posttoday
ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (ภาค2)

ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (ภาค2)

02 ธันวาคม 2556

ในตอนที่ 1 ผมได้เล่าไปแล้วว่า ประเทศไทยมีการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ พลังงานชีวมวล (เช่น ของเหลือใช้จากการเกษตร) ก๊าซชีวภาพ (เช่น มูลสัตว์) ขยะ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้กลไกราคาการรับซื้อที่เรียกว่า “ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า” ของพลังงานประเภทต่างๆ โดยรัฐได้กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าต่อ 1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ดังนี้ พลังงานชีวมวล 0.30-0.50 บาท ก๊าซชีวภาพ 0.30-0.50 บาท ขยะ 2.50-3.50 บาท พลังงานน้ำขนาดเล็ก 0.80-1.50 บาท พลังงานลม 3.50-4.50 บาท และพลังงานแสงอาทิตย์ 8 บาท

ในตอนที่ 1 ผมได้เล่าไปแล้วว่า ประเทศไทยมีการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ พลังงานชีวมวล (เช่น ของเหลือใช้จากการเกษตร) ก๊าซชีวภาพ (เช่น มูลสัตว์) ขยะ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้กลไกราคาการรับซื้อที่เรียกว่า “ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า” ของพลังงานประเภทต่างๆ โดยรัฐได้กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าต่อ 1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ดังนี้ พลังงานชีวมวล 0.30-0.50 บาท ก๊าซชีวภาพ 0.30-0.50 บาท ขยะ 2.50-3.50 บาท พลังงานน้ำขนาดเล็ก 0.80-1.50 บาท พลังงานลม 3.50-4.50 บาท และพลังงานแสงอาทิตย์ 8 บาท

ซึ่งในประเด็นนี้เองได้เกิดข้อสังเกตว่า การกำหนดราคาที่แตกต่างกัน ตามต้นทุนการผลิตที่แตกต่างกันนั้นนำมาสู่การสูญเสียทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การใช้เงิน 8 บาท เพื่อซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์นั้น เราจะได้ไฟฟ้าเพียง 1 กิโลวัตต์ชั่วโมง แต่เงินจำนวนเดียวกันนี้ หากนำไปซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานชีวมวลหรือก๊าซชีวภาพที่มีราคาถูกกว่า เราจะได้ไฟฟ้ามากกว่าถึง 18 เท่า

ตารางข้อมูลแสดงให้เห็นถึงปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่างๆ เทียบกับเป้าหมายของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2555-2573 (หรือที่เรียกกันว่าแผน PDP 2555-2573) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงข้อผิดพลาดในการดำเนินการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนและนำมาสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ตามมา

ตารางข้างต้นแสดงให้เห็นว่า การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปี พ.ศ. 2556 นั้น เป็นไปตามเป้าหมายเฉพาะพลังไฟฟ้าจากขยะและพลังงานลมเท่านั้น นั่นคือแผนได้กำหนดเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวล 885 เมกะวัตต์ และรับซื้อจริง 1,884.78 เมกะวัตต์ และแผนได้กำหนดเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานก๊าซชีวภาพไว้ 4.2 เมกะวัตต์ และรับซื้อจริง 234.92 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าเกินเป้าหมายมากพอสมควร ก็ถือเป็นเรื่องดีที่เราได้ซื้อไฟฟ้าราคาถูกได้เพิ่มขึ้น แต่สำหรับพลังงานน้ำขนาดเล็กที่ตั้งเป้าไว้ที่ 269.7 เมกะวัตต์นั้น การไฟฟ้าฯ รับซื้อจริงได้เพียง 0.8 เมกะวัตต์เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินงานที่ต่างไปจากแผนงานมาก ส่วนพลังงานลมที่เป็นพลังงานที่มีราคาสูงก็ถือว่าการรับซื้ออยู่ในเป้าหมาย คือเป้าหมายการผลิตอยู่ที่ 260.9 เมกะวัตต์ รับซื้อจริง 254.88 เมกะวัตต์ แต่ที่ร้ายแรงที่สุดคือ พลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นพลังงานที่มีราคาแพงที่สุด โดยได้กำหนดเป้าหมายการผลิตไว้ไม่มากเพียง 540.7 เมกะวัตต์ แต่การไฟฟ้าฯ ก็กลับไปรับซื้อในปริมาณที่สูงถึง 1,865.79 เมกะวัตต์

การดำเนินงานรับซื้อไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนจากแผนการผลิตไปอย่างมากนั้น ได้สร้างความเคลือบแคลงใจว่า ด้วยสาเหตุใดจึงไม่มีการซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนที่มีราคาถูก เช่น พลังงานชีวมวลหรือก๊าซชีวภาพในราคากิโลวัตต์ชั่วโมงเพียง 0.30 บาท แต่กลับไปออกใบอนุญาตให้มีการผลิตไฟฟ้าและรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีราคาแพงแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งบประมาณรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีราคากิโลวัตต์ชั่วโมงละ 8 บาท ตารางข้างต้นแสดงให้เห็นว่า จากงบประมาณการรับซื้อไฟฟ้าทั้งหมดประมาณ 145,882 ล้านบาท การไฟฟ้าฯ ได้ทุ่มเงินสูงถึง 138,569 ล้านบาท หรือร้อยละ 95 ของงบประมาณที่ใช้ซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด เพื่อซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์

ผมได้ทำการศึกษาเบื้องต้นเพื่อคำนวณว่า การที่ประเทศไทยได้อนุมัติให้มีการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานที่มีราคาแพง เช่น พลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ และมิได้เน้นให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ เช่น พลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ หรือพลังงานน้ำขนาดเล็กนั้น ได้สร้างความสูญเสียมากน้อยเพียงใด โดยการคำนวณใช้หลักการว่า การที่การไฟฟ้าฯ ไปรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ในราคา 8 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในขณะที่การไฟฟ้าฯ สามารถนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานชีวมวลในราคาเพียง 0.30 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงได้ ทำให้เกิดการสูญเสียงบประมาณ 7.70 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง จากหลักการนี้การคำนวณพบว่า ในปี พ.ศ. 2556 การรับซื้อไฟฟ้าในโครงการข้างต้นได้สร้างความสูญเสียคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 134,475 ล้านบาท ถึงแม้หากสมมติให้ราคาวัตถุดิบของเหลือใช้ในภาคเกษตรเพิ่มสูงขึ้นบ้างจนทำให้ราคารับซื้อพลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ หรือพลังงานน้ำขนาดเล็กสูงขึ้นเป็น 1.30 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ความสูญเสียก็ยังสูงถึงประมาณ 115,233 ล้านบาท หรือหากจะอนุโลมให้มีการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์บ้าง แต่ไม่ให้เกินจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 260.9 เมกะวัตต์สำหรับพลังงานลม และ 540.7 เมกะวัตต์สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์ ความสูญเสียก็ยังจะสูงถึงประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท

การศึกษามูลค่าการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนนี้เป็นข้อมูลที่รวบรวมได้ยาก เพราะการไฟฟ้าฯ มิได้เปิดเผยมูลค่าการรับซื้อไฟฟ้าให้สาธารณชนทราบโดยทั่วไป ผมจึงต้องทำการคำนวณมูลค่าเหล่านี้เอง ซึ่งหากการคำนวณของผมผิดพลาดไป ก็ต้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลที่ถูกต้องมาเปิดเผยให้สาธารณชนทราบบ้างแล้วกันนะครับ จะได้เป็นที่เข้าใจตรงกัน เพราะตอนนี้วิธีการรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวนับได้ว่าเป็นการสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นในมุมมองของประชาชนทั่วไป เพราะมันเป็นต้นทุนที่สูงและอาจทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟฟ้าสูงเกินความจำเป็น

ในบทความ “พลังงานหมุนเวียน (ภาค 3)” ซึ่งจะเป็นตอนอวสาน ผมจะลองเล่าให้ฟังว่า ใครบ้างที่เป็นผู้ได้ประโยชน์ และใครบ้างที่เป็นผู้เสียประโยชน์จากโครงการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาล

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69