
ตลาดทุนไทย...โอกสเชื่อมโยงไปสู่การลงทุนใน CLMV
อัตราการเจริญเติบโตของรายได้ประชาชาติของประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ในช่วงปี 2543-2554 มีค่าเฉลี่ยถึง 712% ต่อปี จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจกับประเทศดังกล่าวเหมือนที่เคยสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยในอดีต
อัตราการเจริญเติบโตของรายได้ประชาชาติของประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ในช่วงปี 2543-2554 มีค่าเฉลี่ยถึง 712% ต่อปี จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจกับประเทศดังกล่าวเหมือนที่เคยสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยในอดีต
นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสให้รัฐบาลในหลายๆ ประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เสนอตัวจัดตั้งองค์กรให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงด้านเงินทุนด้วย
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญที่กลุ่มประเทศ CLMV ต้องเร่งแก้ไขและพัฒนาโดยเร็วเพื่อสนับสนุนการเติบโตของประเทศ ได้แก่ ระบบการเงิน เนื่องจาก 1) ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีระดับการพัฒนาไม่มากนัก และระบบการชำระเงินที่เป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง และ 2) การใช้เครื่องมือด้านตลาดทุน เพื่อระดมทุนจากนักลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศยังไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากติดปัญหาหลายประการ
“โอกาสและอุปสรรคที่ประเทศ CLMV กำลังเผชิญอยู่นี้ถือเป็นโจทย์ที่สำคัญและท้าทายสำหรับประเทศไทย ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดอีกทั้งถือเป็นประเทศที่ระบบการเงินพัฒนาไปค่อนข้างมากแล้ว ซึ่งจะช่วยเหลือหรือเพิ่มศักยภาพให้กลุ่มประเทศ CLMV พัฒนาและเติบโตได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการให้ตลาดทุนไทยเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญของภูมิภาค และเป็นจังหวะที่ดีในการผลักดันตลาดทุนไทยให้สามารถเป็นจุดเชื่อมโยงตลาดทุนใน CLMV สอดรับกับการเปิด AEC ที่จะมาถึงในอีก 2 ปีข้างหน้า”
จากการศึกษารูปแบบของตลาดทุนที่บรรลุเป้าหมายของการเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญของภูมิภาคในประเทศต่างๆ จำนวน 5 ประเทศ ได้แก่ ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ฮ่องกง สิงคโปร์ โจฮันเนสเบิร์ก และวอร์ซอ พบว่ามีลักษณะที่เหมือนๆ กัน ซึ่งตลาดทุนไทยสามารถนำมาเป็นบทเรียนและประยุกต์ใช้ได้ ดังนี้
m มีบรรยากาศที่เอื้อให้ผู้ร่วมตลาดเกิดการทำธุรกรรมซื้อขายกันเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง
m มีบริษัทจดทะเบียนหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีคุณภาพจากต่างประเทศจำนวนมาก รวมถึงนักลงทุนจากต่างประเทศสามารถเข้ามาลงทุนได้อย่างสะดวก
m มีต้นทุนที่ต่ำกว่าตลาดทุนอื่นๆ และอาจมีการให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีให้แก่นักลงทุนเพื่อเป็นการดึงดูดเงินทุนทั้งในและต่างประเทศ
กฎเกณฑ์และเครื่องมือในการสนับสนุนการระดมทุน การลงทุน และการเป็นจุดเชื่อมโยงของตลาดทุนไทยในภูมิภาค โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ผลักดันและจัดเตรียมมาตรการต่างๆ ที่จะสนับสนุนให้ตลาดทุนไทยเป็นจุดเชื่อมโยงทั้งแหล่งระดมทุนและลงทุนให้กับกลุ่มประเทศ CLMV รวมถึงภูมิภาคต่างๆ ดังนี้
1.การเปิดให้มีบริษัทต่างประเทศเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังปรับปรุงโดยเปิดโอกาสให้กับบริษัทในกลุ่มที่ยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ IOSCO และ WFE สามารถเข้าจดทะเบียนได้คาดว่าเกณฑ์จะพิจารณาแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 2 ปี 2557
2.การจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure fund) สำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างพิจารณาเกณฑ์การจัดตั้ง “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ” ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นในไทยเพื่อไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในประเทศต่างๆ โดยจะเร่งดำเนินการให้เสร็จภายในครึ่งปีแรกของปี 2557
หลังจากปี 2556 ถือเป็นปีแรกที่ตลาดทุนไทยจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานและเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 2 กอง ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้าอมตะ บี กริม เพาเวอร์ (ABPIF)
การศึกษาของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) พบว่า ในช่วงปี 2553-2563 ประเทศไทยจะมีความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 172,907 ล้านเหรียญสหรัฐ และประเทศในกลุ่ม CLMV มีความต้องการลงทุนเท่ากับ 156,198 ล้านเหรียญสหรัฐ
ปัจจุบันรัฐวิสาหกิจไทยหลายแห่งกำลังพิจารณาจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งคาดว่าจะมีการออกกองทุนมากขึ้นในปี 2557
3.พันธบัตรหรือหุ้นกู้สกุลบาทในประเทศไทย : Baht Bond เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนในภูมิภาค ที่ผ่านมาการออก Baht Bond ของสาธารณรัฐประชาธิปไตประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้รับการตอบรับที่ดี เนื่องจากให้อัตราผลตอบแทนถึง 4.5% ต่อปี มากกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทยที่จ่ายอยู่ที่ 3% ระยะเวลาไถ่ถอน 3 ปี
4.หุ้นกู้สกุลเงินตราต่างประเทศในประเทศไทย : FX Bond เปิดกว้างให้กับนิติบุคคลไทยและต่างประเทศออกได้ไม่จำกัดไว้แค่ธนาคารพาณิชย์เท่านั้น
5.การสนับสนุนบริษัทในรูปแบบโฮลดิ้ง คอมปานี เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ประตูบานแรกสู่การลงทุนใน CLMV
ปัจจุบัน บริษัทจดทะเบียนไทยได้ขยายการลงทุนไปในกลุ่มประเทศ CLMV มากขึ้น ณ เดือน ก.ย. 2556 มีบริษัท 95 แห่ง มีการลงทุนขยายธุรกิจใน 4 ประเทศใน CLMV ซึ่งเป็นบริษัทย่อยกว่า 200 บริษัท (กัมพูชา 48 บริษัท ลาว 49 บริษัท พม่า 41 บริษัท และเวียดนาม 76 บริษัท)
จากความสำเร็จของบริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP) เป็นบริษัทย่อยของบริษัท ช.การช่าง ทำให้บริษัทอีกจำนวนมากแสดงความสนใจ
หากพิจารณามูลค่าการลงทุนรวมช่วงปี 2549-2555 บริษัทมีการลงทุนรวมในประเทศกลุ่ม CLMV กว่า 3.2 หมื่นล้านบาท ลาวมากที่สุด สัดส่วน 53.32% เวียดนาม 37.21% กัมพูชา 9.46% และพม่า 0.01% ซึ่งเป็นกลุ่มทรัพยากรสูงสุด ตามด้วยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง และกลุ่มเกษตรและอาหาร
แต่สิ่งสำคัญที่นักลงทุนควรตระหนักถึงคือ การลงทุนในต่างประเทศย่อมมีองค์ประกอบที่จะต้องพิจารณาเพิ่มเติมมากขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยด้านความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาในหลายมิติขึ้นมากกว่าการลงทุนแต่ในประเทศเพียงอย่างเดียว เช่น ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนและความเสี่ยงในระดับประเทศ







