
ปฏิรูปเศรษฐกิจไทย
วิกฤตการณ์ทางการเมือง มิเพียงแต่จะฉุดให้เศรษฐกิจไทยปักหัวลงในไตรมาส 4 ของปีนี้ และต่อเนื่องถึงปี 2557 เท่านั้น แต่ปัญหาที่ลุกลามและยืดเยื้อได้ทำให้เสน่ห์ของประเทศไทยลดลงอย่างรวดเร็ว
วิกฤตการณ์ทางการเมือง มิเพียงแต่จะฉุดให้เศรษฐกิจไทยปักหัวลงในไตรมาส 4 ของปีนี้ และต่อเนื่องถึงปี 2557 เท่านั้น แต่ปัญหาที่ลุกลามและยืดเยื้อได้ทำให้เสน่ห์ของประเทศไทยลดลงอย่างรวดเร็ว
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นที่เอือมระอาของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ และนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งเชื่อว่าเป็นกลุ่มที่มีความเข้าใจประเทศไทยมากที่สุด
คราวนี้เป็นบทพิสูจน์หนึ่งว่า เมื่อบ้านเมืองเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แม้การชุมนุมจะยังคงมีอยู่บ้างก็ตาม แต่ไม่เป็นดาวกระจายบนถนนสายสำคัญหลายเส้นทางแล้ว ต่างประเทศมากกว่า 20 ประเทศ ที่เคยเตือนพลเมืองให้เลี่ยงเดินทางมาประเทศไทย จะยกเลิกคำเตือนเร็วแค่ไหน
ขณะที่นักลงทุนญี่ปุ่นที่ผูกพันกับเมืองไทยมานาน จะมีความมั่นใจหว่านเงินลงทุนในอนาคตแค่ไหน
ล่าสุด รัฐบาลญี่ปุ่นได้ลงนามข้อตกลงเรื่องการลงทุนกับรัฐบาลพม่า และได้รับเงื่อนไขที่ดีด้วย เช่น การคุ้มครองนักลงทุนญี่ปุ่น การค้าโปร่งใส และการลดอุปสรรคการส่งออก ฯลฯ
แล้วประเทศไทยล่ะ จะให้อะไรแก่นักลงทุนต่างประเทศ
การลงทุนในประเทศไทยมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ จุดเด่นที่เคยมีอยู่ก็หายวับไปนานแล้ว ขณะที่อุปสรรคของการลงทุนมีมากขึ้น
เราเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ รวมถึงภาคเอกชนต้องระดมสมองกันอย่างจริงจังเสียที เพื่อช่วยกันปฏิรูประบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เฟ้นหาสินค้าหรืออุตสาหกรรมดาวเด่น จะทำอย่างไรให้เจริญเติบโตในระดับที่เหมาะสม ทำให้เกิดการจ้างงาน ทำมาค้าขายได้ และความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น อย่าปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำของรายได้ห่างไกลกันเรื่อยๆ
ปัญหาเศรษฐกิจโดยรวมเป็นเรื่องใหญ่ และจะต้องใช้เวลาสะสางเนิ่นนาน เราควรเริ่มใช้วิกฤตส่งออกในปีนี้มาแก้ไข เลิกฝันเสียทีว่าเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแล้วทุกอย่างจะกลับมาดีขึ้นเอง หากไม่ลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เชื่อว่าปัญหาอื่นๆ จะตามมาอีกมาก โดยเฉพาะปัญหาสังคม นักธุรกิจก็จะขนเงินออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกันคนมีสตางค์ก็ไปซื้อสินทรัพย์เมืองนอกกันโครมๆ แทนที่จะมีปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง ทำให้คนไทยทุกคนอยู่ได้อย่างสุขสบายในระยะยาว







