posttoday
ชงสภาประชาชนไม่เอา ม.7

ชงสภาประชาชนไม่เอา ม.7

09 ธันวาคม 2556

เดชรัตน์ สุขกำเนิด นักวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ปรเมศวร์ มินศิริ นักกิจกรรมเครือข่ายภาคประชาชน จัดเสวนา “ชี้ทางออกประเทศไทย” เสนอทางเลือกที่ 3 จัดตั้ง “สภาประชาชน” ถ่วงดุลกับระบบเสียงข้างมาก แต่ยังคงยึดโยงกับกลไกระบบรัฐสภา โดยไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งและไม่ใช้กลไกรัฐธรรมนูญมาตรา 3 และมาตรา 7

เดชรัตน์ สุขกำเนิด นักวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ปรเมศวร์ มินศิริ นักกิจกรรมเครือข่ายภาคประชาชน จัดเสวนา “ชี้ทางออกประเทศไทย” เสนอทางเลือกที่ 3 จัดตั้ง “สภาประชาชน” ถ่วงดุลกับระบบเสียงข้างมาก แต่ยังคงยึดโยงกับกลไกระบบรัฐสภา โดยไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งและไม่ใช้กลไกรัฐธรรมนูญมาตรา 3 และมาตรา 7

ทั้งนี้ ปรเมศวร์ ระบุว่า การเสนอแนะทางออกครั้งนี้เป็นการตกผลึกทางความคิดหลังร่วมพูดคุยกับหลายวงเสวนาทั้งนักวิชาการ นักการเมือง กลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อขาว ภาคเอกชน

เดชรัตน์ กล่าวว่า แนวทางการตั้งสภาประชาชนของ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ยังไม่มีความชัดเจนนัก แต่ขอยืนยันว่าเราไม่ต้องการแนวทางที่นำไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญ รัฐประหาร หรือโมเดลสภาประชาชนที่มาแทนที่รัฐสภา แต่มองว่าสภาประชาชนสามารถเกิดขึ้นได้ โดยยังยึดโยงกับรัฐธรรมนูญปี 2550 และระบบรัฐสภาก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม

ปรเมศวร์ อธิบายว่า ขณะนี้มีการใช้ความคิดลักษณะตรรกะวิบัติ คือ เสนอทางเลือกลวงผูกขาดทางออกของสังคมให้เหลือเพียง 2 ทางเท่านั้น เช่น ประกาศว่าหากใครไม่เข้าร่วมการชุมนุมที่ราชดำเนินจะต้องเป็นคนไม่รักชาติ เป็นขี้ข้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือการที่ สุเทพ เสนอให้รัฐบาลโอนอำนาจคืนมายังสภาประชาชน ขณะเดียวกัน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ยืนยันว่าทำไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจใดรองรับ นายกฯ ทำได้เพียงลาออกและยุบสภาเท่านั้น

ปรเมศวร์ ระบุว่า แนวทางของสองฝ่ายข้างต้นนั้นเหมือน สุเทพ และ ยิ่งลักษณ์ พูดกันคนละเรื่อง จำกัดทางออกเพียง 2 ทาง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว การตั้งสภาประชาชนที่ สุเทพ เริ่มจุดประเด็นขึ้นมานั้น สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้ระบอบกลไกรัฐสภาที่นายกฯ ยึดถือเช่นกัน

เดชรัตน์ กล่าวว่า ดังนั้นจึงเสนอโมเดลสภาประชาชนที่ใช้ระบอบ “ประชาธิปไตยทางตรง” มา “เติมเต็ม” ประชาธิปไตยแบบตัวแทน ขอย้ำว่า เข้ามาเติมเต็ม ไม่ได้เข้ามาแทนที่ เพราะฉะนั้นสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภายังคงทำหน้าที่ตามปกติ

วิธีการตั้งสภาประชาชนนั้น เดชรัตน์ เสนอให้ประชาชนเข้าชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 ให้เพิ่มหมวดการปฏิรูปประเทศไทย และบัญญัติให้มี “สภาประชาชน” เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จากนั้นให้รัฐบาลประกาศ “ยุบสภา” ให้รัฐบาลรักษาการจัดให้มีการเลือกตั้ง หลังจากนั้นประเทศจะเข้าสู่ระบบ “ปฏิรูป 3 ประสาน” ประกอบด้วย 1.รัฐสภา 2.สภาประชาชน ที่มาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดการปฏิรูป และ 3.สภาปฏิรูป ในรูปแบบคณะกรรมการไม่ถาวร ทำหน้าที่เสนอแนะแนวทางวิชาการการปฏิรูป

“ระบบรัฐสภาเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม แต่ในเมื่อตัวแทนเสียงข้างมากที่มาจากประชาธิปไตยทางอ้อมทำหน้าที่ไม่ชอบธรรม ไม่ทำหน้าที่ตามที่ให้สัญญากับประชาชน เราก็ต้องใช้ระบบประชาธิปไตยทางตรงมาถ่วงดุลกับเสียงข้างมากที่ต้องไม่ใช่เพียงการแสดงออกบนท้องถนนอย่างที่เราเห็นกัน”

เดชรัตน์ อธิบายว่า สภาประชาชนที่เสนอจะเป็นองค์กรที่มาใช้อำนาจประชาธิปไตยทางตรงดังกล่าว โดยกลไกเสนอร่างกฎหมายต่างๆ ยังใช้กลไกการเสนอผ่านสภาและวุฒิสภาตามปกติ แต่สภาประชาชนนั้นจะมีอำนาจ “การยับยั้งการตัดสินใจ” โดยสามารถรวบรวมรายชื่อถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบธรรม และขณะเดียวกันสภาประชาชนยังสามารถถ่วงดุลการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภาด้วยการรวมรายชื่อขอให้รัฐบาลจัดการลง “ประชามติ” ชี้ชะตาร่างกฎหมายที่สำคัญแต่ละฉบับด้วย

ปรเมศวร์ อธิบายว่า นอกจากมีอำนาจในการเข้าชื่อถอดถอน เสนอร่างพร้อมทั้งติดตามความคืบหน้าของร่างกฎหมายแล้ว หากกฎหมายฉบับใดรัฐสภาปัดตกไป สภาประชาชนสามารถเสนอให้มีการจัดทำ “ประชามติ” ถามคนทั้งประเทศเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนใช้อำนาจประชาธิปไตยทางตรงตัดสินใจต่อร่างกฎหมายฉบับนั้น รวมถึงร่างกฎหมายที่ขัดกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม หากรัฐสภายอมโหวตผ่าน สภาประชาชนก็สามารถรวมรายชื่อยับยั้ง โดยการขอประชามติคนทั้งประเทศเช่นกัน

ดังนั้น ภาคประชาชนส่วนใดที่ต้องการเสนอร่างกฎหมายในประเด็นใด เช่น การปฏิรูปที่ดินก็สามารถมารวมตัวผ่านสภาประชาชนเพื่อเสนอร่างกฎหมายได้มีพลังมากยิ่งขึ้น จากเดิมจะเห็นได้ว่าร่างกฎหมายที่มาจากประชาชนถูกผลักดันผ่านรัฐสภาน้อยมาก หลายร่างอยู่ในลำดับท้าย ถูกดองนานหลายปี หรือถูกปัดตกไป แต่หากเป็นร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์ทางการเมืองต่อรัฐบาล กลับมีการเลื่อนโหวตรวดเร็วทันใจ ดังนั้นสภาประชาชนจะเป็นกลไกที่ยับยั้งการเสนอร่างกฎหมายไม่ชอบธรรมของรัฐสภาและผลักดันร่างกฎหมายภาคประชาชน

เดชรัตน์ เพิ่มเติมว่า รูปแบบสภาประชาชนจะมีโครงสร้างฝ่ายบริหาร ฝ่ายธุรการ มีการแต่งตั้งประธาน แต่ไม่มีอำนาจการตัดสินใจเท่ากลุ่มประชาชนที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ โดยแต่ละภารกิจและข้อเรียกร้องจะมีหลายกลุ่มสลับสับเปลี่ยนเข้ามาผลักดัน อาทิ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มที่ต้องการปฏิรูปที่ดิน หากต้องการผลักดันร่างกฎหมายใดก็เข้ามาทำงานติดตามเรื่องของตนเองผ่านสภาประชาชนได้ และเมื่อร่างกฎหมายผลักดันจนบรรลุแล้ว กลุ่มคนดังกล่าวก็สามารถถอนตัวจากองค์กร เพื่อเปิดให้กลุ่มอื่นเข้ามาผลักดันร่างกฎหมายที่ต้องการต่อ โดยมีคนทำงานประจำต่อเนื่องในองค์กรช่วยปฏิบัติหน้าที่

สำหรับงบประมาณในการจัดทำประชามตินั้น ปรเมศวร์ บอกว่า สมัยก่อนอาจกังวลว่าทำประชามติแต่ละครั้งเป็นเรื่องใหญ่ ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในปัจจุบันทำให้มีหลายช่องทางในการลงมติแต่ละเรื่อง โดยอาจใช้วิธีการอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนโดยพิมพ์ลายนิ้วมือออนไลน์เพื่อลงโหวตต่อร่างกฎหมายฉบับต่างๆ

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน