
อักลี่ อเมริกัน
มีข่าวว่า นิติธร ล้ำเหลือ จะนำมวลชนของ คปก.ไปชุมนุมประท้วงหน้าสถานทูตอเมริกันที่ถนนวิทยุ เราขอสนับสนุนว่าไปถูกเป้าแล้ว และควรนำมวลชนไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยขอความร่วมมือจากมวลชนที่ราชดำเนินช่วยกันไปให้เต็มถนนวิทยุ และเตรียมป้ายประท้วงที่เป็นภาษาอังกฤษไปด้วย เพื่อให้คนทั่วโลกได้เข้าใจว่าคนไทยต้องการอะไร รวมทั้งแถลงการณ์ภาษาอังกฤษกับภาษาไทยไว้คอยแจกผู้สื่อข่าวต่างประเทศด้วย แต่อย่าเผลอบุกเข้าไปในสถานทูตเป็นอันขาด หวังว่าคริสตี้ เอ.เคนนีย์ เอกอัครราชทูตอเมริกัน คงกล้าพอที่จะออกมารับหนังสือ หรือจะเชิญนิติธรและผู้แทนเข้าไปพูดคุยกันในสถานทูตก็ได้
มีข่าวว่า นิติธร ล้ำเหลือ จะนำมวลชนของ คปก.ไปชุมนุมประท้วงหน้าสถานทูตอเมริกันที่ถนนวิทยุ เราขอสนับสนุนว่าไปถูกเป้าแล้ว และควรนำมวลชนไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยขอความร่วมมือจากมวลชนที่ราชดำเนินช่วยกันไปให้เต็มถนนวิทยุ และเตรียมป้ายประท้วงที่เป็นภาษาอังกฤษไปด้วย เพื่อให้คนทั่วโลกได้เข้าใจว่าคนไทยต้องการอะไร รวมทั้งแถลงการณ์ภาษาอังกฤษกับภาษาไทยไว้คอยแจกผู้สื่อข่าวต่างประเทศด้วย แต่อย่าเผลอบุกเข้าไปในสถานทูตเป็นอันขาด หวังว่าคริสตี้ เอ.เคนนีย์ เอกอัครราชทูตอเมริกัน คงกล้าพอที่จะออกมารับหนังสือ หรือจะเชิญนิติธรและผู้แทนเข้าไปพูดคุยกันในสถานทูตก็ได้
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า รัฐบาลอเมริกันสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างชัดเจน ถึงกับย้ายเคนนีย์ ซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตประจำกรุงมะนิลาและกำลังถูกชาวตากาล็อกขับไล่มาประจำไทย เมื่อทราบแน่ชัดว่ายิ่งลักษณ์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีไทย โดยคิดว่าผู้หญิงด้วยกันคงพูดกันรู้เรื่อง
ไทยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐมาโดยตลอด แต่เป็นความสัมพันธ์ในลักษณะลูกพี่กับลูกน้อง เจ้านายกับลูกสมุน เป็นลักษณะของประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนขอรับความช่วยเหลือมากกว่า สหรัฐมองไทยเป็นเพียง “เบี้ย” ตัวหนึ่งบนเกมยุทธศาสตร์ความมั่นคงเท่านั้น หากรัฐบาลไทยชุดใดขัดใจหรือขัดผลประโยชน์ของสหรัฐ ซีไอเอก็ล้มรัฐบาลนั้นเสีย ซึ่งเป็นเรื่องที่สหรัฐทำเป็นประจำกับประเทศกำลังพัฒนาในละตินอเมริกา แอฟริกา เอเชีย
