กกต.เมินข้อเสนอรัฐบาลไม่ย้ายที่สมัครเข้าค่ายทหาร
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมินข้อเสนอให้ย้ายสถานที่รับสมัคร สส.ระบบแบ่งเขต ในพื้นที่ 8 จังหวัดทางภาคใต้ ที่กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ปิดล้อมมาเป็นค่ายทหาร ตามข้อเสนอของรัฐบาลและศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) โดยยืนยันจะใช้สถานที่เดิมเป็นที่สมัครต่อไป
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมินข้อเสนอให้ย้ายสถานที่รับสมัคร สส.ระบบแบ่งเขต ในพื้นที่ 8 จังหวัดทางภาคใต้ ที่กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ปิดล้อมมาเป็นค่ายทหาร ตามข้อเสนอของรัฐบาลและศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) โดยยืนยันจะใช้สถานที่เดิมเป็นที่สมัครต่อไป
“กกต.ยังยืนยันในแนวทางปฏิบัติเดิม 3 ข้อ คือ 1.ไม่ใช้สถานที่รับสมัครของเหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่จะใช้สถานที่ของพลเรือนเป็นหลัก 2.หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ขอให้ยุติการรับสมัครและให้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และ 3.หากผู้สมัครไม่สามารถเข้าไปสมัครได้ ให้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันและส่งให้ กกต.จังหวัดดำเนินการต่อไป” ภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. แถลงหลังหารือร่วมกับรัฐบาลและ ศอ.รส.
ด้าน ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. เปิดเผยว่า ข้อเสนอให้ใช้พื้นที่ทหารและตำรวจในการรับสมัคร สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งนั้น เป็นอำนาจตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่ กกต. เพราะเป็นดุลพินิจของผู้อำนวยการ กกต.เขต จะพิจารณา ดังนั้น กกต.จึงไม่มีสิทธิไปก้าวก่าย กกต.กลางมีเพียงแค่ให้คำแนะนำเท่านั้น
ขณะที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง พูดทำนองเดียวกันว่า แม้รัฐบาลจะเสนอให้ใช้พื้นที่ของทหารและตำรวจ แต่ กกต.คิดว่าคงจะไม่เอา เนื่องจาก กกต.ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจว่า จะใช้สถานที่ดังกล่าวหรือไม่ เพราะเป็นอำนาจของผู้อำนวยการ กกต.เขต จะตัดสินใจ แต่นโยบายคือให้ใช้สถานที่พลเรือนเป็นหลัก เพราะแค่มีข่าวว่าจะย้ายไปใช้สถานที่ ตชด. 410 จ.ชุมพร ยังมีมวลชนเดินทางปิดล้อมแล้ว
“เราเป็นห่วงว่า หากมีการใช้สถานที่ของตำรวจหรือทหาร จะเกิดการปะทะกันเกิดขึ้น เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวมีอาวุธ อีกทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารอาจจะแยกไม่ออกระหว่างการอำนวยความสะดวกในการเลือกตั้ง กับการปกป้องสถานที่ หากตัดสินใจไปใช้พื้นที่ดังกล่าว คิดว่าจะเพิ่มดีกรีความรุนแรงของสถานการณ์มากยิ่งขึ้น” สมชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม กกต.ได้สอบถามด้วยว่า นอกจากที่ทหารและตำรวจแล้ว ไม่มีที่พลเรือนใน 8 จังหวัดให้ใช้ได้เลยหรือ ซึ่งทางคณะของรัฐบาลที่มาไม่สามารถให้คำตอบได้
“ขอเรียนว่า แม้แต่ศาลกลางจังหวัดก็ยังไม่ยินยอมให้ใช้สถานที่ในการรับสมัคร และผมได้ฝากคณะที่มาว่า รัฐบาลควรสร้างบรรยากาศที่ดีกับ กกต.ด้วย โดยยกตัวอย่างการพูดให้สัมภาษณ์ของบางคนในสื่อ ที่ไม่ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี ซึ่งได้รับการขอโทษขอโพยด้วย” สมชัย กล่าว
สำหรับตัวแทนรัฐบาลและ ศอ.รส. ที่ได้เข้าหารือกับ กกต. ประกอบด้วย สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม และ พิชิต ชื่นบาน ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ส่วนกกต. ประกอบด้วย ศุภชัย สมชัย และ ประวิช รัตนเพียร
ทั้งนี้ สุรพงษ์ กล่าวว่า ได้มาสอบถาม กกต.ถึงปัญหาที่การรับสมัครเลือกตั้งใน 7 จังหวัดทางภาคใต้ที่ผู้สมัครไม่สามารถเข้าไปสมัครได้ โดยทางทหารและตำรวจยินดีที่จะให้ใช้พื้นที่รับสมัคร แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กกต.
สำหรับภาพรวมการรับสมัคร สส.ระบบแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เมื่อ วันที่ 30 ธ.ค.นั้น ภุชงค์ กล่าวว่า มี 38 เขต ใน 8 จังหวัดภาคใต้ที่ต้องยุติการรับสมัครเลือกตั้งไปก่อน ประกอบด้วย จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต กระบี่ ตรัง พัทลุง และสงขลา โดยบรรยากาศเป็นเหมือนที่ผ่านมา คือ มีประชาชนปิดล้อม อาทิ จ.ชุมพร ในช่วงเช้าทางเจ้าหน้าที่ประกาศจะเปลี่ยนสถานที่ไปใช้ที่หน่วยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 41 เป็นเหตุมวลชนไม่พอใจพากันไปปิดล้อมในทันที ส่วน จ.กระบี่ ที่มีมวลชน 2 กลุ่ม ทั้งที่คัดค้านและสนับสนุน จนเป็นเหตุให้ กกต.จังหวัด และผู้อำนวยการ กกต.เขตเลือกตั้ง ต้องยุติการสมัคร
ด้าน จ.สุราษฎร์ธานี ก็วุ่นวายเช่นกัน เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมสถานที่รับสมัคร แต่ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย นำโดย ยศวริศ ชูกล่อม แกนนำกลุ่มเสื้อแดง ได้เดินทางมาสมัคร แต่ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมเป่านกหวีดไล่และวิ่งกรูเข้ามาปิดล้อม ทำให้เกิดการยื้อฉุดผลักกันไปมาจนชุลมุนวุ่นวาย แต่ตำรวจได้เข้าไประงับเหตุได้ทัน และได้นำตัวว่าที่ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยออกไป
ยศวริศ กล่าวว่า กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมีน้อยมากในการรักษาความปลอดภัย และยืนยันจะเดินทางมาสมัครอีกแน่นอน จากนั้นได้เดินทางไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ







