
เอกชนถาม-นปช.ตอบทางออกประเทศ
คำถามจาก7องค์กรเอกชนและคำตอบจากแกนนำนปช.ในการหาทางออกให้กับสถานการณ์การเมือง 2ฝ่ายย้ำไม่อยากเห็นความรุนแรง
คำถามจาก7องค์กรเอกชนและคำตอบจากแกนนำนปช.ในการหาทางออกให้กับสถานการณ์การเมือง 2ฝ่ายย้ำไม่อยากเห็นความรุนแรง
เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ได้มีการรับฟังความคิดเห็นระหว่าง เครือข่าย 7 องค์กรภาคเอกชน และ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านแห่งชาติ (นปช.) ถึงสถานการณ์การเมืองที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ทั้งนี้หลังจากที่แกนนำนปช.ได้กล่าวถึงจุดยืนและหลักการของนปช.แล้ว ก็ได้เปิดให้เอกชนซักถาม ซึ่งก่อนหน้าที่จะเริ่มข้อซักถาม นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย ได้กล่าวถึงจุดยืนของภาคเอกชนว่า เอกชนตระหนักถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเสมอ และที่ผ่านมาก็มีการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในประเทศให้ได้มากที่สุด เช่น โครงการช่วยเกตรกรพัฒนาโครงการ 1 ไร่ 1 แสน และโครงการดูแลและพัฒนาวิสาหกิจชุมชน
ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่าเอกชนต้องการเห็นประเทศไทยอยู่ในความสงบและสันติ ต้องการเห็นการเมืองที่เป็นประโยชน์ของประเทศชาติและยึดหลักยุติธรรม ไม่มีการคอร์รัปชั่น โดยภาคเอกชนโดยปกติจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับภาคการเมือง แต่ครั้งนี้ถือว่าบ้านเมืองไม่ปกติจึงพยายามรับฟังทุกภาคส่วนโดยหวังว่าประเทศไทยจะเดินไปในทางที่สันติและไม่มีความรุนแรง
จากนั้นนางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เริ่มข้อซักถามว่า ภาคเอกชนก็อยากช่วยหาทางออกแต่ก็อยากทราบว่าจะต้องทำอย่างไรให้คนไทยสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมที่เห็นต่างได้อย่างถาวร อะไรที่จะทำให้ไม่เกิดการออกมาชุมนุมและนำรอยยิ้มกลับมาสู่ประเทศไทยได้อย่างถาวร
นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. ตอบข้อซักถามว่า ประการแรก ต้องดูแลไม่ให้เกิดความรุนแรงโดยการระดมให้ประชาชนสองฝ่ายเกลียดชังกัน ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเดินมาถึงจุดที่น่ากลัวคือมีการทำให้ประชาชนเกลียดชังกัน เราไม่อยากเห็นประเทศไทยเป็นเหมือนประเทศรวันดาที่ประชาชนเกลียดชังและลุกขึ้นมาฆ่าฟันกัน
โดย นปช. พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ประชาชนเกิดความเกลียดชัง แต่ตอนนี้ใกล้แล้วที่ประชาชนจะเกลียดกัน เช่นมีการบอกว่าเห็นคนของรัฐบาลอยู่ที่ไหนให้เป่านกหวีดไล่ หรือให้โห่ไล่ ซึ่งในที่สุดจะพัฒนาสู่การทำร้ายกัน โดย นปช. เลือกที่จะให้พี่น้องถอดเสื้อแดงทั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการถูกทำร้าย และเพื่อให้ความเป็นอันเดียวพี่น้องไทยคนอื่น
