
เปิดพิมพ์เขียวปรองดองตั้งสมัชชาปฏิรูปผ่าทางตัน
...ปริญญา ชูเลขา
ในบรรดาคณะทำงานที่คลุกวงในร่วมกันร่างพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศไทยร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตามกระบวนการปรองดองแห่งชาติ เพื่อผ่าทางตันปัญหาทางการเมือง ที่นายกรัฐมนตรีเสนอทางออกวิกฤตการเมือง 5 ข้อต่อกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณราชประสงค์ เขาผู้นั้นคือ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
นายอภิรักษ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยมีประเด็นสำคัญ 5 ประเด็น คือ 1.ไม่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง
2.ปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมที่สะสมมานาน ซึ่งทางรัฐบาลได้กำหนดแนวทางอย่างชัดเจนที่จะดึงพลังทางสังคมเข้ามาร่วมการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่บรรดานักวิชาการและเครือข่ายภาคประชาสังคมได้นำเสนอแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม
3.การปฏิรูปสื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เกิดจากการใช้สื่อมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะฉะนั้นการสร้างประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เข้มแข็ง ต้องมีกลไกที่จะสร้างความมั่นใจว่าในสังคมไทยจะมีสื่อที่มีเสรีภาพและมีความรับผิดชอบ เพราะในยุคสมัยใหม่สื่อมีบทบาทอย่างมากในการให้ข้อมูลข่าวสารหรือการสร้างความเข้าใจ
4.การตั้งคณะกรรมการอิสระในการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมและสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และ 5.กระบวนการปฏิรูปการเมืองให้เป็นที่ยอมรับก่อนจะคืนอำนาจให้กับประชาชน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นทางออกให้กับประเทศ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยกันเป็นพลังขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม แนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ดีขึ้นและก้าวไปข้างหน้า คือ การสร้างเป้าหมายร่วมกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอแผนปรองดองแห่งชาติที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอ ที่ต้องการดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมและวางความฝันร่วมกัน คือ อยากเห็นสังคมไทยร่มเย็นเป็นสุข ปราศจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ ประชาชนทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน และการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการด้านการศึกษาและสุขภาพ แม้แต่ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ หรือคนยากคนจนในชนบท
สำหรับการปฏิรูปสื่อจะต้องผลักดันให้สื่อมวลชนด้วยกันเองร่วมกันเป็นเจ้าภาพหลัก โดยเฉพาะสมาคมวิชาชีพต่างๆ ที่มีบทบาทสำคัญทั้งในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ หรือเป็นองค์กรหลักในการส่งเสริมจรรยาบรรณสื่อด้วยกัน
นายอภิรักษ์ กล่าวว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของการตั้งสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยคือ การดึงพลังจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะการทำงานอย่างบูรณาการ 2 ระดับ กล่าวคือการบูรณาการระดับประเทศ คือ การวางกรอบการปฏิรูปประเทศไทย เช่น การปฏิรูปโครงสร้างให้มีความเท่าเทียม โดยเฉพาะการสร้างระบบสวัสดิการสังคมให้มีความเข้มแข็ง ด้านการศึกษา สุขภาพ ผู้สูงอายุ คนพิการ คนด้อยโอกาส ที่อยู่อาศัย การส่งเสริมอาชีพ ซึ่งแต่ละภาคส่วนต้องเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยมีส่วนราชการเข้ามาร่วมด้วย ทั้งในระดับส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค สถาบันการศึกษา หรือแม้แต่ภาคเอกชน
นอกเหนือจากการปฏิรูปประเทศไทยในเชิงนโยบายแล้ว จะมีการทำงานบูรณาการในระดับพื้นที่ จังหวัดและชุมชนด้วยเพื่อร่วมกันสะท้อนปัญหา เช่น ปัญหาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภัยแล้ง แหล่งน้ำ ที่ดินทำกิน ปัญหาราคาพืชผล ระบบขนส่ง หรือปัญหาหนี้นอกระบบ เป็นต้น เช่นเดียวกับพี่น้องประชาชนในภาคอื่นๆ ที่อยู่ในชนบทห่างไกล
อีกทั้งระหว่างกระบวนการปฏิรูปจะเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะมีช่องทางให้ทุกคนได้ร่วมแสดงความคิดในทุกมิติ ซึ่งถือเป็นการร่วมกันสร้างนวัตกรรมใหม่ทางสังคมในการแก้ไขปัญหาเดิมๆ
ดังนั้นช่องทางที่จะเปิดรับแนวความคิดนอกจากช่องทางการสื่อสารที่รัฐบาลมีอยู่ เครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ตู้ ปณ.1111 สายด่วน หรือสื่อมวลชนทั่วไปที่สามารถเข้ามาร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เช่น หนังสือพิมพ์ รายการวิทยุ แม้กระทั่งสถาบันการศึกษาทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคเข้ามาร่วมกันเปิดเวทีรับฟังความเห็นได้เช่นกัน
สำหรับกระบวนการในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย จะมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการดึงองค์กรที่ดูแลและผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เข้ามาเป็นฝ่ายเลขานุการ และทางรัฐบาลจะดึงเครือข่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันทำงาน เช่น คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ตัวแทนของภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีเครือข่ายผ่านองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือเทศบาลต่างๆ
สำหรับโครงสร้างสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1.คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมกับดึงตัวแทนจากทุกองค์กรและทุกภาคส่วนร่วมเป็นกรรมการ เช่น ตัวแทนราชการ ตัวแทนภาคประชาสังคม นักวิชาการ สถาบันการศึกษา หรือแม้แต่กลุ่มผู้ชุมนุม โดยจะมีฝ่ายเลขานุการเข้ามาบริหารจัดการกรอบการปฏิรูปให้ออกมาเป็นกระบวนการที่ชัดเจนต่อไป
2.เครือข่ายใหญ่ในรูปแบบสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยจะเป็นกระบวนการที่เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยจะให้มีตัวแทนครอบคลุมทุกอาชีพ พื้นที่ และประเด็นปัญหาที่มีความแตกต่างกัน ดังนั้นคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย หรือสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยจะเป็นกลไกในการทำงานภายใต้กรอบระยะเวลาที่ทางรัฐบาลประกาศไว้
“วันนี้ต้องมองอนาคตเพื่อนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นว่าคนทุกภาคส่วนได้สะท้อนปัญหาของตัวเองได้อย่างแท้จริง ที่เชื่อว่าเป็นปัญหาที่สะสมมานาน เช่น ความไม่เป็นธรรม หรือความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นที่มาของการชุมนุมประท้วงจนนำไปสู่ความรุนแรงในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาน่าจะได้รับคลี่คลายลงไปได้” นายอภิรักษ์ กล่าวสำหรับกรอบเวลาที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ คือ จะมีการจัดประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 1213 พ.ค.นี้ โดยนายกรัฐมนตรีจะรับฟังข้อเสนอแนะจากตัวแทนต่างๆ พร้อมกับวางเป้าหมายการจัดสมัชชาการปฏิรูปประเทศไทยไว้ในวันที่ 20 พ.ค.นี้
ทั้งนี้ ข้อเสนอต่างๆ ที่ได้จากการจัดสมัชชาการปฏิรูปประเทศไทย ในเรื่องต่างๆ จะนำไปบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ที่จะนำมาใช้ในปี 2555 ถือเป็นการวางกรอบการทำงานและแก้ไขปัญหาประเทศชาติในระยะยาว ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลชุดใดเข้ามาต้องดำเนินการตามกรอบนี้
อย่างไรก็ตาม ในการทำงานร่วมกันกับพรรคร่วมรัฐบาลเป็นไปด้วยดี ซึ่งเป้าหมายในการทำงานได้มองในภาพใหญ่ แม้ว่าสังคมจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่อยากให้มองในมุมบวกด้วยการนำความคิดที่แตกต่างกันมาสร้างความปรองดองแห่งชาติ หรือการสร้างเป้าหมายร่วมกัน







