posttoday
ปฏิรูปภาษีรีดรายได้เข้าประเทศ

ปฏิรูปภาษีรีดรายได้เข้าประเทศ

25 ธันวาคม 2556

กระแสการปฏิรูปประเทศที่คนนับล้านตื่นตัว นอกจากเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองแล้ว ยังมีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจอีกด้วย

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

กระแสการปฏิรูปประเทศที่คนนับล้านตื่นตัว นอกจากเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองแล้ว ยังมีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจอีกด้วย

สำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจ หลายฝ่ายเห็นว่า จะต้องเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่เน้นการลงทุนระยะกลางและระยะยาวเพื่อพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง ไม่ใช่แต่เน้นเรื่องสั้นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการประชานิยมที่รัฐบาลส่วนใหญ่ที่ผ่านนิยมทำกันมากขึ้น เพราะเป็นการมัดใจทางการเมือง แต่ส่งผลร้ายให้เศรษฐกิจไทยเปราะบางและอ่อนแอลงทุกวัน

ขณะที่การปฏิรูปเศรษฐกิจ โจทย์ใหญ่สำคัญๆ หนีไม่พ้นเรื่องการปรับโครงสร้างภาษี เพื่อหารายได้ให้กับประเทศพอใช้จ่ายในการพัฒนาในระยะกลางและระยะยาว

ปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนการเก็บภาษีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ประมาณ 19% เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนที่มีสัดส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ 21% และกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (โออีซีดี) ที่มีสัดส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ 35% จะเห็นว่าการเก็บภาษีของไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

นอกจากนี้ เมื่อเทียบการใช้จ่ายของประเทศ ก็จะเห็นว่าไม่เพียงพอกับการใช้จ่าย ทำให้ต้องมีการตั้งงบประมาณขาดดุลมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 10 ปี รวมถึงต้องมีการกู้เงินนอกงบประมาณเพื่อพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการออก พ.ร.ก.กู้ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ และการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง

ขณะเดียวกันประเทศที่ต้องเผชิญกับการลดลงของขีดความสามารถการแข่งขัน ทำให้ต้องมีการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% ทำให้รายได้ของประเทศหายไปปีละ 1.5 แสนล้านบาท รวมกับภาษีศุลกากรที่ต้องลดอย่างต่อเนื่อง ทำให้การเก็บภาษีของลดลงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ประเทศต้องมีการปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศจะมีเงินพอใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศได้อย่างมั่งคงและยั่งยืน

ที่ผ่านมาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เสนอแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีให้กับทุกรัฐบาลหลาย โดยมีทิศทางให้ปรับลดภาษีทางตรง คือภาษีนิติบุคคล และภาษีบุคคลธรรมดา ให้ลดลง และไปเก็บภาษีทางอ้อมคือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีสรรพสามิต ให้มากขึ้น รวมถึงเสนอให้เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอีกด้วย

สศค.ยังได้วางเป้าหมายการปรับโครงภาษีไว้ 3 ด้าน คือ 1 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 2.การสร้างความเป็นธรรมและความเท่าเทียมในสังคม และ 3.เพิ่มศักยภาพการหารายได้ของรัฐ ซึ่งการปรับโครงสร้างภาษีทั้ง 3 ด้าน ควรทำไปพร้อมกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและไม่มีปัญหารายได้ของรัฐบาลไม่พอกับรายจ่าย

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลเลือกที่จะปรับโครงสร้างภาษีบางส่วน โดยเฉพาะในส่วนของการลดภาษี เพราะเป็นมาตรการที่ได้ใจ แต่ในส่วนของการปรับภาษีเพิ่มรัฐบาลกลับเมินเฉย เพราะกลัวกระทบกับคะแนนเสียงทางการเมือง

ที่เห็นได้ชัดรัฐบาลปัจจุบันมีการปรับลดภาษีมากที่สุด โดยในส่วนของการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันได้มีการปรับลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% ในปี 2554 เป็น 23% ในปี 2555 และ 20% ในปี 2556 นอกจากนี้ยังมีการปรับลดภาษีของผู้ประกอบเอสเอ็มอีเพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่และมาตรการการขึ้นค่าแรง 300 บาท ของรัฐบาล โดยมีการเว้นภาษีกำไรเพิ่มขึ้นจาก 1.5 แสนบาทแรก เป็น 3 แสนบาทแรก

ในด้านการสร้างความเป็นธรรมและความเท่าเทียมในสังคม มีการลดภาษีนิติบุคคลจากสูงสุด 37% ให้เหลือ 35% และมีการซอยอัตราภาษีให้มากขึ้นจาก 5 อัตรา เป็น 7 อัตรา ทำให้ผู้เสียภาษีมีภาระภาษีลดลง รวมถึงมีการแก้กฎหมายให้สามีภรรยาแยกยื่นภาษีกันได้อีกด้วย

ทั้งการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและการสร้างความเท่าเทียม ทำให้ประเทศเสียรายได้ แม้ว่ารัฐบาลจะแจงว่าการลดภาษีนิติบุคคลจะทำให้ขยายฐานการภาษีได้เพิ่ม และการลดภาษีบุคคลธรรมดาจะกระตุ้นการใช้จ่ายเก็บภาษีมูลค่าได้เพิ่ม แต่ก็ไม่เพียงพอชดเชยกับรายได้ภาษีที่หายไป

สำหรับการปรับโครงภาษีในด้านการหารายได้ของรัฐบาลกลับไม่ดำเนินการเลย โดยเฉพาะการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ที่เป็นข้อเสนอทั้งของ สศค. และ ธนาคารโลก แต่ทุกรัฐบาลก็ปฏิเสธการขึ้นภาษีดังกล่าว เพราะกลัวกระทบกับคะแนนเสียงทางการเมือง

นอกจากนี้ การปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิต ทั้งการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มทั้งหมด ภาษีสรรพสามิตสิ่งแวดล้อมเก็บภาษีกับสินค้าที่สร้างมลพิษกับสิ่งแวดล้อม แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า เพราะนักการเมืองส่วนใหญ่ที่มาบริหารประเทศมีความใกล้ชิดกับกลุ่มทุนที่จะได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษี

ดังนั้น จึงส่งผลทำให้การปรับโครงสร้างภาษีที่ผ่านมาอยู่ในภาวะสุกๆ ดิบๆ ส่งผลดีด้านเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างความเป็นธรรม แต่ก็สร้างผลกระทบในแง่ของการเก็บรายได้ของประเทศ ส่งผลให้การปฏิรูปภาษีของเป็นการบ้านชิ้นใหญ่ของรัฐบาลใหม่

สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค. ระบุว่า คลังต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบ เพื่อรองรับรายจ่ายของประเทศที่เพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมาการปรับโครงสร้างภาษีดำเนินการเป็นจุดๆ คือ การลดภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา เพื่อเป็นการดึงนักลงทุน และลดภาระให้กับผู้เสียภาษี ซึ่งส่งผลให้การเก็บภาษีจากฐานรายได้ของประเทศในอนาคตลดน้อยลง

ดังนั้น คลังต้องหาทางเก็บภาษีจากฐานการบริโภคใช้จ่ายผ่านการเก็บภาษี VAT จากที่กำหนดให้เก็บได้ 10% แต่ปัจจุบันลดการเก็บเหลือ 7% ซึ่งการเพิ่มขึ้นทุก 1% จะทำให้เก็บภาษีเพิ่มขึ้น 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งในทางการเมืองอาจจะบอกได้ว่ายังไม่ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 12 ปี แต่คงไม่สามารถบอกได้ว่าจะไม่ขึ้นภาษี VAT ตลอดไป

นอกจากนี้ ยังต้องมีการผลักดันกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มีอยู่สูงให้ลดลง ปัจจุบันคนที่มีรายได้สูงสุด 20% กับคนที่มีรายได้ต่ำสุด 20% มีรายได้แตกต่างกันถึง 12 เท่า ซึ่งนอกจากสร้างเป็นธรรมกับสังคม ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพราะจะเป็นผู้เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเองโดยตรง ลดภาระงบประมาณที่จ่ายให้ท้องถิ่น มีรายได้มาเพิ่มงบลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศมากขึ้น

ส่งผลให้การปรับโครงสร้างภาษีในอนาคต คือ การเก็บภาษีเพิ่มหารายได้เข้าประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะเป็นของแสลงของฝ่ายการเมืองที่ทำแล้วเสียคะแนนนิยม แต่หากไม่ปรับโครงสร้างภาษีหารายได้ประเทศก็มีปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องกู้จนหนี้ท่วมประเทศ เป็นความเสี่ยงด้านการเงินการคลังของประเทศ จนเป็นปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวมที่สุดในไม่ช้า

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์