
ฉีกหน้ากาก "ลุงแซม" ปราบม็อบไทย โอ๋ม็อบยูเครน
แม้สถานการณ์วิกฤตการเมืองไทยจะหยุดพักรบลงชั่วคราวในวันนี้ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
แม้สถานการณ์วิกฤตการเมืองไทยจะหยุดพักรบลงชั่วคราวในวันนี้ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่สำหรับประเด็นการรายงานและท่าทีของต่างชาติที่มีต่อสถานการณ์ในแดนสยามเมืองยิ้มตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายแสดงความเคลือบแคลงสงสัยไม่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สื่อต่างชาติ รวมถึงรัฐบาลบางประเทศที่ชอบอ้างตัวว่ายืนอยู่ข้างประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอย่างสหรัฐ มักจะแสดงทีท่าว่าการลุกฮือขึ้นประท้วงรัฐบาลของประชาชนคนไทยเป็นไปใน “แง่ลบ”
มิหนำซ้ำยังวิจารณ์อย่างไม่รู้จักตื้นลึกหนาบางในเรื่องการเมืองไทยว่า วิกฤตการเมืองในไทยเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางชนชั้นระหว่างคนชั้นกลาง อภิสิทธิ์ชนในเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่ที่ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กับมวลชนคนต่างจังหวัดและรากหญ้าที่สนับสนุนรัฐบาล ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วการสรุปเช่นนั้นยังไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้จริง
โทนี คาตาลุชชี เขียนลงในเว็บไซต์ข่าวทางเลือก แอคทิวิสต์โพสต์ ในบทความที่ชื่อว่า เรื่องเล่าของ 2 การประท้วง :ยูเครน กับ ไทย ว่า ขณะนี้สื่อตะวันตกหลายสำนัก รวมถึงรัฐบาลสหรัฐ กำลังรายงานสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองของไทยอย่างไม่เป็นธรรม มีอคติ โดยเห็นได้จากเหตุประท้วงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในยูเครน สื่อตะวันตกหลายสำนักเลือกที่จะชื่นชม แต่เหตุประท้วงในเมืองไทยกลับกลายเป็นว่าถูกตำหนิติเตียน
คาตาลุชชี ระบุว่า การประท้วงที่เกิดขึ้นในยูเครนและไทยมีจุดคล้ายคลึงกัน นั่นคือการที่ผู้ชุมนุมพยายามที่จะเข้ายึดทำเนียบฯ และที่ทำการของรัฐบาล ทว่าสื่อตะวันตกกลับยกย่องให้การชุมนุมในลักษณะดังกล่าวในยูเครนเป็นสิ่งที่ชอบธรรม แต่ของไทยกลับถูกต่อว่าและถูกวิจารณ์ไปในทางลบ
เห็นได้จากการพาดหัวข่าวและการบรรยายเหตุการณ์ของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นจากสหรัฐ ที่เน้นรายงานข่าวการประท้วงในยูเคนไปในทิศทางว่า “เจ้าหน้าที่รัฐกำลังใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วงรัฐบาล”
นอกจากนี้ ทางสถานทูตสหรัฐในกรุงเคียฟของยูเครน ยังได้ออกแถลงการณ์ปกป้องผู้ชุมนุม โดยวิจารณ์และตำหนิการใช้กำลังต่อผู้ประท้วงของฝ่ายรัฐบาล
ตรงกันข้ามกับกรณีการประท้วงของไทยที่สถานทูตสหรัฐในกรุงเทพฯ กลับออกมาระบุว่า “การใช้ความรุนแรงและการยึดสถานที่สาธารณะและทรัพย์สินเอกชน เป็นวิธีที่ไม่อาจยอมรับได้ ในการแก้ไขปัญหาความแตกต่างทางการเมือง”
ด้านสื่อตะวันตก เช่น หนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดียน จากอังกฤษ รายงานไปในทิศทางว่า “เหตุปะทะในไทย : นายกรัฐมนตรีต้องหลบหนีผู้ประท้วงที่ใช้ความรุนแรง กำลังลุกฮือ”
คาตาลุชชี อธิบายถึงเหตุผลว่า ทำไมรัฐบาลและสื่อจากตะวันตกถึงปกป้องรัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า จริงๆ แล้ว ตะวันตกไม่ใช่เพียงแต่จะหนุนหลังรัฐบาลปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังรวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีกด้วย โดยได้หนุนหลังมาเป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว
นอกจากนี้ ก่อนที่ทักษิณจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 20012006 ทักษิณเองก็เคยทำหน้าที่ในการเชื่อมกลุ่มทุนจากลอนดอนและวอลสตรีทให้เข้ามาแสวงหาโอกาสในเมืองไทย
เท่านั้นยังไม่พอ รายงานยังระบุว่า อดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนดังกล่าวยังเคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของ บริษัท คาร์ยีล กรุ๊ป ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นเจ้าตัวยังดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่
“ในเดือน เม.ย. 1998 ในขณะที่ไทยกำลังจมอยู่กับวิกฤตเศรษฐกิจ ทักษิณพยายามใช้สายสัมพันธ์ของตัวเองในสหรัฐในการพยายามสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง โดยผ่านการจัดตั้งพรรคไทยรักไทย และเจ้าตัวยังเชิญ จอร์จ บุช ผู้พ่อ มาเยือนกรุงเทพฯ และบ้านของตนเอง พร้อมกับกล่าวว่า ภารกิจของตนเองคือการทำหน้าที่จับคู่ระดับชาติ ระหว่างกลุ่มตลาดทุนในสหรัฐกับนักธุรกิจไทย” คาตาลุชชี ระบุ
ในทันทีที่ทักษิณก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศในปี 2001 เจ้าตัวก็เริ่มให้ผลต่างตอบแทนการสนับสนุนของสหรัฐต่างๆ มากมาย อาทิ ในปี 2003 ที่ทักษิณตัดสินใจส่งกองทัพไปร่วมรบในภารกิจสงครามในอิรัก ทั้งๆ ทางกองทัพและประชาชนต่างไม่เห็นด้วย ขณะเดียวกัน ทักษิณก็อนุญาตให้หน่วยซีไอเอใช้ไทยเป็นฐานในโครงการส่งผู้ร้ายข้ามรัฐอย่างปิดลับ
นอกจากนี้ ในปี 2004 ทักษิณก็เดินหน้าผลักดันกรอบการเจรจาจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยสหรัฐ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบต่อสภา ซึ่งกรอบข้อตกลงนี้ได้รับการสนับสนุนจากสภาหอการค้าสหรัฐอาเซียน
ทั้งนี้ สภาหอการค้าสหรัฐอาเซียน ประกอบไปด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่จากสหรัฐทั้งสิ้น อาท3 เอ็ม โบอิ้ง คาร์กิล ซิตี้กรุ๊ป จีอี ไอบีเอ็มมอนซานโต เจ.พี.มอร์แกน โกลด์แมน แซคส์ เชฟรอน แอกซอน จีเอสเค ฟิลลิป มอร์ริส
ภายหลังจากที่ทักษิณโดนทหารยึดอำนาจในปี 2006 เหล่าบริษัทการเงินชั้นนำของสหรัฐก็กลายเป็นบริษัทที่คอยล็อบบี้วิ่งเต้นให้กับทักษิณ ไม่ว่าจะเป็น เคเน็ต อาเดลแมน ของอาเดลแมน พีอาร์ เจมส์ เบเกอร์ จากบริษัท เบเกอร์ บ็อทส์ และปัจจุบันคือ โรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม จากบริษัท อัมเตอร์ดัม แอนด์ เพอร์ออฟ
อัมเตอร์ดัมได้กลายเป็นตัวแทนให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงของทักษิณ และปัจจุบันก็จะหารือพบกับกลุ่มนักวิชาการที่ชื่อว่า “นิติราษฎร์” ในขณะเดียวกัน พลังสนับสนุนทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงก็มาจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ โดยผ่านมาทางกองทุนเพื่อประชาธิปไตย เช่น องค์กรเอ็นจีโอ
คาตาลุชชีจึงสรุปว่า เป็นที่ชัดเจนว่าตะวันตกกำลังลงทุนลงแรงและเวลากับระบอบทักษิณอย่างมาก และการที่สหรัฐออกมาตำหนิกลุ่มผู้ประท้วงก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ตะวันตกกำลังออกมาปกป้องผลประโยชน์จากการลงทุนของตนเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับหลักการอย่างการปกครองโดยกฎหมาย หรือ “นิติรัฐ” และประชาธิปไตยใดๆ ทั้งสิ้น
ในทางตรงกันข้าม การที่สื่อและรัฐบาลตะวันตกกำลังออกมาหนุนผู้ประท้วงรัฐบาลยูเครน ก็เพราะว่าตนเองได้ประโยชน์จากการลุกฮือดังกล่าวเต็มๆ โดยเฉพาะการกดดันให้รัฐบาลกรุงเคียฟหันมาเข้าข้างตะวันตก เช่น สหรัฐ และสหภาพยุโรป เพื่อปลดแอกจากการครอบงำของรัสเซีย ซึ่งเป็นคู่อริทางการเมืองของชาติตะวันตกมาช้านาน
ขณะที่สื่อต่างชาติอื่นๆ ที่เสนอมุมมองต่อการแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองไทยก็ทยอยออกมาให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดสำนักข่าวซินหัว กระบอกเสียงของจีน เสนอแนะว่า ปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบันอาจเป็นผลพวงมาจากการนำระบอบการเมืองแบบตะวันตกมาใช้ทั้งดุ้น ซึ่งไม่เหมาะกับไทยและทำให้ไทยก้าวเข้าสู่วงจรความขัดแย้งเดิมๆ
เนื่องจากกลไกการจัดการความขัดแย้งในแบบตะวันตกไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเผชิญหน้าในสังคมของประเทศด้อยพัฒนาได้ และปัจจุบันโลกก็ยังไม่มีตัวแบบที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาออกมาให้เห็นเลย
ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องการคือ การประสบความสำเร็จในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพราะจะช่วยเกื้อหนุนการพัฒนาทางสังคมและปูทางไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย
กระนั้นก็ตาม แม้ไทยจะไม่ตกเข้าสู่วังวนความขัดแย้งในระยะยาว แต่แน่นอนว่าจะต้องมีการปฏิรูปเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งที่ไทยควรตระหนักคือ การสร้างระบบการเมืองขึ้นมาในแบบของตนเอง พร้อมกับเรียนรู้จากที่อื่นๆ ไปด้วยในตัว
เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่แม้จะไม่ได้รับการยกย่องจากตะวันตกว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ระบบการเมืองของแดนลอดช่องก็สามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับคนในชาติได้อย่างแท้จริง
จึงเป็นโจทย์และคำแนะนำที่ไทยน่าจะลองสดับตรับฟังไม่น้อย







