posttoday
เปิดใจปิยะ อุทาโย"ผมน้อยใจแต่ไม่เคยโกรธผู้ชุมนุม"

เปิดใจปิยะ อุทาโย"ผมน้อยใจแต่ไม่เคยโกรธผู้ชุมนุม"

31 ธันวาคม 2556

ตัวผมขณะนี้ก็เหมือนกระโถน มันมีแต่คนอยากจะบ้วน อยากจะขากถุยเข้าใส่ แต่หากทำแล้วสบายใจผมก็ยินดี

โดย...ทีมข่าวการเมือง

กลายเป็นคู่ขัดแย้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ในภาวะการชุมนุมที่ผ่านมา โดยเฉพาะตัวของ "พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย" โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือโฆษกศอ.รส. นายตำรวจรุ่นใหญ่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องถูกก่นด่าจากกลุ่มผู้ชุมนุม และในโลกของสังคมต่างๆ นานา

การแถลงข่าวเกี่ยวกับการชุมนุม และการทำงานของตำรวจในการดูแลความเรียบร้อยของพล.ต.ต.ปิยะ ในแต่ละครั้ง จะถูกจับจ้อง และหากเกิดพลาด หรือไม่ถูกใจฝั่งของผู้ชุมนุมหรือคนที่ไม่เห็นด้วยกับตำรวจขึ้นมา โฆษกปิยะ ก็จะถูก “เล่น” ทันที ทั้งจากบนเวทีชุมนุม หรือในโลกออนไลน์ต่างๆ

คำเหน็บแนม คำด่า ถูกก่นว่า สิ่งต่างๆ ประดังเข้ามาในชีวิตราชการช่วงนี้ของพล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย อย่างเลี่ยงไม่ได้ และต่อจากนี้ พล.ต.ต.ปิยะ จะขอเปิดใจ ขอระบายกับความรู้สึกที่เป็นอยู่ขณะนี้ว่า ในฐานะโฆษกศอ.รส.และตัวตนของเขา ต้องการจะทำงานในหน้าที่นี้อยู่หรือไม่

“ผมน้อยใจนะ แต่ไม่เคยโกรธหรอก ตำแหน่งโฆษกตำรวจมันเหมือนเผือกร้อน บอกตามตรงเลยไม่มีใครอยากจะมาทำหน้าที่ตรงนี้หรอก เพราะมันเปรียบเหมือนด่านแรกที่ต้องเจอกับแรงปะทะ ทั้งจากสังคม และตัวเหตุการณ์ รวมถึงผู้ชุมนุมเอง แต่ถ้าผมไม่ทำตรงนี้ แล้วใครจะมาทำ”พล.ต.ต.ปิยะ เปิดฉากคำพูดด้วยรอยยิ้ม

พล.ต.ต.ปิยะ เกริ่นถึงที่มาของตัวเองก่อนว่า เป็นลูกของตำรวจชั้นผู้น้อยที่จ.เชียงใหม่ แม่ก็เป็นแม่ค้าขายขนม ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมาก ส่วนตัวเขาเองโชคดีที่เติบโตมาด้วยการศึกษา และค่อนข้างจะเรียนเก่งทีเดียว ไปเรียนที่ไหนก็ได้อันดับที่ 1 จนถึงจบปริญญาเอกดีกรีด็อกเตอร์ที่นิด้าก็ได้เหรียญทองเกียรตินิยม เป็นอาจารย์ที่ตระเวนสอนหนังสืออยู่ทุกสัปดาห์ แทบจะทุกมหาวิทยาลัย เชี่ยวชาญการสอนในวิชาการเมือง รวมถึงโรงเรียนเสนาธิการทหารบก และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พล.ต.ต.ปิยะก็ตระเวนไปสอนทุกที่

ด้วยความที่เป็นลูกตำรวจ พล.ต.ต.ปิยะรู้ดีว่าอาชีพนี้ต้องมีทั้งคนรักและคนชัง สถานการณ์ในห้วงเวลานี้ที่เกิดขึ้นกับตัวเขา ทำให้เขาเข้าใจดี และสิ่งที่ยึดมั่นสำหรับเขาคือตัวเองรู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่ได้สนใจนัก

