posttoday
ทหารกั๊กขรก.ฮึด

ทหารกั๊กขรก.ฮึด

12 ธันวาคม 2556

กองทัพ และส่วนราชการทั้งหลายถูกรุกให้แสดงบทบาทว่าจะเลือกอยู่ข้างไหนระหว่างรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือมวลชนที่ต่อต้านระบอบทักษิณ นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.ซึ่งหากกองทัพ ตำรวจและข้าราชการระดับสูงทั้งหลายแสดงท่าทีอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายนั้นจะสามารถยึดกุมอำนาจรัฐได้

กองทัพ และส่วนราชการทั้งหลายถูกรุกให้แสดงบทบาทว่าจะเลือกอยู่ข้างไหนระหว่างรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือมวลชนที่ต่อต้านระบอบทักษิณ นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.ซึ่งหากกองทัพ ตำรวจและข้าราชการระดับสูงทั้งหลายแสดงท่าทีอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายนั้นจะสามารถยึดกุมอำนาจรัฐได้

ในฟากข้าราชการพลเรือนนั้น บรรดาหัวหน้าส่วนราชการหารือกันแล้วประกาศว่า ข้าราชการทุกคน ซึ่งล้วนเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและการแก้ปัญหาความขัดแย้งเวลานี้ ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการเลือกตั้ง ขณะที่ทางกองทัพยังไม่ยอมแสดงท่าทีเพราะผู้บัญชาการกองทัพไทยยังไม่ยอมรับการติดต่อจากนายสุเทพ

หลังประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าที่สำนักงาน ก.พ. จังหวัดนนทบุรี นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงมติของที่ประชุม 3 ประการว่า 1.ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเป็นระบอบการปกครองที่เหมาะสมที่สุด สำหรับประเทศไทย 2. ท่ามกลางความขัดแย้ง ข้าราชการทุกคน ซึ่งล้วนเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งใจมั่นที่จะทำหน้าที่ในความรับผิดชอบจนเต็มกำลัง เช่นเดียวกับที่ได้ยึดถือปฏิบัติเสมอมา น้อมนำพระบรมราโชวาทในการเป็นข้าราชการที่ดีมาเป็นแนวทาง ยึดมั่นในผลประโยชน์ของแผ่นดิน และความถูกต้องเป็นธรรม ด้วยความสุจริตเที่ยงตรง

3.การแก้ปัญหาความขัดแย้งเวลานี้ ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการเลือกตั้งแต่เพียงลำพัง ที่ประชุมเห็นว่า ควรมีการหารือร่วมกันระหว่างทุกฝ่ายในความขัดแย้ง บนพื้นฐานของสันติวิธีก่อนการเลือกตั้ง เพื่อแสวงหาสัญญาประชาคมว่า ในอนาคตจะมีแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยที่เป็นรูปธรรมอย่างไร เพื่อการแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตามหลังข่าวนี้สะพัดออกไปแล้วมีการตีความกันไปต่างๆ นานา เช่นว่า บรรดาหัวขบวนแกนนำข้าราชการพลเรือน ต้องการให้มีการทำสัญญาประชาคมกันก่อนและไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง นายธงทองได้อธิบายความเพิ่มกับโพสต์ทูเดย์ว่า พระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. นั้นเป็นพระบรมราชโองการ ถึงอย่างไรก็ต้องมีการเลือกตั้ง ที่แถลงไปนั้นหมายความว่าอยากให้มีการพูดคุยกันก่อนการเลือกตั้งเพื่อจะได้มีประเด็นไปหาเสียงหรือพูดคุยกันในการเลือกตั้ง แต่ถ้าพูดคุยกันก่อนมิได้จะคุยกันทีหลังก็ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีการเลือกตั้ง

16.00น. วันเดียวกัน นายสุเทพ ได้ประกาศว่า กปปส.จะไปขอพบผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ พล.ต.อ.อดุลย แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สต.ช.) เพื่อชี้แจงจุดยืนและเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงของมวลมหาประชาชนให้บรรดาผู้บัญชาการหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศเหล่านี้ได้รับทราบและจะได้สอบถามว่า จะยืนข้างประชาชนหรือไม่”

