
สื่อนอกเผยจุดอ่อนประเทศไทยการเมืองป่วน เศรษฐกิจป่น
เป็นที่ชวนตื่นตะลึงให้กับสื่อมวลชนจากทั่วโลกไม่น้อย เมื่อจู่ๆ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ดุเดือดเลือดพล่านมาตลอดหลายวัน
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
เป็นที่ชวนตื่นตะลึงให้กับสื่อมวลชนจากทั่วโลกไม่น้อย เมื่อจู่ๆ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ดุเดือดเลือดพล่านมาตลอดหลายวัน ได้หวนกลับเข้าสู่ภาวะความสงบลงในพริบตา เพื่อหลีกทางให้กับงานเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ผ่านพ้นไปเมื่อวานนี้
ถึงกระนั้นในสายตานักวิเคราะห์จำนวนมากก็ยังคงมองว่า ภาวะความสงบนี้ “เป็นเพียงแค่การพักยกชั่วคราวเท่านั้น” และในอนาคตต่อจากนี้ไปเป็นสิ่งที่น่าจับตาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอุณหภูมิความตึงเครียดทางการเมืองที่อาจกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เนื่องจากฝ่ายแกนนำผู้ต่อต้านรัฐบาลได้ประกาศลั่นไว้แล้วว่า ในวันนี้จะเดินหน้าขับไล่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และระบอบทักษิณ ให้สิ้นซากไปจากผืนแผ่นดินสยามพร้อมกับจัดตั้ง “สภาประชาชน” ขึ้น
แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีใครอาจคาดเดาได้ว่าในอนาคตจะเป็นฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายกำชัยชนะในสมรภูมิการเมืองครั้งนี้ แต่สื่อและนักวิเคราะห์ชั้นเซียนจากต่างชาติต่างฟันธงไปในทิศทางเดียวกันแล้วว่า “ผู้ที่พ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้อย่างยับเยินคือ เศรษฐกิจไทย”
เนื่องจากแม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะคุ้นชินกับการเมืองไทยมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงหลังจากการเกิดรัฐประหารในปี 2006 แต่การลุกฮือขึ้นประท้วงขับไล่รัฐบาลครั้งใหญ่สุดในรอบ 3 ปี และส่อแววว่าอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กลับเกิดขึ้นตรงกับช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างหนักพอดิบพอดี โดยไตรมาส 3 ที่ผ่านมาจีดีพีไทยขยายตัวได้แค่ 2.7% เท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถือเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 5 ไตรมาสหลังสุด ส่วนไตรมาส 2 ที่ผ่านมา หดตัวลงถึง 0.3%
เนื่องจากภาคการส่งออกการบริโภคภายในขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ อีกทั้งโครงการการลงทุนเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐ ภายใต้ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ก็ต้องสะดุดลง เพราะต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ในขณะเดียวกัน ปัญหาการเมืองก็ยังกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นความหวังของเศรษฐกิจในประเทศที่หลงเหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายปีที่เป็นช่วงไฮซีซั่นที่นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวมากที่สุด
ขณะนี้บริษัททัวร์และนักท่องเที่ยวหลายประเทศ ต่างเริ่มยกเลิกแผนการเดินทางมาเยือนไทยแล้ว หลังจากที่รัฐบาลกว่า 37 ประเทศทั่วโลกได้ออกประกาศคำเตือนให้หลีกเลี่ยงระมัดระวังการเดินทางมายังไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นจากการชุมนุม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 4 คน บาดเจ็บอีกกว่า 50 คน เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วนของเศรษฐกิจในประเทศเกือบถึง 10% ของจีดีพี และยังถือเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่เหลืออยู่ในขณะนี้ หลังจากที่ภาคการส่งออก ซึ่งคิดเป็น 60% ของจีดีพีไม่สามารถขยายตัวได้ตามเป้าที่วางไว้ ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจตะวันตกเริ่มฟื้นขึ้นบ้างแล้วก็ตาม โดยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ภาคการส่งออกไทยหดตัวลง 0.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
“ข่าวร้ายสำหรับไทยคือ ตอนนี้เป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยวที่พีกที่สุด ดังนั้น หลายๆ สิ่งจึงไม่ดีกับไทยเลย” คริสทอล ถัน นักวิเคราะห์จากแคปปิตอลอีโคโนมิกส์ กล่าวให้สัมภาษณ์กับวอลสตรีท เจอร์นัล พร้อมกับเสริมว่า แม้รายได้จากการท่องเที่ยวจะคิดเป็นสัดส่วนโดยตรงต่อจีดีพีถึง 7-8% แต่เมื่อรวมกับรายได้จากภาคอุตสาหกรรมการบิน การขนส่ง จะช่วยสร้างรายได้ให้กับจีดีพีทางอ้อมมากถึง 15%
นอกจากนี้ ยิ่งเมื่อมีปัจจัยความเสี่ยงจากภายนอก โดยเฉพาะการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะชะลอการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ก็อาจทำให้เศรษฐกิจไทยต้องตกอยู่ในสภาวะสะบักสะบอมยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจากคาดว่าไทยจะยิ่งประสบปัญหาเงินทุนไหลออกมากขึ้น
นิโคลัส สปีโล กรรมการผู้จัดการบริษัท สปีโล โซเวอร์เรนจ์ สแตรทจี จากอังกฤษ กล่าวว่า แม้ว่าไทยจะไม่ได้มีแรงกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อและมีสถานะการคลังอ่อนแอเหมือนอินเดียและอินโดนีเซีย แต่ไทยก็ยังถือเป็นประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่แห่งหนึ่งที่เสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากการถอนคิวอีของเฟดมากที่สุดแห่งหนึ่ง
เนื่องจากที่ผ่านมาไทยถือเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์จากภาวะทุนไหลเข้ามากที่สุดแห่งหนึ่ง เห็นได้จากหนี้บริษัทเอกชนและหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ต่อให้ไม่มีปัญหาการเมือง เศรษฐกิจไทยก็เสี่ยงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ด้วยเหตุทั้งหมดทั้งมวลนี้ นักลงทุนต่างชาติจึงมีความหวาดหวั่นและอ่อนไหวกับปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นครั้งนี้มากเป็นพิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะเกรงว่าจากปัจจัยทั้งหมดที่ผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน “จะส่งผลร้ายถึงทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว” ซึ่งถือว่าต่างจากครั้งที่ผ่านๆ มา ที่เป็นเพียงผลกระทบแค่ในระยะสั้นเท่านั้น
บลูมเบิร์กรายงานว่าในเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติได้ขนเงินทุนออกจากตลาดหุ้นของไทยมากถึง 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.8 หมื่นล้านบาท) สูงสุดในบรรดาตลาดหุ้นใน 10 ประเทศของเอเชีย
“นักลงทุนเริ่มหวาดวิตกกับปัญหาความเสี่ยงจากการเมืองไทยมากขึ้น ขณะที่แม้ว่าไทยจะเผชิญกับปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองมาในอดีต แต่ความตึงเครียดทางการเมืองรอบล่าสุดอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวเลยทีเดียว และร้ายที่สุดยังอาจกลายเป็นทศวรรษที่สูญหายเลยทีเดียว” เฟรเดอริก นูแมน หัวหน้านักวิเคราะห์ร่วมจากธนาคารเอชเอสบีซี สาขาฮ่องกง กล่าว
สอดคล้องกับรายงานของมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดังระบุในรายงานในสัปดาห์นี้ว่า ปัญหาการลุกฮือขึ้นประท้วงทางการเมืองมีความเป็นไปได้ที่จะทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2014 แล้ว
นอกจากนี้ รายงานของบริษัทจัดอันดับชื่อดังยังเผยต่ออีกว่า ความตึงเครียดทางการเมืองที่ร้อนระอุขึ้นและเป็นไปอย่างยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติ และภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันการชะลอการลงทุนของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในปีหน้าและในอนาคตหลังจากนั้นอีกด้วย
จากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนฉุดรั้งไทยจาก “ดาวเด่น” ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ให้กลายเป็น “ดาวร่วง” ถือเป็นการพลาดโอกาสงามๆ ในการเร่งรุดหน้าพัฒนาประเทศเป็นอย่างยิ่ง
เพราะในขณะที่ไทยกำลังอลเวงกับปัญหาการเมืองภายในประเทศ เหล่าบรรดาประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง ฟิลิปปินส์ และพม่า กลับอยู่ในช่วงเวลาที่สดใส ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างร้อนแรง ขณะที่สภาวะการเมืองก็มีเสถียรภาพมากขึ้น
บราฟวา เซกัล หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก จากฟรอนเทียร์ สแตรทจี กรุ๊ป ในสิงคโปร์ ระบุว่า ปัญหาความวุ่นวายในเมืองไทยอาจทำให้บรรษัทข้ามชาติเริ่มหันมาประเมินแผนการลงทุนในไทยใหม่
“สิ่งที่รัฐบาลจะต้องโฟกัสให้ดีคือ การพาประเทศออกจากวิกฤต มิเช่นนั้นการลงทุนอาจจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และนั่นจะสร้างแรงกดดันให้กับภาคการส่งออกมากขึ้น ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” เซกัล กล่าวให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล
ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าวิกฤตการเมืองในไทยครั้งนี้ ไม่ว่าใครจะได้ชัยชนะไป แต่เศรษฐกิจไทยคือผู้แพ้อย่างแท้จริง







