
กฏเหล็กรัฐบาลลปูพึงสังวรเมื่อยุบสภา
โดย...ทีมข่าวการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
“ความได้เปรียบทางการเมืองมักเป็นของคู่กับผู้ถือครองอำนาจรัฐ” จึงไม่แปลกเมื่อนายกฯ ประกาศยุบสภา จำเป็นต้องออกแนวทางปฏิบัติอันเนื่องจากการยุบสภา เพื่อกลบข้อครหาใช้ความได้เปรียบทางการเมืองก่อนมีการเลือกตั้ง ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2556 โดยให้นายกฯ ครม. กระทรวง ทบวง กรม ยึดถือปฏิบัติ
สำหรับแนวปฏิบัติมีหลายข้อ อาทิ ไม่กระทำการใช้อำนาจแต่งตั้งหรือ โยกย้าย พนักงานหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน
เช่นเดียวกันไม่อนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต.ก่อน ซึ่งการอนุมัติงบประมาณจะต้องกระทำเท่าที่จำเป็น
อย่างไรก็ดี ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2556 เห็นชอบอนุมัติงบประมาณเพื่อใช้จ่ายในการเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 จำนวน 3,858,006,500 บาท แบ่งเป็น 3,200 ล้านบาท ให้กับ กกต. ส่วนอีก 653 ล้านบาท กระจายไปยังส่วนราชการ 18 หน่วยงานที่น่าสนใจ เช่น ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สป.มท.) 300 กว่าล้านบาท กรมการปกครอง โดยเฉพาะสำนักบริหารการทะเบียนรับไป 141 ล้านบาท บริษัท ไปรษณีย์ไทย 210 ล้านบาท กรมประชาสัมพันธ์ 20 ล้านบาท เป็นต้น
กฎเหล็กกำหนดว่าไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการ สร้างความผูกพันต่อ ครม.ชุดต่อไป เช่น การกำหนดนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติที่มีผลต้องดำเนินการต่อเนื่อง
ในขณะที่ยิ่งลักษณ์และ ครม.หนีเสียงนกหวีดตระเวนลงพื้นที่พบประชาชนต่างจังหวัดก็ต้องจดจำให้ขึ้นใจ เมื่อแนวปฏิบัติระบุว่า ไม่ให้ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้งและสร้างโอกาสให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการเลือกตั้ง
กล่าวคือ ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐ บุคลากรของรัฐ โดยการกำหนดนโยบาย โครงการแผนงาน โดยให้มีผลบังคับใช้ในทันทีหรือจัดให้มีการประชุม ครม.นอกสถานที่นอกเหนือจากการประชุมตามปกติ
นอกจากนี้ แนวปฏิบัติกำหนดว่า การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนของรัฐมนตรีควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกรณีการได้รับเชิญไปสัมภาษณ์ออกโทรทัศน์ในฐานะของตำแหน่งรัฐมนตรีจะให้สัมภาษณ์ได้เฉพาะหน้าที่รัฐมนตรีเท่านั้น แต่บางครั้งสื่อมวลชนอาจมีคำถามในฐานะสมาชิกพรรคการเมืองที่จะให้คำสัมภาษณ์ของรัฐมนตรีเป็นการให้คุณต่อพรรคการเมืองของตน ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีกับสื่อของรัฐโดยมิชอบได้ แต่หากเป็นการเชิญผู้แทนพรรคการเมืองหลายๆ พรรคไปสัมภาษณ์ในลักษณะเท่าเทียมกัน ก็เป็นความรับผิดชอบของสื่อมวลชนนั้นๆ ไป
กฎเหล็กดังกล่าว หากฝ่าฝืนย่อมมีความผิดตามกฎหมาย โดยเฉพาะนายกฯ และรัฐมนตรีต้องพึงสังวรมีสำนึกรับผิดชอบสูงกว่าข้าราชการการเมืองอื่นๆ ไม่ใช้อำนาจรัฐสร้างความได้เปรียบทางการเมือง