ประเด็นที่ 2 ที่ต้องทำจากนั้นคือต้องดำเนินการทุกอย่างตามกระบวนการของกฎหมายและครรลองขอประชาธิปไตยไม่เช่นนั้นจะไปสู่การเกินจราจลอย่างแน่นอน ซึ่งการทำตามกฎหมายนี้ถือว่ารัฐบาลทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่รัฐบาลก็ต้องคำนึงถึงเสียงของคนส่วนใหญ่ด้วย เพราะตอนนี้ไม่ได้มีเพียงมวลมหาประชาชน แต่มีคนอีก 60 กว่าล้านคนที่จับตาดูเรื่องนี้อยู่ การจะเอาคนจำนวนหลักแสนคนมาเรียกร้องนี้ต้อเรียกว่าเผด็จการเสียงข้างที่มาทำให้ธุรกิจเสียหายหมดแล้วใครจะรับผิดชอบ และประเด็นที่ 3 ทหารควรรักษาความสงบด้วยการไม่รัฐประหาร แม้จะมีใครเรียกร้องให้รัฐประหารก็ตาม
จากนั้นนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการ รมช.พาณิชย์และแกนนำ นปช. กล่าวเสริมว่า ในทุกสังคมมีความคิดเห็นต่างอยู่แล้ว แม้ในสหรัฐฯที่มีการพัฒนาของประชาธิปไตย แต่คนก็สามารถอยู่ร่วมกันได้เพราะมีการรักษากติกาและระบบ ซึ่งเทียบกับประเทศกไทยตอนนี้ก็เหมือนมีนักมวย 2 ฝ่ายที่พร้อมจะชก และโปรโมเตอร์ก็ประกาศวันชกแล้วคือวันที่ 2 ก.พ.2557 แต่ปัญหาคือ ถ้าระหว่างนี้ไปมีคนฉีกกติกาล้มเวที นักมวยก็ไม่มีเวทีชก กองเชียร์ก็จะตีกันลั่นเวที
“ผมไม่ได้เรียกร้องจนเกินเลย และให้พวกท่าน( 7 องค์กรธุกิจ) เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เราเรียกร้องให้ท่านแสดงท่าทีว่าบ้านเมืองต้องรักษากฎกติกาไว้ให้ได้”นายณัฐวุฒิ กล่าว
นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวเสริมว่า ที่ประเทศไทยพัฒนาสู้ประเทศอื่น อย่างญี่ปุ่นและสิงคโปร์ไม่ได้ทั้งที่พื้นฐานประเทศดีมาก เพราะประเทศไทยมีรัฐประหารไม่สิ้นสุดเท่าที่นับได้ตอนนี้คือ 25 ครั้ง เฉลี่ย 3 ปีต่อครั้ง ซึ่งถ้าไม่เกิดเหตุแบบนี้ และมีการพัฒนาดีๆ ประเทศไทยสามารถแซงหน้าสิงคโปร์ได้ด้วยซ้ำ
โดยอยากให้เอกชนแสดงท่าทีของความเป็นเจ้าของประเทศด้วยการส่งเสียงโดยไม่ต้องกลัวสูญเสียความเป็นกลางว่าอย่าให้มีรัฐประหารในประเทศไทยอีก
อีกข้อหนึ่งคือ ประเทศต้องเดินตามหลักนิติรัฐอย่างแท้จริงและต้องปฏิบัติจนเกิดความศักดิ์สิทธิ์ เพราะที่ผ่านมามีแต่พูดว่าหลักนิติรัฐแต่ไม่ปฏิบัติให้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในความเป็นจริงประชาชนไม่มีทางเห็นตรงกันอยู่แล้ว แต่มีอย่างเดียวที่จะทำให้อยู่ร่วมกันได้คือต้องมีกฎกติกา จึงอยากให้เอกชนส่งเสียงในเรื่องนี้ด้วยคือ สังคมต้องมีกฎกติกาขอให้ทุกคนเคารพรัฐธรรมนูญและกฎหมายทุกข้อ
“ท่านเกลียดยิ่งลักษณ์ได้ แต่จะให้ยิ่งลักษณ์ออกก็ต้องเป็นไปตามกติกา ไม่ใช่ให้เป็นไปตามอำเภอใจ มันมีหลายวิธีที่จะไปสู่การปฏิรูป เช่น กำหนดระบอบที่จะบรรลุและจัดการเลือกตั้งให้ประชาชนตัดสิน ประชาชนทุกคนเกิดมากเท่าเทียมกัน ไม่ใช่คุณเกิดมาแล้วมาชี้ทิศประเทศอยากให้ธุรกิจช่วยส่งเสียงว่าสังคมต้องมีกติกาขอให้ทุกคนเคารพกติกา รัฐธรรมนูญและกฎหมายทุกข้อ”นายเหวง กล่าว
หลังจบการหารือระหว่าง 7 องค์กร และภาคเอกชน นายอิสระ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า การรับฟังความคิดเห็นระหว่างเครือข่าย 7 องค์กรภาคธุรกิจกับ นปช.ก็ได้เห็นว่ามีมุมมองเดียวกันคือ ไม่ต้องการเห็นความแตกแยก และต้องการเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเมื่อรับฟังความเห็นแล้วจะรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายเพื่อดูว่าความเห็นส่วนใหญ่นั้นเป็นอย่างไร เพื่อกำหนดเป็นความเห็นของภาคเอกชน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ส่วนว่าเอกชนจะจัดเวทีกลางอีกหรือไม่คงต้องพิจารณาดูก่อนว่าจัดแล้วได้ประโยชน์หรือไม่ แต่เอกชนก็พร้อมจะคุยกับทุกฝ่าย
ส่วนคำถามว่าเห็นด้วยกับการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปหรือไม่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเช่นกันแต่หลายคนก็คุยกันว่าต้องการการเลือกตั้งที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แต่รูปแบบการปฏิรูปนั้นก็สามารถพูดคุยกันก่อนได้ ซึ่งตอนนี้จนถึงวันที่ 2 ก.พ.2557ก็เหลือเวลาอีก 40 กว่าวัน ซึ่งถือว่ามีเวลาที่จะคุยกันถึงหลักใหญ่ๆ ที่จะปฏิรูป แต่การปฏิรูปทั้งระบบนั้นคงต้องใช้เวลา ทำในเวลาอันสั้นคงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม วันนี้ภาคเอกชนยังไม่ได้ข้อสรุป ส่วนจะมีเวทีกลางขึ้นอีกหรือไม่นั้น ยังต้องมีการประเมินก่อน หากจัดเวทีกลางแล้วเกิดปย. ก็น่าจะเกิดขึ้นอีก ส่วนการปฏิรูปประเทศคงไม่สามารถปฏิรูปได้ทั้งหมด แต่เรื่องใหญ่ที่ต้องดำเนินการคือปฏิรูปให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างยุติธรรม
"ยอมรับว่าตอนนี้เอกชนมีความกังวลมาตลอดต่อสถานการณ์การเมือง เพราะตอนนี้เกิดความเสียหายขึ้นมากกับเศรษฐกิจ และที่เป็นความหวังของภาคธุรกิจมากที่สุดคือหวังว่าจะไม่เกิดการปะทะกัน"นายอิสระกล่าว
ด้านนายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า บรรยากาศความเชื่อมั่นภาคเอกชนนับว่ามีความสำคัญต่อการค้าการลงทุนอย่างมาก เพราะมีผลต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุน ซึ่งถ้าเหตุการณ์ไม่สงบก็คงกระทบกับเศรษฐกิจโดยรวมของปีหน้าด้วย ซึ่งปีหน้าที่หลายหน่วยงานคาดว่าจะขยายตัว 5% ถ้าเกิดความรุนแรงขึ้นอาจจะลดลงไปเหลือโต 3% ซึ่งการหายไป 2% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่ประมาณ 12 ล้านล้านบาท ก็ถือเป็นจำนวนที่สูงมาก
สิ่งสำคัญที่ภาคเอกชนต้องการเห็นคือ ความสงบกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด ไม่มีการโกรธและเกลียดกันในหมู่ประชาชน และต้องมีการดำเนินการตามกฎกติกา ตามกฎหมาย เพราะเป็นสิ่งที่ต่างชาติให้ความสำคัญ หากสิ่งเหล่านี้ไม่มีก็จะไม่มั่นใจในประเทศไทย







