
เตือน"สุเทพ"อย่าบี้สุดซอยหวั่นสงครามจลาจล
แม้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะยอมยุบสภาคลี่คลายวิกฤตไปอีกเปลาะ แต่สถานการณ์ก็ยังอึมครึมเมื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศจะชุมนุมต่อจนกว่ายิ่งลักษณ์จะลาออกจากนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางตั้งรัฐบาลรักษาการ
แม้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะยอมยุบสภาคลี่คลายวิกฤตไปอีกเปลาะ แต่สถานการณ์ก็ยังอึมครึมเมื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศจะชุมนุมต่อจนกว่ายิ่งลักษณ์จะลาออกจากนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางตั้งรัฐบาลรักษาการ
ด้าน ศ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า แม้ขณะนี้รัฐบาลจะประกาศยุบสภาแล้ว แต่เห็นว่าเหตุการณ์ต่างๆ จะยังไม่ยุติลงง่ายๆ เพราะรัฐบาลยังไม่รับข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ดังนั้น จึงต้องรอดูท่าทีจากแกนนำ กปปส. ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งคงไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน
“โดยเฉพาะเหตุการณ์ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งมีคนของรัฐบาล ได้กระทำการไม่สมควร โดยใส่ชุดดำถวายพระพรออกทีวีเผยแพร่ไปทั่วประเทศ ถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ชาวจุฬาฯ ต้องออกมาทำหน้าที่รวมตัวเพื่อปกป้อง ซึ่งการรวมตัวครั้งนี้มาด้วยใจ” ศ.บวรศักดิ์ กล่าว
ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อมีการยุบสภา ความชอบธรรมก็กลับมาสู่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่สุเทพยังเรียกร้องต่อให้มีรัฐบาลกลางขึ้นมา ซึ่งการลาออกมี 2 ขั้นตอน คือ นายกรัฐมนตรีลาออกคนเดียว ให้รองนายกฯ รักษาการ ซึ่งอาจจะเป็น กิตติรัตน์ ณ ระนอง หรือ ยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกฯ จากพรรคชาติไทยพัฒนา ให้มาเป็นรักษาการนายกฯ ตาอยู่ก็ได้จนกว่าจะมีการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่
“ถ้า กปปส.บี้สุดขีดให้ ครม.ลาออก ฝ่ายที่อยู่กับเพื่อไทย 15 ล้านคน เขาก็จะรู้สึกไม่ดี มวลชนเขาพี่น้องเสื้อแดงก็ต้องออกมาแน่ และขณะนี้ก็เป็นสุญญากาศ และรัฐบาลรักษาการก็เป็นเป็ดง่อย ทหารก็ไม่รู้จะฟังคำสั่งใคร มันก็จะเกิดจลาจล ผมกลัวว่ามันจะเกิดสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ ประหัตประหารไม่จบสิ้น และอาจถึงขั้นเปลี่ยนแปลงการปกครองเลยก็ได้ และนานาชาติก็จะเข้าแทรกแซง” ไชยันต์ กล่าว
ตระกูล มีชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ผู้ชุมนุมที่ร่วมเดินกับคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) วานนี้ ไม่ได้ต้องการหยุดแค่ปล่อยให้รัฐบาลยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ แต่ต้องการให้มีการปฏิรูปการเมือง เนื่องจากได้มองข้ามการเมืองระบบพรรคไปแล้ว และรู้ดีว่าหากปล่อยไปในรูปแบบนี้ ในอนาคตพรรคเพื่อไทยก็จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีก และก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีพฤติกรรมแบบเดิมๆ ต่อไปในอนาคต ขณะที่ผู้ชุมนุมเองก็เบื่อพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน เพราะฉะนั้นเชื่อว่าการชุมนุมจะยังไม่จบ จนกว่าเป้าหมายการปฏิรูปประเทศจะสำเร็จ
“รัฐบาลเองรู้ดีว่าถนัดในการเลือกตั้งมากกว่า จึงใช้การเข้าสู่การเลือกตั้งรอบใหม่ และแสดงความได้เปรียบทางการเมือง ส่วนท่าทีของคุณสุเทพก็ชัดเจนว่าไม่ต้องการเจรจากับรัฐบาล และจะไม่สามารถยุติได้ เพราะให้คำมั่นกับประชาชนและผู้ชุมนุมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพราะฉะนั้นเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าต่อไป”
ตระกูล เสนอแนะว่า กปปส.ควรจำกัดวงเป้าหมายการปฏิรูปประเทศให้แคบกว่านี้ โดยควรยกเลิกการเสนอขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ เพราะจะทำให้เกิดช่องโหว่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีได้ง่าย โดยควรมุ่งเน้นไปที่การใช้อำนาจของ “ปวงชน” ตามมาตรา 3 เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองต่อไป นอกจากนี้ควรจำกัดเป้าหมายการปฏิรูป โดยอาจเริ่มจากการจัดการและการป้องกันนักการเมืองคอร์รัปชั่นเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะขยายวงไปยังเรื่องการปฏิรูปตำรวจ หรือการกระจายอำนาจ ซึ่งละเอียดอ่อนและมีรายละเอียดมากกว่า ผู้ชุมนุมจึงควรเดินทีละขั้นๆ แล้วค่อยเปิดเป้ากว้างขึ้นต่อไป
นอกจากนี้ ตระกูลยังวิเคราะห์อีกว่า การที่นายกรัฐมนตรีแสยะยิ้มหลังแถลงยุบสภานั้น แสดงชัดเจนว่าไม่มีความจริงใจ ขณะเดียวกันรัฐบาลยังนำนักวิชาการที่มีแนวคิดตรงกัน ใช้พื้นที่ช่อง 11 โจมตีผู้ชุมนุม และทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นเร็วที่สุด โดยไม่ได้มีการปฏิรูปการเมือง จะส่งผลเสียและทำให้การประนีประนอมยากขึ้นมาก
เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้พลังของประชาชนถือเป็นชัยชนะระดับหนึ่งแล้ว เพราะสามารถทำให้รัฐบาลตัดสินใจยุบสภา และได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนตั้งแต่รัฐบาลผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง ว่าการชุมนุมครั้งนี้สามารถใช้พลังประชาชนเปลี่ยนแปลงประเทศได้
อย่างไรก็ตาม ไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรี เพราะการยุบสภาและรักษาการต่อนั้นเป็นไปตามแนวทางที่กฎหมายกำหนดไว้ ให้รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาการต่อ เพราะฉะนั้นไม่ควรเดินออกนอกระบบที่วางไว้ ทั้งนี้ เห็นว่าข้อเสนอที่เป็นไปตามระบบหลังจากนี้ หากผู้ชุมนุมคิดว่าการยุบสภายังไม่ใช่การรับผิดชอบที่ดีพอ ก็ควรเรียกร้องให้ตระกูลชินวัตรเว้นวรรคทางการเมืองมากกว่า
เดชรัต กล่าวอีกว่า การชุมนุมที่เรียกร้องให้นำมาตรา 3 และมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าเป็นความคิดเห็นร่วมกันนั้นอาจสร้างปัญหาในอนาคต เพราะหากกลุ่มอื่นเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกัน ก็จะต้องใช้อำนาจเหล่านี้ไปไม่รู้จบ ซึ่งประชาชนควรได้รับโอกาสในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมากกว่า โดยหากจะตั้งสภาประชาชนก็ควรอาศัยช่องทางที่มีตามระบบ