เวลาอเมริกาต้องการอะไรจากไทยก็จะเน้นย้ำเรื่องความเป็น “พันธมิตรเก่าแก่” อย่างไรก็ดี คนไทยไม่ควรลืมช่วงเวลาที่อเมริกันถอนทหารออกจากเวียดนามแบบหมดรูปในปี 2518 โดยไม่เคยแจ้งให้รัฐบาลไทยทราบล่วงหน้าเลย และปล่อยให้ไทยเผชิญชะตากรรมจากการคุกคามของคอมมิวนิสต์อินโดจีนและการคุกคามด้วยกำลังทหารขนาดใหญ่ของเวียดนามที่รุกรานกัมพูชาในปี 2522 ตามลำพัง ทั้งที่ไทยช่วยเหลืออเมริกันทุกอย่างจนฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ชนะสงครามวางแผนแก้แค้นไทยให้สาสม ไทยและอาเซียนต้องทำทุกอย่างจนไทยสามารถเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ในขณะที่อเมริกันมองว่าไทยต้องตกเป็นโดมิโนตัวต่อไปแน่ๆ และไม่ได้อินังขังขอบว่าไทยจะตกเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่อย่างไร นี่เป็นบทเรียนที่คนไทยควรตระหนักรู้ว่า อเมริกันไม่เคยจริงใจกับใคร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของเขาเท่านั้น ส่วนชาติอื่นจะเสียผลประโยชน์อย่างไรหรือไม่ เขาไม่สนใจ
เรื่องเดียวกัน สหรัฐไม่จำเป็นต้องมีนโยบายเหมือนกัน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ต่อประเทศนั้นในช่วงเวลานั้น เช่น ขณะนี้ในยูเครน ประชาชนชาวยูเครนลุกฮือเดินขบวนต่อต้านรัฐบาล ทุกอย่างคล้ายกับประเทศไทย รัฐบาลปราบปรามประชาชนด้วยแก๊สน้ำตา และ ฯลฯ รัฐบาลสหรัฐหนุนประชาชนว่าทำถูกแล้ว และตำหนิรัฐบาลยูเครนซึ่งใกล้ชิดกับรัสเซีย แต่ในกรณีของไทยซึ่งมีอะไรเหมือนกับยูเครน สหรัฐเข้าข้างรัฐบาลและต่อต้านมวลมหาประชาชน เพราะสหรัฐต้องการรัฐบาลยิ่งลักษณ์เปิดทางให้ตนกลับมาฟื้นฟูอิทธิพลในภูมิภาคโดยใช้ไทยเป็นฐาน เพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาค
ใครที่มีประสบการณ์ในการติดต่อประสานงานกับอเมริกันย่อมรู้ดีว่า เมื่อใดก็ตามที่ไทยเป็นประโยชน์กับสหรัฐ เจ้าหน้าที่อเมริกันจะดีกับเรามาก จะเอาอะไรก็ได้ แต่วันรุ่งขึ้นทันทีที่นโยบายจากวอชิงตันเปลี่ยนไป เพื่อนที่สนิทกันจะกลับหลังหันแบบ 360 องศาทันที ซึ่งขัดกับลักษณะของคนไทย ทั้งนี้ คนอเมริกันจะถือเอานโยบายจากวอชิงตันเป็นสิ่งสูงสุด ประโยชน์ของชาติสำคัญที่สุด ซึ่งเป็นจุดแข็งของเขา
วอชิงตันสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่ดีลอยู่กับพี่ชายในเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ อย่างลงตัว อเมริกันชอบคนที่พูดจารู้เรื่อง เข้าใจง่าย ต่อรองกันได้ง่าย ซึ่งหมายถึงว่า ยอมทุกอย่างที่วอชิงตันต้องการ อเมริกันรู้ว่าจะพูดกับใครที่มีอำนาจตัดสินใจได้เลย พูดแล้วจบ ไม่ยืดเยื้อ อเมริกันพูดกับทักษิณคนเดียวจบ อเมริกันรู้ว่าพ่อค้าต้องการอะไร จึงเสนอผลประโยชน์มาต่อรองได้ ถึงอย่างไรก็ตาม อเมริกันต้อง “ได้” มากกว่า “เสีย”
การต่อรองไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพราะสองฝ่ายคือกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ ทุนกอบโกย ทุนสามานย์เหมือนกัน ย่อมเข้าใจความต้องการของกันและกันดี อดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช (ผู้ลูก) ซึ่งเคยมาเยือนไทยก็เป็นกลุ่มทุนข้ามชาติ โดยเฉพาะด้านพลังงาน อเมริกันเน้นผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ในขณะที่อีกฝ่ายพร้อมที่จะ “จ่าย” ทรัพยากรของชาติเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับ ทุนสามานย์ในประเทศยากจนให้น้ำหนักของผลประโยชน์รัฐน้อยกว่าผลประโยชน์ส่วนตน หรืออย่างน้อยตนต้องได้ด้วย
กลุ่มทุนสามานย์ไทยได้จ้างล็อบบี้ยิสต์อเมริกัน 3 บริษัท บริษัทละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อล็อบบี้ สส.และ สว.อเมริกัน รวมทั้งมีการจ้างสื่ออเมริกัน ในการสร้างภาพลักษณ์ของตนเอง และทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในไทย ลามปามไปถึงสถาบันสูงสุดอีกด้วย จนมีส่วนในการพลิกสถานการณ์ที่เป็นรองกลับมายึดอำนาจรัฐได้สำเร็จ และโฆษณาชวนเชื่อ รัฐบาลอเมริกัน สส.และ สว.อเมริกันหลายคนถูกป้อนข้อมูลผิดๆ จากล็อบบี้ยิสต์ทั้งหลาย จนภาพลักษณ์ของสถาบันสูงสุดถูกทำให้เสียหาย ทูตไทยคนเก่งๆ ที่ช่วยปกป้องประเทศและสถาบันกลับถูกย้ายไปประจำที่อื่น
จึงไม่ต้องแปลกใจหากทูตอเมริกันประจำประเทศไทยสนับสนุนการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 หรือ “เลือกตั้งก่อนปฏิรูป” โดยเน้นย้ำเรื่องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แทนที่จะเฉลียวใจว่า ทำไมคนมืดฟ้ามัวดินหลายแสนเป็นล้านคนทั้งใน กทม.และต่างจังหวัดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยจึงออกมาขับไล่รัฐบาลชุดนี้ แสดงว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำไม่ดีจนคนทนไม่ไหว แต่อเมริกันไม่แคร์ เขามุ่งที่ผลประโยชน์จะได้จากรัฐบาลชุดนี้มากกว่ามวลมหาประชาชน
นิติธรช่วยถามเคนนีย์ให้ด้วยว่า ที่บริษัท ดาเวนพอร์ต กำลังล็อบบี้รัฐบาลอเมริกันให้เข้ามาตั้งฐานทัพเรือในไทยนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ในเมื่อกระทรวงต่างประเทศไทยปฏิเสธ แต่เอกสารราชการของกระทรวงยุติธรรมอเมริกันเปิดเผยเรื่องนี้ ก่อนหน้านี้สหรัฐก็มาเลียบๆ เคียงๆ เรื่องการรื้อฟื้นสนามบินอู่ตะเภา โดยอ้างว่าจะใช้เป็นศูนย์การตรวจสอบสภาพอากาศและช่วยเหลือประเทศในภูมิภาคที่ได้รับภัยพิบัติ จนคนไทยและสื่อมวลชนออกมาคัดค้านกันครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้ชัดเจนเลยว่าต้องการมาฟื้นฟูฐานทัพเรือที่สนามบินอู่ตะเภาเพื่อคานอิทธิพลจีน ประจวบเหมาะกับที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.190 อย่างรวบรัด ลุกลี้ลุกลน ปกปิดซ่อนเร้น เพื่อไม่ให้ต้องชี้แจงและขออนุมัติจากสภาก่อน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ก็ได้ เพราะพี่ชายนางชอบทำอะไรงุบงิบเสมอ
คราวนี้ คนไทยจะได้รู้กันเสียทีว่า กระทรวงต่างประเทศไทย หรือกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ใครโกหกกันแน่?







