
วิพากษ์สังคมไทยเรื่องการคอร์รัปชั่น
ผู้เขียนขอวนเวียนอยู่กับเรื่องการคอร์รัปชั่นอีกสักนิด เนื่องจากมีความสงสัยว่าทำไมการคอร์รัปชั่นของคนไทยจึงหยั่งรากลึกและแผ่กิ่งก้านสาขาได้ขนาดนี้ กลุ่มที่ได้ผลประโยชน์มีทั้งข้าราชการและเอกชน ซึ่งมักจะเห็นการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดา ใครมาเป็นรัฐบาลก็เหมือนๆ กันหมด แต่ไม่ได้พูดถึงว่าในสมัยนี้ที่คนไทยช่างสร้างสรรค์ (Creative) การคอร์รัปชั่นก็สร้างสรรค์กันมาหลายรูปแบบ ที่ทำให้ตามจับยาก อย่างเช่น การขายหุ้นให้ก่อนเข้าตลาด (IPO) เป็นต้น นอกจากนี้การคอร์รัปชั่นในสมัยนี้ยังมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมากมายมหาศาล ไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ ก็เทียบไม่ได้ ที่ผ่านมาพอจะชี้ตัวกันได้ว่าใครบ้าง แม้จะไม่มีใบเสร็จก็ตาม แต่ในปัจจุบันผู้เขียนต้องขอยืมคำพังเพยโบราณมาใช้ ที่เขาว่า เมื่อหัวส่ายหางก็กระดิก การคอร์รัปชั่นจึงเกิดขึ้นทั่วไปและเป็นมูลค่ามหาศาล จนมีผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ ดังได้เคยกล่าวไปแล้ว
ผู้เขียนขอวนเวียนอยู่กับเรื่องการคอร์รัปชั่นอีกสักนิด เนื่องจากมีความสงสัยว่าทำไมการคอร์รัปชั่นของคนไทยจึงหยั่งรากลึกและแผ่กิ่งก้านสาขาได้ขนาดนี้ กลุ่มที่ได้ผลประโยชน์มีทั้งข้าราชการและเอกชน ซึ่งมักจะเห็นการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดา ใครมาเป็นรัฐบาลก็เหมือนๆ กันหมด แต่ไม่ได้พูดถึงว่าในสมัยนี้ที่คนไทยช่างสร้างสรรค์ (Creative) การคอร์รัปชั่นก็สร้างสรรค์กันมาหลายรูปแบบ ที่ทำให้ตามจับยาก อย่างเช่น การขายหุ้นให้ก่อนเข้าตลาด (IPO) เป็นต้น นอกจากนี้การคอร์รัปชั่นในสมัยนี้ยังมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมากมายมหาศาล ไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ ก็เทียบไม่ได้ ที่ผ่านมาพอจะชี้ตัวกันได้ว่าใครบ้าง แม้จะไม่มีใบเสร็จก็ตาม แต่ในปัจจุบันผู้เขียนต้องขอยืมคำพังเพยโบราณมาใช้ ที่เขาว่า เมื่อหัวส่ายหางก็กระดิก การคอร์รัปชั่นจึงเกิดขึ้นทั่วไปและเป็นมูลค่ามหาศาล จนมีผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ ดังได้เคยกล่าวไปแล้ว
ด้วยความสนใจเป็นพิเศษ ผู้เขียนจึงได้ลองย้อนกลับไปดูอดีต ประวัติศาสตร์ และวรรณกรรมต่างๆ รวมทั้งการคุยกับผู้ใหญ่ ก็ได้เห็นว่าตั้งแต่อดีตมาแล้ว สังคมไทยเป็นสังคมที่ดูจะยกย่องคนที่เดินอยู่บนเส้นระหว่างสีดำกับสีขาว คือระหว่างผิดกับถูก เช่น ยกย่องศรีธนญชัย ทั้งๆ ที่ศรีธนญชัยนั้น ถ้าพูดกันอย่างชาวบ้านก็คือ เป็นคนกะล่อน แต่ก็กลายมาเป็นคนในประวัติศาสตร์/วรรณกรรม ที่ได้รับการกล่าวขานอย่างชื่นชม บางเล่มเขียนไว้ว่าแม่ให้ดูน้องก็ดูแลอย่างดี อาบน้ำอาบท่าให้นอนหลับปุ๋ย แม่กลับมาก็ดีใจว่าดูแลน้องดี แต่ปรากฏว่าน้องตายแล้ว ถ้าเป็นฝรั่งหรือข้อเท็จจริงก็คือ เด็กคนนี้เหี้ยมโหดมาก ฆ่าน้องได้เพียงเพราะโกรธแม่ที่ใช้ให้เลี้ยงน้องขณะที่ตัวเองต้องการไปเล่น แต่ศรีธนญชัยก็ไม่ถูกลงโทษ และเติบโตขึ้นมาโดยการสร้างวีรกรรมกึ่งผิดมาตลอด นอกจากนี้ในสังคมไทยส่วนใหญ่มักจะพูดว่า “ไม่มีใครผิดใครถูกหรอก ต้องมาเจอกันครึ่งทาง” เนื่องจากเป็นสังคมที่เกรงใจกัน ไม่มีใครยอมฟันธงว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรดีอะไรชั่ว
ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า เมื่อสัก 7080 ปีก่อน สังคมต่างจังหวัด พ่อค้าหมูก็จะหั่นหมูมา 1 ชิ้น แขวนไว้ให้ที่หน้าประตูบ้านข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ชาวนาหรือโรงสีก็จะเอาข้าวมาให้ เรียกว่าเป็นข้าราชการสมัยก่อนในต่างจังหวัดแล้ว แทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายประจำวันเลย เพราะสังคมไทยถือเรื่องมิตรจิตมิตรใจเป็นสิ่งที่ดี ฝ่ายหนึ่งให้ของอีกฝ่ายก็ให้การปฏิบัติเป็นพิเศษเป็นการตอบแทน แขวนหมูไว้หน้าบ้านทุกวันๆ หรือให้ข้าวกันทุกหน้าเก็บเกี่ยว ในที่สุดก็มีความคุ้นเคย แล้วยังมีวัฒนธรรมพวกพ้องเครือญาติอีก ฝรั่งนั้นนอกจากจะครอบครัวเล็กแล้ว วงญาติและสังคมก็จำกัด ขณะที่ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยถึงแม้ว่าในปัจจุบันครอบครัวจะเล็กลงในสังคมเมือง แต่การนับญาติวงศ์วานว่านเครือ ความเกี่ยวดองก็ยังมีอยู่อย่างกว้างขวาง แล้วก็ยังมีระบบลูกพี่ลูกน้องกันอีก ดังนั้นจากระบบหมูหนึ่งชิ้น ซึ่งอาจจะ1 กิโลกรัม ก็เลยค่อยๆ บานฉ่ำขึ้นทุกทีจนกลายเป็น 20% 30% หรือแม้แต่ 40% 50% แล้วก็เกิดขึ้นแทบจะทุกวงการจนความละอายหายไปหมด ทั้งความละอายต่อสังคมและความละอายเกรงกลัวต่อบาปที่เรียกกันว่า หิริโอตตัปปะ
นอกจากนี้ ยังมีความนิยมในการสร้างเครือข่ายผ่านการอบรมต่างๆ โดยเฉพาะสมัยนี้ที่มีการจัดการอบรมขึ้นมาอย่างกับดอกเห็ด ทั้งการเมือง การค้า อุตสาหกรรม พลังงาน ฯลฯ ความมีน้ำใจไมตรี การได้เข้ามาคลุกคลีสนิทสนม มีมิตรจิตมิตรใจกันตามขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่มีมาแต่โบราณของไทย ทำให้หาเส้นแบ่งเขตระหว่างงานและความเป็นเพื่อนหรือพวกพ้องได้ลำบาก
การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของไทยจึงเป็นเรื่องยาก และนับวันจะยิ่งยากขึ้นทุกที ยิ่งมีตัวอย่างในสังคมให้เห็นชัดๆ ว่าคนที่ร่ำรวยเป็นผู้บริหารนโยบายของประเทศกลับคอร์รัปชั่นเสียเอง แถมยิ่งทำก็ยิ่งร่ำรวย มีคนชื่นชม นับหน้าถือตา จะคอร์รัปชั่นอย่างไรก็ไม่มีความผิด ไม่รู้สึกผิด และหากจะผิดก็ไม่ยอมรับผิด ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่แก้ไขลำบากขึ้นไปอีก
องค์การต่อต้านคอร์รัปชั่นของไทย ได้พยายามเสนอมาตรการกำจัดคอร์รัปชั่น โดยให้ดำเนินการก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งมีตั้งแต่การใช้มาตรการทางกฎหมาย เช่น บังคับใช้กฎหมาย การแก้ไขกฎหมายให้ถือว่าคดีคอร์รัปชั่นเป็นคดีอาชญากรรมร้ายแรง ที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ เศรษฐกิจ และสังคม ให้มีการลงโทษรุนแรงและไม่มีการรอลงอาญา การออกกฎหมายใหม่ๆ มาอุดช่องโหว่ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน รวมไปถึงการตรวจสอบการเสียภาษีรายได้ย้อนหลังจนถึงการสร้างความแข็งแกร่งของหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชั่น เช่น การสนับสนุนด้านงบประมาณ นอกจากนี้ยังให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะในโครงการใหญ่ๆ
ข้อเสนอต่างๆ ข้างต้นดูเป็นรูปธรรมและนำไปปฏิบัติได้ แต่มีข้อเสนอที่น่าสนใจอยู่ข้อหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าจำเป็นมาก ก็คือการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม แก่ประชาชน โดยให้มีหลักสูตรการต่อต้านคอร์รัปชั่นในการเรียนการสอนของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ เพราะเป็นความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนค่านิยม วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคมไทยที่มีมาเป็นเวลานาน คงจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรุ่นที่เป็นผู้ใหญ่ได้ แต่จำเป็นต้องปลูกฝังในเจเนอเรชั่นต่อๆ ไป ซึ่งผู้เขียนไม่แน่ใจว่าในชีวิตของผู้เขียนจะได้เห็นหรือไม่ ในระยะยาวคงจะต้องขุดรากถอนโคนอุปนิสัยและวัฒนธรรมนี้ออกไปจากคนไทยให้ได้ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยเราคงจะพัฒนาไปไม่ได้ไกลเหมือนเดินไปไหนก็มีโซ่ตรวนผูกขาข้างหนึ่งอยู่ คอยถ่วงเอาไว้
บทความนี้ของผู้เขียนคงจะลงในช่วงปีใหม่พอดี จึงขอถือโอกาสนี้กล่าว “สวัสดีปีใหม่” กับท่านผู้อ่านทุกท่าน และขอให้มาช่วยตั้งความหวังร่วมกันว่าในปี พ.ศ. 2557 นี้ จะได้เห็นรัฐบาลที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามคอร์รัปชั่น และได้เห็นการคอร์รัปชั่นค่อยๆ ลดลงไปในที่สุด







