posttoday
ม็อบออนไลน์จากเฟซบุ๊ก สู่ราชดำเนิน

ม็อบออนไลน์จากเฟซบุ๊ก สู่ราชดำเนิน

01 ธันวาคม 2556

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการชุมนุมทางการเมืองในระยะหลัง สื่อออนไลน์ โดยเฉพาะโซเชียลเน็ตเวิร์กมีบทบาทสำคัญ

โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์, สุภชาติ เล็บนาค

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการชุมนุมทางการเมืองในระยะหลัง สื่อออนไลน์ โดยเฉพาะโซเชียลเน็ตเวิร์กมีบทบาทสำคัญยิ่งในการปลุกพลังมวลชนให้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างมหาศาล และหากย้อนกลับไปในอดีตปี 2535 ยุคพฤษภาทมิฬ การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทหาร โดยการนัดแนะชักชวนของกลุ่มชนชั้นกลางผ่านโทรศัพท์มือถือ นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในการชุมนุมทางการเมืองจนถูกขนานนามว่า ม็อบมือถือที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ

มาคราวนี้โทรศัพท์มือถือก็ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะสื่อกลางที่เชื่อมเข้าสู่โลกออนไลน์และโซเชียลเน็ตเวิร์กมีการสื่อสารแบบวันทูเมนี่ (One to Many) นั่นคือ คนหนึ่งคนสามารถสื่อสารไปยังคนจำนวนมากได้ ทั้งข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว สร้างความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมได้มากขึ้น เป็นการขยายผลในวงกว้างได้อย่างทรงประสิทธิภาพ เมื่อมีส่วนสำคัญในการช่วยระดมคนมาร่วมชุนนุมครั้งประวัติศาสตร์ที่ถนนราชดำเนินเมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา

การใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กมาเป็นเครื่องมือในการประท้วงหรือเรียกร้องได้เริ่มเห็นอย่างชัดเจนจากผู้ชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาว หรือ V for Thailand รวมไปถึงการประท้วงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ จนมาถึงการชุมนุมประท้วงต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่มีการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กหลากหลายช่องทางทั้งทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม กระทั่งการจัดทำไฟล์วิดีโอเผยแพร่ผ่านยูทูบ เพื่อสร้างความเข้าใจแบบง่ายๆ ให้กับประชาชนที่สนใจ จนพัฒนามาเป็นการรวมพลังของมวลชนที่มากที่สุดประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ข้อแตกต่างของม็อบราชดำเนินกับม็อบอื่นๆ ที่ผ่านมาคือ นอกจากการใช้โซเชียล มีเดีย ในการสื่อสารกันในวงกว้างแล้ว ยังมีแม่เหล็กจากคนชั้นนำในสังคมของคนชั้นกลางไม่ว่าจะเป็น นักวิชาการ นักศึกษา ศิลปิน ดารา นักร้อง ช่วยโหมกระแสให้เกิดการตื่นตัวของคนชั้นกลาง และคนรุ่นใหม่ และผลักดันกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า ไทยเฉย หรือคนที่ไม่เคยแสดงออกทางการเมือง ให้มาร่วมการชุมนุมครั้งนี้ด้วย

จุดนี้ถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญ จากเดิมที่คนกลุ่มนี้จะไม่เลือกฝ่าย แต่เมื่อมีช่องทางที่ง่ายต่อการเข้าถึงและแสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดีย การเข้าร่วมของกลุ่มไทยเฉย จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกโซเชียลมีเดียที่เห็นได้ในช่วงเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา จากข้อมูล www.zocialeye.com โดย ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ราคูเท็น ตลาดดอทคอม และผู้เชี่ยวชาญโลกออนไลน์ให้ข้อมูลว่า การใช้ทวิตเตอร์เพิ่มสูงขึ้นเป็นกว่า 8 แสนครั้งต่อวัน เฟซบุ๊กมีข้อความที่เกี่ยวข้องกับการเมืองกว่า 6 แสนครั้ง มีการกด Like ในอินสตาแกรมรวมกว่า 5 แสนครั้ง จากรูปภาพการชุมนุมทางการเมือง

ยังไม่รวมช่องทางเว็บไซต์ต่างๆ ที่เป็นสื่อทางเลือกให้ประชาชนสามารถเลือกบริโภคข้อมูลข่าวสารผ่านทางโลกออนไลน์ได้อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆ แตกต่างจากสื่อกระแสหลักที่มีการนำเสนอข่าวที่ค่อนข้างจำกัด เช่นเดียวกับเว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ www.posttoday.com มียอดเข้าชมต่อวันเฉลี่ยประมาณ 1.5 แสนราย แต่ในช่วงพีคสุดที่มีการชุมนุมพบว่ายอดผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นเกือบ 2 แสนราย

ปรากฏการณ์การใช้สื่อออนไลน์ และโซเชียล มีเดีย เป็นสื่อหลักในการชุมนุม สะท้อนได้จาก คำว่า “สุดซอย” ได้กลายเป็นคำยอดนิยมในชั่วข้ามคืนจนมีหลายคนนำไปล้อเลียน หรือใช้ประโยชน์ในหลายๆ มิติ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าคนไทย ให้ความสนใจ มีบทบาทและส่วนร่วมกับการเมืองมากขึ้น หลายต่อหลายคนใช้พื้นที่บนโซเชียลเป็นพื้นที่ในการแสดงออกของตัวเอง และนั่นทำให้เกิดการบอกต่อ การโน้มน้าวคนรอบตัวมาเป็นแนวร่วม

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ครั้งนี้เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ถือเป็นเครื่องมือหลักในการช่วยกระตุ้นให้คนออกไปชุมนุม เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของผู้ชุมนุมเป็นผู้ที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กมากที่สุด เป็นปรากฏการณ์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงต่อต้านการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาจนมาถึง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็ยิ่งทำให้ข้อมูล เรื่องราว และรูปภาพถูกแชร์ต่อกันมากยิ่งขึ้น กลายเป็นพลังที่ทำให้คนออกมาบนท้องถนนมากในระดับที่คาดไม่ถึง

“โซเชียลมีเดียถือว่ามีอิทธิพลต่อความคิดคนอย่างมาก เนื่องจากเมื่อเห็นคนใกล้ชิดเริ่มเดินหรือเริ่มแสดงออกผ่านการประท้วง ก็ทำให้ผู้ที่ใช้เริ่มสนใจมากขึ้น จากเดิมที่ไม่เคยสนใจการเมือง พอมีคนมาแสดงออกใกล้ที่ทำงาน เช่น ย่านสีลม อโศก ก็กระตุ้นให้ผู้ใช้ลงไปดูเหตุการณ์มากขึ้น รวมถึงถ่ายภาพ คลิปวิดีโอ เพื่อส่งต่อไปให้กลุ่มเพื่อนอย่างรวดเร็ว” มานะ กล่าว

นอกจากนี้ เหตุที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือหลักของการชุมนุมก็เป็นเพราะสื่อกระแสหลัก อย่างฟรีทีวีเองก็ไม่ได้ตอบสนองภาพเหตุการณ์และอารมณ์อย่างในเหตุการณ์จริง คนจึงออกไปร่วมชุมนุมมากขึ้นเรื่อยๆ และทันทีที่เวทีการชุมนุมประกาศว่าตำรวจกำลังเคลื่อนมาใกล้กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา ภาพจากเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์นี่เอง ที่ทำให้คนออกมาจากบ้านเพื่อนำรถไปปิดถนนพระราม 6 ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นหากรอสื่อกระแสหลักนำเสนอ” มานะ ระบุ

ขณะที่แนวรบผ่านสื่อออนไลน์ของรัฐบาลนั้น มานะ บอกว่า มีบ้าง แต่อาจไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น วิทยุชุมชน หรือทีวีดาวเทียม ทำให้การสื่อสารยังไม่ชัดเจนนักและเพลี่ยงพล้ำต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้มากกว่า

ทั้งนี้ ในต่างประเทศเองก็มีหลายครั้งที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นตัวนำผู้ชุมนุม ที่เห็นได้ชัดก็เช่น เหตุการณ์ Occupy Wall Street ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2554 ซึ่งนักกิจกรรมเห็นพ้องกันว่าควรทำลายความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ จนเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก จนในที่สุดผู้ชุมนุมก็มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ “อาหรับสปริง” ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในประเทศอียิปต์ เมื่อปี 2553 ก็ถูกถ่ายทอดผ่านโซเชียลมีเดีย จนผู้ชุมนุมออกมาบนท้องถนนเป็นวงกว้างเช่นเดียวกัน จนรัฐบาลเผด็จการหลายประเทศพ่ายแพ้

อย่างไรก็ตาม มานะ เตือนว่า การใช้โซเชียลมีเดียก็ต้องระวังการแชร์ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง รูปตัดต่อ หรือรูปเก่าเอามาเผยแพร่ใหม่ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงควรใช้หลัก “กาลามสูตร” หรือหลักในการพิจารณาตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะแชร์หรือเผยแพร่ข้อมูล และควรตรวจสอบที่มาของข้อมูลอย่างละเอียดเช่นเดียวกัน

การใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กและโลกออนไลน์อย่างเข้าใจ เคารพในความแตกต่าง เพราะทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะแสดงออกและเลือกที่จะชอบได้ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการสร้างความเกลียดชัง โดยการด่าหรือใช้คำที่ไม่สุภาพ หยาบคาย และเลือกจะแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเป็นทางออกที่ดีสำหรับสังคมมากกว่า เพราะการสื่อสารในโลกออนไลน์เป็นเสมือนดาบสองคมที่สามารถสร้างการรวมกลุ่มและสร้างความแตกแยกได้พร้อมๆ กัน

ข่าวล่าสุด

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์