พล.ต.ต.ปิยะ บอกว่า ตั้งแต่วันที่มาทำหน้าที่เป็นโฆษก คอยชี้แจงแทนหน่วยงานเมื่อครั้งที่ได้รับตำแหน่งราว 6 ปีก่อน ก็ปฏิญาณกับตนเองว่าต้องซื่อตรง มีหน้าที่ชี้แจงความจริงและรับฟังเสียงสะท้อนกลับ ดังนั้นสิ่งที่โกหกมดเท็จต่างๆ จะไม่เคยทำ สิ่งที่กล่าวหามาว่าผมปั้นตัวเลข พูดจาไม่จริงต่างๆ คนที่รู้จักผมจริงๆ จะรู้ว่าผมเป็นอย่างไร ทุกอย่างที่ผมออกไปชี้แจง มีหลักฐานมีข้อมูล หลายคนบนเวทีชุมนุมที่กล่าวหาผม ทั้งสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ดร.เสรี วงศ์มณฑา ชุมพล จุลใส หรืออีกหลายคน ผมไม่เคยโกรธพวกเขา แต่มองว่าเขาขาดข้อมูลที่ครบถ้วนเท่านั้น อย่าลืมนะว่าผมเป็นคนมีชื่อเสียงเช่นกัน ผมตระเวนสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงโรงเรียนเสนาธิการทหารบก หรือโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กลุ่มนักเรียนลูกศิษย์อาจารย์ก็รู้จักผมหมด ดังนั้น ผมยิ่งโกหกไม่ได้ ยืนยันว่าทุกอย่างไม่เคยมีมั่วที่แถลงออกไป เพียงแต่ว่าข้อมูลที่ผมพูดไป มันไปถูกใจหรือไม่ถูกใจใคร ก็แค่นั้น

“บนเวทีหาว่าผมเป็นคนขี้โกง เล่นกอล์ฟกับเพื่อนก็ยังโกงตลอด ขอโทษนะ ผมเล่นกอล์ฟไม่เป็น นี่ไงเขาได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน แต่ผมก็ไม่ได้ตอบโต้หรือแก้ตัว หรือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บนเวทีบอกว่าผมปั้นตัวเลขแถลง แต่ผมลาทั้งสัปดาห์นะ เพราะติดภารกิจ ผมก็ประหลาด”

สิ่งที่ทำให้พล.ต.ต.ปิยะ ไม่โกรธเคืองแม้ตัวเขายืนยันว่าหลายครั้งที่ผู้ชุมนุมได้บิดเบือนข้อเท็จจริงจากความไม่รู้จริง เป็นเพราะครอบครัวที่คอยให้กำลังใจ พ่อแม่ ภรรยาของพล.ต.ต.ปิยะ บอกให้ปล่อยวาง อย่าตอบโต้ ดังนั้น คนใกล้ชิดที่เข้าใจ พล.ต.ต.ปิยะ ถือว่าก็เพียงพอ แม้ว่ากลุ่มคนที่ไม่ชอบตัวตนของเขาถึงขนาดตายจากกันไปแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ไม่ได้เคลียร์ตัวเขาเองก็บอกว่า “ไม่เป็นไร”

“สถานการณ์แบบนี้หากเราไปโกรธเคืองมันก็จะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ที่ผ่านมาผมเคยตัดสินปัญหาด้วยอารมณ์เช่นกัน แต่มันก็ไม่มีอะไรที่ดีขึ้น มีคนมาฟ้องผมตลอดว่ากลุ่มผู้ชุมนุมทำอะไรกับ แจ้งเข้ามาตลอดแต่ผมก็ทำใจเป็นกลาง ผมน้อยใจหลายเรื่องนะ หลายเรื่องที่เราไม่ได้พูด ไม่ได้ทำ หรือบางสิ่งที่เราเจตนาดี แต่ผลกลับมาทำร้ายกัน ผมน้อยใจ แต่ต้องลืมให้เร็วที่สุด

ผมเป็นคนที่มองโลกสวยงาม มองทุกคนเป็นคนที่มีชีวิตจิตใจ มองผู้ชุมนุมในจุดเด่น ไม่มองจุดด้อย เขาว่าผม ผมก็มาสำรวจตัวเองว่าผมทำผิดอะไรมากไปมั้ย หากผิดก็ต้องปรับปรุงตัวเอง แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า ผมไม่สามารถทำให้ทุกคนเข้าใจผมได้หรอก แต่ก็ยังดีที่ทำให้คนอีกส่วนหนึ่งได้เข้าใจข้อมูลที่ถูกต้อง หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมยังมีคนไม่เห็นด้วย แล้วเราเป็นคนธรมดาจะไปเหลืออะไร นอกจากนี้ ครั้งที่ผมแถลงการณ์ทีวีพูล บางคำพูดที่ออกไปก็มีสคริปต์แต่มันมาจากหัวใจ เช่น หันหน้ามาคุยกันเถอะครับ หาทางออกร่วมกัน ส่วนนี้มันออกจากก้นบึ้งของความรู้สึก ของหัวใจผมจริงๆ”

สังคมในขณะนี้ดูเหมือนจะเป็นการต่อสู้กันด้านข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ แต่พล.ต.ต.ปิยะมองว่าไม่ใช่ทั้งหมด แต่ข้อมูลต่างๆ ที่ถูกแพร่ออกไปทั้งสองฝั่งคนไทยจะเป็นผู้ตัดสินเอง เพราะส่วนตัวเชื่อแน่ว่าคนไทยมีวิจารณญาณเพียงพอที่จะรับรู้ความจริง

“ผมไม่เคยโต้อะไรเลย แต่หากเราไม่ชี้แจงความจริงออกไป ให้คนไทยอีกหลายสิบล้านคนได้รับข้อมูลด้านเดียวก็ไม่ถูกต้อง เราแค่เสนออีกด้าน ไม่ว่าจะเป็นคลิปภาพที่มีคนส่งมาและเราตรวจสอบแล้ว ชี้ให้เห็นความจริงที่เกิดขึ้น”

เปิดใจปิยะ อุทาโย"ผมน้อยใจแต่ไม่เคยโกรธผู้ชุมนุม"

โฆษกศอ.รส. เปิดใจต่อไปว่า ย้ำมาตลอดว่าผมเป็นคนที่มองโลกสวยงาม สถานการณ์แบบนี้หากเป็นต่อไปก็จะยิ่งไม่มีอะไรดีขึ้น แต่ส่วนตัวเชื่อว่าสงครามความขัดแย้งทุกครั้งที่ผ่านมาต้องจบลงที่โต๊ะเจรจา และส่วนผมเองก็จะทำหน้าที่เช่นเดิมต่อไป ไม่สุมไฟเข้าไป และอีกฝั่งก็ต้องไม่สุมไฟเช่นกัน อย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง แต่ผมจะไม่ฟ้องกลับเด็ดขาดกับคำพูดข้อมูลไม่เป็นจริงที่โจมตีเข้ามา เพราะการขัดแย้งไม่มีอะไรดีขึ้น ผมจะเริ่มด้วยการให้อภัยเขาก่อน ลผมเริ่มแล้วทุกอย่างก็เดินหน้าต่อไปอย่างสงบสุข

“ชีวิตผมก็เป็นปกติ วันว่างได้หยุดก็ไปเดินซื้อของตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ดูแลลูกเมียเหมือนพ่อทั่วไป แต่อาจะมีคนเข้ามาทักทายให้กำลังใจบ้าง ไม่มีเลยที่เข้ามาต่อว่าผม ตรงนี้ผมถึงมองว่าสังคมไทยน่ารัก ไปกินข้าวร้านอาหารได้ตามปกติ คนไทยน่ารัก เพราะหยุดจากงานผมก็หยุดหมดทุกอย่างไม่ข้องแวะ ให้เวลาว่างกับลูกเมีย และด้วยความเป็นที่ผมเป็นปกติ ไม่โม้โอ้อวดอะไร ด็อกเตอร์ที่ผมได้เรียนมาก็ไม่เคยนำมาใส่หน้าชื่อเลย คนที่รู้จักผมจะรู้เองว่าผมมีดีอะไร เป็นคนแบไหน ผมเรียนได้ที่หนึ่งมาทุกที่ ตั้งแต่โรงเรียนนายร้อยตำรวจถึงระดับปริญญาเอก ผมไม่เคยพูดเลย แต่ผมมองว่าคนยิ่งให้การยอมรับมาก เรายิ่งทำผิดไม่ได้”

พล.ต.ต.ปิยะ ย้ำในจุดยืนของตัวเองอีกว่า ผมทำอะไรจะจริงจัง ตั้งแต่ผมรับราชการเข้าโรงเรียนเตรียมทหารตั้งแต่อายุ 16 ปี สิ่งที่ผมท่องตลอดจนถึงขณะนี้ และปฏิบัติคือคำสอนในระบบเกียรติศักดิ์ ของโรงเรียนให้ยึดมั่นถือมั่น คือ 1.ต้องไม่โกหก 2.ไม่คดโกง 3 ไม่ลักขโมย และ 4.เราจะไม่ยอมให้บุคคลใดกระทำเช่นนั้นเด็ดขาด ดังนั้นสิ่งนี้ต้องคงอยู่ในชีวิตของผม ดังนั้น สิ่งที่ทำให้ผมสบายใจในสถานการณ์เช่นนี้ เป็นเพราะผมไม่โกหก ไม่มีอะไรต้องปิดบัง และสิ่งนี้ทำให้ผมสบายใจ

สถานการณ์ความขัดแย้งในขณะนี้ ในฐานะตำรวจชั้นผู้ใหญ่ขององค์กรสีกากี พล.ต.ต.ปิยะ มองตำรวจว่า ตำรวจต้องเห็นประชาชนเหมือนคนในครอบครัว และผู้ชุมนุมก็ต้องมองตำรวจเป็นเหมือนคนในครอบครัวเช่นกัน เช่น เราเป็นผัวเมียกัน เราะจะทะเลาะกันแบบไหน ต้องการแตกหักถึงขั้นหย่าร้างกันเลยใช่หรือไม่ หรือแค่ทะเลาะกันแล้วต้องมาหาทางออกร่วมกันเพื่อให้ครอบครัวเดินหน้ากันต่อไป เราะทะเลาะกันในบ้านข้างบ้านก็ไม่ได้มาเจ็บด้วย คนขับรถผ่านหน้าบ้านก็หัวเราะเห็นเราทะเลาะกัน ดังนั้น ตำรวจเองก็ต้องมองให้ชัดเจนเช่นกันกับผู้ชุมนุม ผมเชื่อว่าหาทางออกได้แน่นอน แต่อาจจะช้าหน่อย เพราะครอบครัวเรามันใหญ่ มีคนอยู่ในบ้านเป็นล้านๆ คน การพูดคุยเจรจาทำความเข้าใจก็ต้องใช้เวลา

“ถ้าเรามองปัญหาเป็นคนในครอบครัว เราแก้ไขได้แน่นอน แต่หากเมื่อใดเรามองกันว่าเป็นคนละแผ่นดิน นั่นจะยุ่งทันที ที่บอกให้ตำรวจมองผู้ชุมนุมเหมือนคนในครอบครัว ไม่ได้บอกว่าต้องกราบนะ ต้องยอมทุกเรื่องนะ แต่ต้องแก้ไขกันอย่างครอบครัว ตำรวจรักษากติกากันต่อไป ใครมีหน้าที่ก็ต้องทำ”

โฆษก ศอ.รส. ยอมรับว่าแน่นอนตัวเขาเองอาจะมี “ความผิดพลาดเช่นกัน” แต่ไม่ใช่ด้วยข้อมูล แต่เป็นเพราะเงื่อนไขต่างๆ เท่านั้น ยกตัวอย่างในช่วงเที่ยงวันมียอดผู้ชุมนุมราว 1 พันคน แต่มีการออกข่าวหลังเราแถลงเป็นช่วงค่ำ ซึ่งขณะนั้นมียอดผู้ชุมนุมมาอย่างต่อเนื่อง ตรงนี้ผมมองว่าตัวเองผิดเอง เป็นเรื่องที่พลาด

“เรื่องตัวเลขผู้ชุมนุมผม่ไม่ให้ความสำคัญมากนัก แต่ผมสนใจเรื่องความรุนแรงมากกว่า เช่น ครั้งที่เดินขบวนกัน โอเคคนออกมาเยอะแต่ก็ไม่มีความรุนแรงอะไร ขณะเดียวกันเหตุการณ์ที่ไทย-ญี่ปุ่น คนแค่ 500 คนแต่มีความรุนแรงจนบาดเจ็บล้มตาย ผมห่วงเรื่องการกระทำความรุนแรงมากกว่าตัวเลข

