
ปชป.เปิดหน้าผนึกม็อบเร่งปิดเกม
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ผ่านมาแล้ว 29 วัน กับการชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ยกระดับต่อเนื่องมาเป็นการถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณ หวังเดินหน้าไปสู่เป้าหมายสุดท้าย “ปฏิวัติประชาชน” พร้อมข้อเสนอ 6 แนวทาง
แน่นอนว่าการยืนระยะมาได้ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับการชุมนุมที่ “จำนวน” มวลชนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทุบสถิติทุกการชุมนุมที่ผ่านมา แต่นั่นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจุดหมายปลายทางสุดท้ายจะไปถึงฝั่งฝันอย่างที่ตั้งใจ
เมื่อ “เส้นทาง” ที่จะเดินไปสู่เป้าหมายยังคลุมเครือและเป็นที่เคลือบแคลงว่าจะเปิดช่องเรียกร้องถามหาอำนาจนอกระบบให้เข้าร่วมกระบวนการผลักดันไปสู่จุดหมายหรือไม่
ที่สำคัญทิศทางการเคลื่อนไหวที่เริ่มไต่ระดับความเข้มข้นจน “หมิ่นเหม่” จะก้าวข้ามกรอบ “อารยะขัดขืน” ที่ใช้เป็นธงนำในการเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ต้นกำลังถูกตั้งคำถามจากสังคมว่าจะพาประเทศไปสู่วังวนความรุนแรงเหมือนเดิมอีกหรือไม่
ยิ่งกว่านั้น อาจจะเป็นชนวนที่ทำให้ต้องสูญเสียมวลชนไปแบบไม่รู้ตัว
โดยเฉพาะล่าสุด “ยุทธศาสตร์” ดาวกระจายไปปิดล้อมกระทรวงต่างๆ ถึงขั้นตัดน้ำตัดไฟ รวมถึงปลุกมวลชนให้ไปปิดล้อมศาลากลางฯ ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นที่นำไปสู่การไล่บี้แจ้งความเอาผิดแกนนำ ย่อมกระทบกระเทือนต่อ “อารยะขัดขืน” ที่วางแนวทางเอาไว้
แต่กลายเป็นคำถามตามมาว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปัตย์และมวลชนภายใต้การนำของอดีต สส.ประชาธิปัตย์ เป็นไปอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อการเคลื่อนไหวที่ท้าทายกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งย่อมต้องเป็นแรงเสียดทานย้อนกลับมากระทบถึง “ประชาธิปัตย์” อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แถมที่ผ่านมายังมีกระแสข่าวความไม่ลงรอยระหว่างพวกเดียวกันเอง
ทั้งที่เสียงยืนยันจากฝั่งผู้ชุมนุมมองว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 69 “บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ”
สุดท้ายทุกอย่างก็ชัดเจน เมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เรียกประชุมกำหนดท่าทีของพรรคต่อการชุมนุมและได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ ยืนยันเดินหน้า “ล้มระบอบทักษิณ” และจะเคลื่อนไหวหนักขึ้น
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” ที่ถือเป็น “ดาบสุดท้าย” ทิ้งทวนก่อนปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยผลที่ออกมาไม่ได้นอกเหนือความคาดหมาย เสียงข้างมากในสภาโหวตไว้วางใจนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมไปถึง จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย
แม้ก่อนหน้านี้ สส.ประชาธิปัตย์กลุ่มหนึ่งเห็นควรที่จะแสดงพลังลาออกแบบหมดพรรค เพื่อออกมาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับมวลมหาประชาชน
แต่เสียงส่วนใหญ่ภายในพรรคยังเห็นว่าการลาออกไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะแม้ลาออกกันหมดพรรค แต่สภาก็ยังเดินหน้าประชุมต่อไปได้ นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังอาจปล่อยให้ฝ่ายรัฐบาลรวบรัดตัดตอนผลักดันกฎหมายร้อน ทั้งนิรโทษกรรม การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้แบบไม่มีอุปสรรค
ที่สำคัญ การลาออกจากตำแหน่ง สส. ไม่ได้มีหลักประกันใดๆ ว่าจะช่วยเร่งเติมเชื้อให้การชุมนุมเดินหน้าไปสู่จุดมุ่งหมายได้สำเร็จหรือรวดเร็วขึ้น
แนวคิดนี้จึงถูกพับลงไปพร้อมเงื่อนไขตามที่ “อภิสิทธิ์” ประกาศว่า ถ้ามีเงื่อนไขหรือจังหวะเวลาที่เห็นการลาออกจะนำไปสู่ความสำเร็จในการล้มล้างระบอบทักษิณ ก็พร้อมที่จะทำ วันนี้ยังเห็นว่าบทบาทการเป็น สส.ยังสามารถเคลื่อนไหวคู่ขนานได้
ปัญหาติดอยู่ตรงที่แนวคิดส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ชุมนุม ต้องการปฏิวัติประชาชน ตัดวงจรนักการเมืองออกจากระบบ นั่นเท่ากับต้องตัดประชาธิปัตย์ออกจากระบบ
แต่เฉพาะหน้า “อภิสิทธิ์” ยืนยันหนักว่า ไม่มีความแตกแยกระหว่างพรรคกับการเคลื่อนไหวภาคประชาชน มองเฉพาะจุดร่วม คือ การขับไล่ระบอบทักษิณ ไม่มองจุดต่างหรือไปใส่ใจรายละเอียดวิธีการดำเนินการ
ยิ่งกว่านั้น หากไปดูในแผนระยะยาวตามแนวทางการปฏิรูป 6 ข้อ ที่กลุ่มผู้ชุมนุมเสนอนั้น หลายข้อสอดรับกับแนวคิด “ปฏิรูปประเทศไทย” ที่ประชาธิปัตย์เคยทำการศึกษาเอาไว้และกำลังจะออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การกระจายอำนาจ คืนอำนาจประชาชน ปฏิรูประบบตำรวจ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ฯลฯ
ประชาธิปัตย์ จึงใช้โอกาสนี้ระดมแนวคิดปฏิรูปประเทศ โดยใช้กลไกพรรคการเมืองเดินสายเชิญชวนให้คนที่มีแนวคิดต้องการปฏิรูปประเทศเข้ามาสู่กลไกในการเป็นหุ้นส่วนไปพร้อมกัน
ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก่อนหน้านี้ สุรินทร์ พิศสุวรรณ ที่ถูกดึงมารับหน้าที่ประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย เพื่อระดมสมองจากภาคส่วนต่างๆ และหาข้อสรุปกลั่นออกมาเป็นแนวทางการปฏิรูปประเทศ
การเคลื่อนไหวของทั้งประชาธิปัตย์และมวลชน จึงสอดประสานมุ่งหน้าสู่เป้าหมายใหญ่
แน่นอนว่าที่ “ประชาธิปัตย์” ต้องออกมาประกาศตัวเช่นนี้ เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้กับนายกฯ ที่เวลานี้ใช้ยุทธศาสตร์สงบสยบความเคลื่อนไหว ไม่สนใจการเคลื่อนไหวของมวลชนที่รุกไล่ด้วยวิธีการที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น หากยังปล่อยให้ “มวลชน” เดินหน้ายกระดับการเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่สามารถเร่งเผด็จศึกได้ในเร็ววัน ทั้งความอ่อนล้าและความเบื่อหน่ายอาจเป็นปัจจัยทำให้มวลชนอ่อนแรง
การเปิดเกมรุกขับไล่ระบอบทักษิณแบบคู่ขนานเต็มตัวเวลานี้จึงถือเป็นการผนึกกำลังมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย ส่วนจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายปฏิรูปการเมืองอย่างที่ตั้งใจได้หรือไม่ คงต้องเริ่มจากก้าวแรกให้นายกฯ รับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้นเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม การเปิดหน้าเต็มสูบของ ปชป.ครั้งนี้เหมือนดาบสองคม เพราะยิ่งทำให้พรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงเพิ่มแรงแค้นฝังหุ่นขึ้นอีก และอาจจะระดมพลขึ้นมาอุ้มรัฐบาล
ฉะนั้น การทุ่มเทหมดหน้าตักของ ปชป.ครั้งนี้ หากโค่นไม่สำเร็จ ก็อาจหมดอนาคตได้เช่นกัน







