ไหว้พระปฏิมา 9 แผ่นดินเสริมสิริมงคลปีใหม่
การฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังร้อนร้ายเช่นปัจจุบัน คงทำให้ดีกรีความสุขหดหายไปไม่น้อย เพื่อความเป็นสิริมงคลของตัวเองและประเทศ ปีนี้กรมศิลปากรจัดกิจกรรมสักการะพระพุทธรูปวังหน้า นบพระนวรัฐ พระปฏิมา 9 แผ่นดิน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค. 2556-26 ม.ค. 2557
การฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังร้อนร้ายเช่นปัจจุบัน คงทำให้ดีกรีความสุขหดหายไปไม่น้อย เพื่อความเป็นสิริมงคลของตัวเองและประเทศ ปีนี้กรมศิลปากรจัดกิจกรรมสักการะพระพุทธรูปวังหน้า นบพระนวรัฐ พระปฏิมา 9 แผ่นดิน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค. 2556-26 ม.ค. 2557
พระปฏิมา 9 แผ่นดิน หมายถึง พระพุทธรูปสำคัญในยุคศิลปะโบราณ 9 ยุค ซึ่งปกติแล้วจะแยกย้ายประดิษฐานภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แต่ในวาระปีใหม่ได้นำมาให้ประชาชนสักการะ ซึ่งปีนี้จัดเป็นปีที่ 4 แล้ว ที่สำคัญในส่วนของพระหายโศกนั้น ปกติแล้วประชาชนทั่วไปไม่มีโอกาสได้ชม เพราะห้องเชียงแสนซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระหายโศกนั้นปิดบริการ
สำหรับพระพุทธรูป 9 องค์ ในปีนี้ ประกอบด้วย 1.พระพุทธรูปแสดงธรรม ศิลปะอินเดียแบบอมราวดีตอนปลาย สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 11-12 สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพได้มาจากเมืองนครราชสีมา
พระพุทธรูปแบบนี้นับเป็นพระพุทธรูปรุ่นแรกในดินแดนประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นหลักฐานแสดงว่าศาสนาพุทธได้เผยแผ่จากดินแดนชมพูทวีปมาสู่ดินแดนไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1,400-1,500 ปี สันนิษฐานว่าพ่อค้า ชาวเรือ หรือนักบวช นําติดตัวจากอินเดียหรือลังกามาดินแดนสุวรรณภูมิเพื่อคุ้มครองป้องกันภัยอันตรายในการเดินทาง
2.พระพุทธรูปประทานธรรม ศิลปะสมัยทวารวดี สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 ขุดพบในเจดีย์องค์ใหญ่ วัดพระศรีสรรเพชญ์ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2475 โดยปางประทานธรรมเป็นสัญลักษณ์ของคาถาอริยสัจ ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา การบูชาพระปางประทานธรรมจึงเปรียบเหมือนได้สดับพระธรรมจากพระพุทธองค์
3.พระธยานิพุทธไวโรจนพุทธะ ศิลปะศรีวิชัย สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 พบที่ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม มณฑลนครราชสีมา ขุนภูมิพยัคฆเขตร์ นายอําเภอ มอบให้เมื่อปี 2470 พระนามไวโรจนะ หรือวิโรจนะ แปลว่า ผู้รุ่งโรจน์ หมายถึง ดวงอาทิตย์ที่ให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่ชาวโลก เปรียบดังผู้มีธรรมะเป็นประทีปส่องสว่างแก่โลกนั่นเอง
4.พระไภษัชยคุรุ ศิลปะลพบุรี สร้างในพุทธศตวรรษที่ 17-18 เป็น 1 ในพระพุทธเจ้าตามความเชื่อของนิกายมหายาน โดยนับถือว่าเป็น “พระพุทธเจ้าแพทย์” ในวัฒนธรรมเขมรโบราณนับถือพระไภษัชยคุรุอย่างมาก โดยเฉพาะสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1742-1760) ได้สร้างพระไภษัชยคุรุในสถานที่อภิบาลผู้ป่วยที่เรียกว่า “อโรคยาศาล” 102 แห่งทั่วอาณาจักร
5.พระหายโศก ศิลปะแบบล้านนา สร้างในพุทธศตวรรษที่ 21 ไม่ทราบประวัติการสร้างชัดเจน มาถึงกรุงเทพมหานคร วันที่ 5 เม.ย. 2399 ในสมัยรัชกาลที่ 4 คาดว่าชื่อพระหายโศกเป็นนามเดิมเมื่อหล่อขึ้นในล้านนา เนื่องจากธรรมเนียมชาวเหนือนิยมตั้งนามพระพุทธรูปอย่างเรียบง่าย ต่างจากใน กทม. ที่นิยมตั้งตามภาษาบาลี
6.พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะสุโขทัยล้านนา สร้างในพุทธศตวรรษที่ 20-21 เชื่อว่าเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 ปี 2310 พระพุทธสิหิงค์ถูกอัญเชิญไปเชียงใหม่ จากนั้นเมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์แล้ว สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้ารัชกาลที่ 1) ยกทัพไปเชียงใหม่ และอัญเชิญกลับเมื่อประมาณปี 2338
7.พระชัยเมืองนครราชสีมา ศิลปะอู่ทอง สร้างในพุทธศตวรรษที่ 19-20 พระชัย หรือพระไชย เป็นพระพุทธรูปปางสำคัญ ปรากฏในพงศาวดารตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ความมุ่งหมายเพื่ออัญเชิญไปในกองทัพยามออกศึกเพื่อชัยชนะ
8.พระพุทธรูปมารวิชัย ศิลปะอยุธยา สร้างในพุทธศตวรรษที่ 20-21 มีลักษณะพิเศษ คือ ตกแต่งฐานล่างด้วยเหล่าเสนามาร ย้ำผู้สักการะให้ระลึกถึงอุปสรรคที่ขัดขวางพระพุทธเจ้าก่อนทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
9.พระพุทธรูปหยกรัสเซีย สร้างโดย ฟาแบร์เช่ ช่างทองหลวงแห่งราชสำนักรัสเซีย สลักจากหยกที่พบทางแถบภูเขาซายานในไซบีเรีย สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงสั่งให้สร้างเมื่อปี 2457 แล้วส่งมาถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6