เหนื่อยมั้ย ผมตอบทันทีเลยว่าเหนื่อยมาก ลูกเมียต้องถามทุกวันว่าจะกลับมากินข้าวด้วยกันมั้ย ผมก็ตอบไม่ได้ ถามจริงๆ ใครจะไม่อยากไปเดินเล่น ไปเตะฟุตบอล แต่ไม่ท้อนะ อย่าเข้าใจผิด ผมรู้ว่างานนี้มันหนัก แต่ถ้าผมไม่ทำแล้วใครจะทำ”

ถามไปว่าชอบหรือไม่กับงานโฆษกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ปิยะ ตอบทันทีว่า ไม่คิดว่าจะมาทำหน้าที่ตรงนี้ แต่ยืนยันว่าภารกิจนี้จะทำให้สำเร็จลุล่วง เดิมพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผบช.น. เห็นตัวตนว่าเป็นคนพูดจาฉะฉาน จึงให้เป็นโฆษกเรื่อยมาถึงวันนี้ก็ 6 ปีแล้ว ส่วนตัวไม่ได้ชอบหน้าที่นี้ เพราะความต้องการของตนเองคืออยากทำงานด้านเสนาธิการ และเป็นคนที่ชอบสอนหนังสือให้ความรู้มากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่ชอบ เลิกงานมาก็ไปเตะบอลกับเพื่อน กับนักข่าวที่คุ้นๆ กัน เตะเสร็จก็กลับบ้านกินข้าวอยู่กับลูกเมีย ผมชอบแบบนั้นมากกว่านะ แต่ในเมื่อผู้บังคับบัญชามอบหมายหน้าที่มาให้ เราก็ต้องตั้งใจทำให้ดีทำให้สำเร็จ

“ตัวผมขณะนี้ก็เหมือนกระโถน มันมีแต่คนอยากจะบ้วน อยากจะขากถุยเข้าใส่ แต่หากทำแล้วสบายใจผมก็ยินดี แต่หากถึงเวลาหนึ่งที่มีทีมงานพร้อม ผมก็อาจจะตัดสินใจบางอย่างมอบหมายงานโฆษกให้เลย เกษียณไปก็อยากจะไปสอนหนังสือ ผมชอบ แต่อาชีพตำรวจผมรัก ผมจึงยังอยู่ทำหน้าที่จนกว่าจะครบเวลาที่เขาจ้างเรา และชัดเจนว่าผมไม่เล่นการเมืองแน่นอน” พล.ต.ต.ปิยะกล่าว

เปิดใจปิยะ อุทาโย"ผมน้อยใจแต่ไม่เคยโกรธผู้ชุมนุม"

ประวัติพล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย

พล.ต.ต.ปิยะ เป็นชาวอ.แม่วัง จ. เชียงใหม่ พ่อเป็นตำรวจชั้นประทวน แม่เป็นแม่ค้าขายขนมหวาน ด้วยความวิริยะอุตสาหะจึงเข้าเรียนที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ตั้งแต่ชั้นประถม-มัธยม จากนั้นสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารในรุ่น 22 และเลือกเหล่านายร้อยตำรวจ เข้าศึกษาได้ในรุ่น 38 เป็นหัวหน้าตอน และหัวหน้าชั้นนักเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจมาโดยตลอด พร้อมทั้งสอบได้ที่ 1 ของโรงเรียน ก่อนสำเร็จการศึกษา และเข้าเรียนต่อด้วยทุนของตัวเองเนื่องจากขณะนั้นไม่มีทุนให้กับนักเรียนนายร้อยฯ เหมือนรุ่นก่อน

เข้าศึกษาระดับปริญญาโท ที่นิด้า และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พร้อมกัน 2 แห่ง และได้เกียรตินิยมอันดับ 1 คณะรัฐศาสตร์ทั้งสองที่ ก่อนจะได้ทุนให้ศึกษาระดับปริญญาเอกที่นิด้า และได้เกียรตินิยมเช่นกัน และเวลาว่างจะไปสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยพล.ต.ต.ปิยะ ระบุว่า “ที่ต้องสอนหนังสือเพราะผมไม่มีเบี้ยใบ้รายทาง ต้องหาอาชีพเสริมคือการสอนหนังสือมาเลี้ยงดูครอบครัว”

ในส่วนครอบครัว พล.ต.ต.ปิยะ มีลูก 2 คน คนโตกำลังศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ส่วนคนเล็กกำลังศึกษาคณะแพทยศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน