posttoday
จบป่ะล่ะ!!!

จบป่ะล่ะ!!!

01 ธันวาคม 2556

จบยังไง??? กลายเป็นคำถามยอดนิยมเวลานี้ ที่มักจะถูกโยนลงมากลางวงสนทนาแบบไม่ได้นัดหมาย

จบยังไง??? กลายเป็นคำถามยอดนิยมเวลานี้ ที่มักจะถูกโยนลงมากลางวงสนทนาแบบไม่ได้นัดหมาย แถมยังมีประเด็นให้ถกเถียงกันแบบ “ไม่รู้จบ” ว่า “จะจบ” อย่างไร

ชุดข้อมูลไม่ว่าจะ “อินไซด์” หรือ “เอาต์ไซด์” ถูกหยิบยกมาสนับสนุน “สมมติฐาน” ว่าทิศทางอันคุกรุ่นทางการเมืองขณะนี้มันคงจะต้องเดินทางไปถึงจุดหนึ่งจุดใดไม่ช้าก็เร็ววันนี้

ทั้งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์นิติศาสตร์ ไปจนถึงโหราศาสตร์ ทฤษฎีมวลชนต่างๆ ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อหาจุดหมายปลายทางของสิ่งที่กำลังจะเกิด

แน่นอนว่า มันไม่ใช่ “คำถาม” เพื่อที่จะหาว่าใครถูกใครผิด

แต่เป็น “คำถาม” ที่ต้องการจะช่วยหาทางออกกับสถานการณ์ขณะนี้ ที่แม้ยังไม่รู้ว่าจะเดินไปเส้นทางไหน แต่ก็พอจะเห็นเส้นทางข้างหน้าที่เหลืออยู่ไม่กี่ทางให้เลือกเดิน

ยิ่งในวันที่บรรยากาศกำลังอึมครึม สัญญาณหลายอย่างเริ่มชี้ชัดแล้วว่าใกล้ถึงเวลา “ปิดเกม”

หลังวิเคราะห์ “ทางเลือก ทางรอด” แล้ว สุดท้ายก็ต้องนำมาสู่คำถามภาคบังคับอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ว่าเหตุบ้านการเมืองเวลานี้จะหลีกหนีความรุนแรงพ้นหรือไม่

ชัดเจนว่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนคง “ฟันธง” ได้เลยว่า คงอยากจะหลีกหนีการกระทบกระทั่ง จนบานปลายกลายเป็นความรุนแรง ตามสูตรสำเร็จ

ทว่า ในยุคนี้ต่างฝ่ายต่างเคยเป็นทั้งผู้ไล่และผู้ถูกไล่ อ่านอกอ่านใจกันทะลุปรุโปร่ง เรื่องยั่วยุ ให้ใช้กำลัง เรื่องการยื้อให้อ่อนกำลัง ล้วนแต่อ่านกันออกหมด

ประเด็น “ความรุนแรง” ที่ถือเป็นจุดอ่อนที่จะทำให้ฝ่ายที่เปิดฉากต้องเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ โดยเฉพาะฝั่งที่มีอำนาจรัฐในมือเหนือกว่า ต้องระมัดระวังไม่ให้นำไปสู่การปะทะที่จะตกเป็นจำเลย ขณะที่มวลชนเองก็ต้องเลี่ยงไม่ให้เป็นฝ่ายเปิดฉากรุนแรงก่อน ไม่เช่นนั้นจะเปิดช่องให้เป็นข้ออ้างให้ถูกตอบโต้โดยความรุนแรง

ไม่เว้นแม้แต่ยุคนี้ที่ใช้ “อารยะขัดขืน” มาเป็นธงนำในการเคลื่อนไหว ก็ใช่ว่าจะหลีกพ้นความรุนแรงได้เบ็ดเสร็จ

เมื่อเวลานี้ ภาครัฐงัดยุทธศาสตร์ “นิ่งเฉย” มารับมือแนวเคลื่อนไหว “อารยะขัดขืน” หวังให้แนวนี้อ่อนกำลังลงไปเองในวันที่การเคลื่อนไหวทอดเวลายาวนานออกไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ต้องบีบให้มวลชนต้องเปิดเกมหนัก เกมแรงเพิ่มขึ้น และทำลายความชอบธรรมของตัวเองในที่สุด

หลายคนจึงยากจะเชื่อว่ามาตรการ “อารยะขัดขืน” ที่ออกตัวไปได้สวยจะมีพลังพอนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบรรลุเป้าหมาย “ปฏิวัติประชาชน” สังคายนาระบบการเมืองกันใหม่โดยภาคประชาชนชนิดที่ตัดตอนนักการเมืองออกไปจากระบบ

เมื่อหลายคนยังเชื่อแบบเดิมๆ ว่า ความรุนแรงถึงจะเป็นจุดกำเนิดไปสู่สิ่งใหม่ๆ พร้อมไล่เรียงเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาว่าต้องมีความรุนแรงมาเป็นหนึ่งในปัจจัยไปสู่การเปลี่ยนแปลง