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้น 5 ชั่วโมง นายสุเทพก็ได้ปราศรัยบนเวทีที่ชุมนุมอีกครั้งว่า ตั้งใจว่าจะไปขอพบผู้นำเหล่าทัพต่างรวมทั้ง ตัวแทนองค์กรภาคเอกชน 7 องค์ เช่น สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ฯลฯ แบบเปิดเผย โดยตั้งใจจะทำให้เสร็จก่อน 20.00น.วันที่ 12ธ.ค.หลังจากนั้นจะไปขอพบนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี นพ.ประเวศ วะสี ฯลฯ แต่ยังติดต่อถึงผบ.สส.ไม่ได้ แต่ถึงขณะนี้ยังติดต่อถึงผบ.สส.ไม่ได้ อย่างไรก็ตามจะพยายามติดต่อไปอีก

นายสุเทพ ระบุว่า ได้พูดโทรศัพท์กับผู้บัญชาการทหารบก และผบ.ส.ตช.แล้วว่า จะไปขอพบ ทั้งสองคนบอกว่า ได้เลย ให้ติดต่อผบ.สส.เพราะเป็นผบ.3 เหล่าทัพจะได้เรียกไปพบทีเดียวกัน จะได้ไม่ต้องไปทีละหน่วยๆ และระหว่างที่ได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.อดุลก็ได้บอกกับพล.ตงอ.อดุลไปว่า อย่าเอากำลังเจ้าหน้าตำรวจมาสลายที่ชุมนุมเลยไม่มีประโยชน์อะไร มันจะทำให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลายใหญ่โตแล้วจะควบคุมอะไรไม่ได้ พล.ต.อ.อดุลก็บอกว่าเข้าใจประชาชนดี

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ข้าราชการระดับปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการทุกกระทรวงได้นัดประชุมกันที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และได้ออกแถลงการณ์ 3 ข้อ ให้ทุกพรรคการเมืองทำสัญญาประชาคมกับประชาชนก่อนจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557

ทั้งนี้ สัญญาประชาคมดังกล่าวจะต้องมีการหารือกันทุกฝ่ายเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิรูปประเทศและหลังการเลือกตั้งให้นำข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เพราะปัญหาความขัดแย้งเวลานี้ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการเลือกตั้งแต่เพียงลำพัง

“ที่ประชุมเห็นว่าควรมีการหารือร่วมกันระหว่างทุกฝ่ายในความขัดแย้งบนพื้นฐานของสันติวิธีก่อนการเลือกตั้งเพื่อแสวงหาสัญญาประชาคมว่า ในอนาคตจะมีแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยที่เป็นรูปธรรมอย่างไร เพื่อการแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน” แถลงการณ์ ระบุ

สำหรับแถลงการณ์ดังกล่าวมีนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นำยกร่างร่วมกับปลัดกระทรวงทุกกระทรวง

“นับจากนี้ก่อนการเลือกตั้งพรรคการเมืองทุกพรรคต้องกล้าประกาศทำสัญญาประชาคมกับประชาชน มิใช่ทำสัญญาระหว่างพรรคการเมืองด้วยกันเอง เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันว่าก่อนและหลังการเลือกตั้งจะมีการปฏิรูปประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม” หัวหน้าส่วนราชการที่เข้าร่วม ระบุ

นอกจากนี้ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงยังตกลงนัดประชุมกันทุกวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ ณ สำนักงาน ก.พ. จ.นนทบุรี ครั้งหน้านัดกันวันที่ 19 ธ.ค. นี้

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยโดยสมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แถลงว่า ในวันที่ 12 ธ.ค. จะนำคณะเข้าพบผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อชี้แจงจุดยืนและเป้าหมายการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศ

นอกจากนี้ จะเปิดโอกาสให้ซักถามจุดยืนและแนวทางของกปปส.เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะยืนเคียงข้างกับมวลมหาประชาชนหรือไม่

นายสุเทพ ปราศรัยในช่วงค่ำว่า ได้โทรศัพท์หา ผบ.ทบ. และ ผบ.ตร. ทั้ง 2 แนะนำให้ติดต่อ ผบ.สส. ตัดสินใจเพื่อจะได้เข้าพบพร้อมกัน จึงรอเพียง ผบ.สส. รับนัด เพราะได้ติดต่อมาทั้งวัน แต่ติดต่อไม่ได้

“ผมจะติดต่อต่อไป เพื่อจะได้ปฏิรูปการเมืองให้เสร็จสิ้นก่อนจะไปเลือกตั้ง” นายสุเทพ ระบุ

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี