
สงครามเย็นยุคใหม่
เป็นความเคลื่อนไหวในช่วงท้ายปีที่น่าจับตาพอสมควร เมื่อนายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เดินทางเยือนเอเชียพบปะกับอดีตศัตรูและมิตรเก่าอย่างเวียดนาม และฟิลิปปินส์ มาในครั้งนี้ แคร์รี เป็นตัวแทนวอชิงตันประกาศให้เงินสนับสนุนช่วยเหลือด้านความมั่นคงทางทะเลให้กับเวียดนามตั้ง 18 ล้านเหรียญสหรัฐ และให้ชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ อีกตั้ง 14.5 ล้านเหรียญล่ะครับ
เป็นความเคลื่อนไหวในช่วงท้ายปีที่น่าจับตาพอสมควร เมื่อนายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เดินทางเยือนเอเชียพบปะกับอดีตศัตรูและมิตรเก่าอย่างเวียดนาม และฟิลิปปินส์ มาในครั้งนี้ แคร์รี เป็นตัวแทนวอชิงตันประกาศให้เงินสนับสนุนช่วยเหลือด้านความมั่นคงทางทะเลให้กับเวียดนามตั้ง 18 ล้านเหรียญสหรัฐ และให้ชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ อีกตั้ง 14.5 ล้านเหรียญล่ะครับ
ความเคลื่อนไหวนี้ก็บอกอะไรได้ตรงๆ ไม่ต้องคิดมาก ก็คือสหรัฐกำลังหนุนอาเซียนให้ต้านกับจีนอยู่นั่นแหละครับ โดยเฉพาะบรรดาชาติอาเซียนที่กำลังมีปัญหาในข้อพิพาททางทะเลในทะเลจีนใต้ ไม่ว่าจะเวียดนาม หรือฟิลิปปินส์ ก็กำลังมึนตึงกับจีนอยู่ทั้งนั้น
ทั้งๆ ที่ไม่ใช่กิจธุระอะไรของสหรัฐ แต่สหรัฐก็ยังพยายามเข้ามาขอเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้เสียอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ปากบอกเสมอว่า “สันติภาพ” แต่การกระทำนั้นตรงกันข้ามกันครับ
ต้องบอกว่ายุทธศาสตร์ของสหรัฐในขณะนี้เหมือนกับว่าสหรัฐกำลังสร้างบรรยากาศแห่งสงครามเย็นรอบใหม่ขึ้นในเอเชีย โดยเฉพาะพื้นที่รอบชายฝั่งทะเลจีนด้านตะวันออกและตอนใต้ โดยมีปัญหาข้อพิพาทเดิมระหว่างจีนและประเทศเพื่อนบ้านเป็นตัวจุดชนวน ไม่ว่าจะข้อพิพาทเกาะเตียวหยูระหว่างจีนและญี่ปุ่น หรือข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนและหลายชาติอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามและฟิลิปปินส์
การสร้างบรรยากาศอันตึงเครียดเช่นนั้น จะส่งผลต่ออะไรบ้าง ก็แน่นอนล่ะครับ เป็นการเข้ามาสกัดอิทธิพลจีนที่ได้ผลชะงัด แบบ “ทำให้แตกแยกแล้วปกครอง” นั่นแหละครับ
ต้องยอมรับกันว่าอิทธิพลของจีนต่อภูมิภาคเอเชียนั้นมาเร็วและแรงจริง โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจที่ตอนนี้ต้องยอมรับว่าอิทธิพลจากแดนมังกรกำลังคืบคลานไปทั่วอย่างไม่หยุด
ยิ่งลองนึกภาพว่าเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจากจีนตอนใต้ลงมาไทย ต่อไปยังสิงคโปร์สำเร็จแล้ว อิทธิพลจีนต่อภูมิภาคนี้จะมากแค่ไหน จึงเป็นเรื่องที่สหรัฐยอมไม่ได้ในฐานะ “มาเฟียเก่า” ที่เคยคุมโซนนี้มาก่อนเหมือนกัน
นอกจากนั้น การสร้างบรรยากาศตึงเครียดให้เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียนั้น ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในของจีนได้ในอีกทางหนึ่ง ตัวอย่างเช่นกรณีข้อพิพาทระหว่างจีนและญี่ปุ่นนั้นได้ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นเริ่มหนีออกจากจีนมากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น จากตัวเลขในปีนี้ก็พบว่านักลงทุนสหรัฐกำลังย้ายฐานออกจากจีนกลับไปยังสหรัฐมากขึ้นเช่นกัน
บรรยากาศของสงครามเย็นในยุคใหม่ก่อตัวขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วครับ แต่กำลังจะร้อนแรงมากขึ้นเมื่อสหรัฐกำลังใช้มือญี่ปุ่น ใช้มืออาเซียน (บางชาติ) สุมไฟให้รุนแรงขึ้นครับ