แถมยังเปรียบเทียบไปถึงทฤษฎี “บิ๊กแบง” ต้นกำเนิดของกาแล็กซีนั้นมาจากการระเบิดครั้งใหญ่ ดังนั้นการจะก่อกำเนิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นได้ต้องอาศัยพลังการปะทะอันรุนแรง แน่นอนว่าฟังดูไม่เป็นเหตุเป็นผลนัก แต่ก็มีแง่คิดมุมมองอะไรบางอย่างแฝงอยู่

แต่ไม่ว่าผลสุดท้ายจะ “รุนแรง” หรือ “ไม่รุนแรง” ทว่าทางออกที่เห็นรำไรอยู่ตรงหน้าดูจะยังไม่ใช่ทางออกจากความขัดแย้งที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมได้ จุดหมายปลายทางยังวกวนจนทำให้กงล้อประวัติศาสตร์เวียนย่ำซ้ำกลับมาที่เดิม

เพราะเส้นทางออกที่เป็นไปได้ง่ายที่สุดอย่าง การยุบสภา การลาออก ดูจะไม่ใช่คำตอบของการชุมนุมในเวลานี้เสียแล้ว เพราะหากเปิดให้มีการเลือกนายกฯ ใหม่ หรือนำไปสู่การเลือกตั้ง เงื่อนงำปัญหาที่หมักหมมก็ยังไม่ได้คลี่คลายสลายไป

ไม่ว่าพรรคไหนจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล สุดท้ายก็ยากจะหนีพ้นวังวนเดิมๆ ไปได้

ไม่ต้องไปพูดถึง ปฏิวัติ รัฐประหาร ที่การเคลื่อนไหวของบางกลุ่มบางฝ่ายถูกมองว่าเป็นการเชื้อเชิญเปิดประตูให้กองทัพออกมาล้มกระดาน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงนอกจากจะไม่ช่วยล้างระบบแล้ว ยังมีแต่จะทำให้สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น ดังที่เห็นวนเวียนเป็นปัญหาอยู่จนถึงปัจจุบัน

ตัวอย่างไม่ต่างจาก “อียิปต์” ประเทศแรกๆ ในต้นแบบ “อาหรับสปริง” ที่ใช้วิธีทั้งนัดหยุดงาน ชุมนุม เดินขบวน ไปปักหลักชุมนุม (ซิตอิน) จนถูกมองว่าเป็นต้นแบบของบ้านเราเวลานี้ แม้ครั้งหนึ่งจะถูกมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ประสบความสำเร็จนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่เอาเข้าจริงปัญหาของอียิปต์ก็ยังไม่สามารถพาตัวเองหลุดพ้นจากวังวนความขัดแย้งไปได้ ยังเป็นปัญหารุนแรงมาจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น เมื่อย้อนดูปัญหาในบ้านเรา เส้นทางประชาธิปไตยที่เดินมา 81 ปี หลายคนบอกว่ายังย่ำอยู่กับที่ หลายคนบอกว่าเดินหน้าไปแล้วถอยหลังกลับไปไกลกว่าเดิม ชนิดที่ไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรเดิมๆ ไปได้

เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 18 ฉบับ ทั้งเขียน ทั้งฉีก ทั้งแก้ วนเวียนอยู่แบบนี้จนไม่มีวี่แววจะได้จุดสรุปที่ลงตัว ยิ่งไปย้อนดูยิ่งน่าตกใจว่า “วิวัฒนาการ” ที่ผ่านมาเราผ่านมาเกือบหมด ไม่ว่าจะเป็น ระบบเขตเล็ก เขตใหญ่ พวงเล็ก พวงใหญ่ วุฒิสภามาจากเลือกตั้ง แต่งตั้ง แบบผสม ห้าม สส.เป็นรัฐมนตรี ให้ สส.เป็นรัฐมนตรี

จนอดสงสัยไม่ได้ว่า ใช่กรอบกฎหมายที่เป็นปัญหาหรือเป็นที่คนใช้กฎหมาย ยิ่งสมัยนี้เวลานี้ไปไกลกันชนิดกลไกในระบอบการปกครองออกมาประกาศตัวชัดเจนไม่รับอำนาจศาล จนทิศทางบ้านเมืองนี้คงจะอยู่ยากขึ้นจริงๆ อย่างที่หลายคนชอบพูด

ยิ่งในวันที่ชุดข้อมูล อุดมการณ์การเมือง ผลประโยชน์ และอื่นๆ ของแต่ละฝักละฝ่ายยังแตกต่างกันจนยากจะหาจุดร่วมได้ แสงสว่างปลายอุโมงค์คงจะริบหรี่เต็มที

ช่วงนี้ถ้าใครถามว่าเรื่องนี้จะจบยังไง ผมคงได้แต่ตอบว่า “ไม่จบ” จบป่ะล่ะ?!!!?

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน