเดิม...ไม่เพียงแต่เพราะคนจำนวนนั้นเห็นว่าข่าวสารจากแหล่งเหล่านั้นเร็วกว่า ตรงกลุ่มสนใจของแต่ละคนมากกว่า...พูดง่ายๆ ถูกใจกว่า...
และเมื่อมีคนจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วก้าวเดินในเส้นทางนี้ เผลอแวบเดียว เขาก็ปิดล้อมตัวเองด้วยข่าวสาร และความเห็นที่เอียงข้างอย่างไม่ตั้งใจ...ไม่รู้ตัว...ถูกสะกดจิตด้วยความชอบใจที่สิ่งที่ถูกนำเสนอนั้นมาในมุมที่ตรงจริตของตัวและตอกย้ำทุกวัน ไม่ต้องฟังข้อคิดความเห็นที่แปลกต่างไป
ความทนกันได้ในสังคมจึงบางลงมาก เหมือนผ้าเบรกรถยนต์สึกหรอที่เดี๋ยวนี้แตะแป้นเบรกทุกครั้ง จะส่งเสียงเอี๊ยดๆ อี๊ดๆ และน่ากลัวว่า วันหนึ่งจะเบรกแตก..ชนโครม...ปะทะกันแหลก
ผู้นำในสังคมทั้งทางออนไลน์และในโลกความเป็นจริงจำนวนมาก ก็นิยมมีบุคลิกให้คนจำได้สร้างจุดสนใจแบบผู้ขับขี่ที่มีปัญหา ถ้าไม่เป็นประเภทเลี้ยวและจอดผิดที่ เข้าข่ายชอบขับหวาดเสียวจนหมิ่นเหม่เป็นอันตราย กับอีกพวกที่ขับขี่ระรานชาวบ้าน ด้วยการพูดจาภาษาที่ฟังแล้วประหลาดใจว่า แบบนี้ก็อุตส่าห์ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำของคนบางกลุ่ม อีกประเภทก็เป็นพวกเมา (อำนาจ) แล้วขับ หรือหนักเข้าก็จอดรถลักน้ำมันในรถตัวเองกันหน้าตาเฉย... เสร็จแล้วก็กลับมาสตาร์ทรถขับไปต่อ ยังกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
ท่าทีเหล่านี้แหละ ที่ยิ่งทำให้คนเห็นต่างในเนื้อหาเกิดความรู้สึกรุนแรงขึ้นต่อวิธีนำเสนอ...
พูดง่ายๆ...แหม...เรียกแขก
สำหรับผมเองแล้ว ผมอยากชวนให้เริ่มปฏิรูปที่ท่าทีและตัวข่าวสารเกี่ยวกับการแสดงออกทางสังคมของเรานี่แหละ
เพราะหากจะปฏิรูปบ้านเมืองกันด้วยอำนาจก็ดูจะต้องมีคนไม่ยอมรับ อ้างข้อกฎหมาย อ้างรัฐธรรมนูญ มาเถียงจนตึงเครียดไปหมด ทั้งยังเกิดการแบ่งเป็นฝักฝ่าย แย้ง เถียง ทัก และท้วงกันเรื่อยไป
หากจะปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วยท่าทีเกลียดชัง หมั่นไส้ หรือโกรธเคือง ก็เดาได้ว่า ผู้ครอบครองสินทรัพย์ส่วนใหญ่ของชาติ จะถือโอกาสอ้างเป็นเหตุไม่เห็นดีเห็นงามด้วย แล้วทำให้ข้อเรียกร้องเหล่านี้กลายเป็นเรื่องเลวร้าย หรือทำให้กลายเป็นเสียงที่ไม่ดัง บีบสื่อให้เส้นเสียงหย่อนยาน เป็นข่าวได้ 3 วันก็เหือดหาย แล้วเปลี่ยนไปนำเสนอเรื่องใหม่
ที่จริงเมืองไทยก็มีคนมีฐานะมั่นคงจำนวนพอควรที่เห็นพ้องเรื่องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่ดูจะไม่กล้าแสดงออก เพราะเกรงว่าจะโดนคนในฐานะเท่ากันรุมต่อว่า ตั้งข้อรังเกียจ
ดังนั้น โอกาสที่เราจะได้เห็นเศรษฐีไทยพูดแบบบิล เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ ว่า จะชวนคนรวยของโลกร่วมกันแบ่งความรวยครึ่งหนึ่งของตัวมาตั้งกองทุนพัฒนาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำนั้นจึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยในสังคมวัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่เห็นและเป็นอยู่ยังเป็นจำนวนเงินสมทบทำบุญทำทานเอาบารมีของเศรษฐี แต่ไม่ได้เห็นข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพื่อแก้ความเหลื่อมล้ำ
ส่วนการกระจายอำนาจสู่ภูมิภาคและท้องถิ่นนั้น ผมเห็นว่าทิศทางมาได้ถูกแล้ว เพียงแต่อัตราเร่งนับแต่นี้ไปคงต้องเพิ่มให้มากขึ้น ผู้บริหารท้องถิ่นรุ่นใหม่ๆ ที่เขามีความสามารถได้ปรากฏตัวขึ้นมาให้เห็นไม่ขาดสาย...ไม่สมควรที่จะดึงอำนาจ หรือกักทรัพยากรไว้ส่วนกลางมากนักอีกต่อไป
ทำให้รัฐบาลกลางมีขนาดเล็กลง และใส่ใจกับการทำงานมหภาค ดีกว่ามาทำงานแข่งกับท้องถิ่น เมื่อกระจายอำนาจ กระจายทรัพยากรออกไปแล้ว ก็ควรกระจายงบเพื่อการตรวจสอบติดตามออกไปด้วย และก็ควรกันงบค่าธรรมเนียมจัดเก็บจากใบอนุญาตของรัฐ เพื่อจะได้ไว้อุดหนุนสื่อภูมิภาคและสื่อออนไลน์ให้สามารถแข็งข้อกับทุนได้มากพอที่จะสอดส่องการคอร์รัปชั่น
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ “ท่าที” และ “ข่าวสาร” ของผู้เล่นในสังคม ซึ่งมีทั้งที่เป็นระดับ “ผู้นำ” และ “ชาวบ้าน” เปลี่ยนไปเป็นคลื่นระลอกใหม่ที่จะช่วยให้การปฏิรูปประเทศไทย เกิดได้ด้วยการเปลี่ยนบรรยากาศการแก้ไขปัญหาของชาติ ไม่ใช่งานปฏิรูปประเทศที่อาจเป็นได้แค่เวทีแข่งงัดข้อเฉยๆ นั่นเอง







