
"บัณฑูร" จี้ผู้ใหญ่ 2 ฝ่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย
วิกฤตการณ์ทางการเมืองจะยุติลงได้ ผู้ใหญ่ทั้งสองขั้วต้องเร่งตกลงกันให้ได้ ไม่ใช่การยุบสภาหรือนายกรัฐมนตรีลาออก
วิกฤตการณ์ทางการเมืองจะยุติลงได้ ผู้ใหญ่ทั้งสองขั้วต้องเร่งตกลงกันให้ได้ ไม่ใช่การยุบสภาหรือนายกรัฐมนตรีลาออก
บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นขณะนี้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นแล้ว สะท้อนจากนักลงทุนต่างชาติทิ้งหุ้นไทยเป็นการชั่วคราว และการชะลอแผนลงทุนในไทยออกไปชั่วคราว เพื่อรอดูความชัดเจนของทางออกทางการเมือง
เรื่องนี้เป็นโจทย์ที่ผู้ใหญ่ของคู่ขัดแย้งทั้งสองขั้วต้องเร่งตกลงภายใต้กติกาเดียวกันให้ได้ หากไม่อยากให้ไทยเสียโอกาส
“ทางออกของบ้านเมืองตอนนี้อยู่ในมือผู้ใหญ่ที่มีอำนาจทั้งสองฝ่าย ผู้ใหญ่ต้องทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่พึงกระทำ คือ คำนึงถึงประเทศชาติเป็นหลัก ถึงจะเรียกว่ารักประเทศไทย ถ้ายังเย้วๆ กันอยู่ เราจะพัฒนาได้อย่างไร เมื่อเออีซีมาจะเอาอะไรไปสู้กับคนอื่น” บัณฑูร กล่าว
ทางออกของประเทศในขณะนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการยุบสภา หรือการลาออกของนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการหาจุดร่วมที่ยอมรับกันได้ทั้งสองฝ่าย
อย่างไรก็ดี ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะยังขยายตัวได้ที่ระดับ 3% ขณะที่ในปีหน้าคาดว่าจะเติบโตได้ 45% ภายใต้เงื่อนไขที่การส่งออกดีขึ้น ภาครัฐมีการลงทุนตามแผน และบ้านเมืองอยู่ในภาวะสงบ ซึ่งภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ ก็เชื่อว่าภาพรวมสินเชื่อทั้งระบบในปีหน้าจะขยายตัวได้ 89%
เดชา ตุลานันท์ รองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เหตุการณ์ไม่สงบจะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนของต่างชาติมากนัก เพราะคาดว่าทุกอย่างน่าจะเข้าสู่ภาวะปกติได้ใน 12 วันนี้ และนักลงทุนเอเชียมีความเข้าใจและไม่ตื่นตระหนกมากนัก มีเพียงนักลงทุนจากยุโรปและอเมริกาที่ค่อนข้างกังวล ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากแรงกดดันจากการถอนคิวอีด้วย
เจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะประชุมติดตามและร่วมหาทางออก เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์การเมืองในวันที่ 2 ธ.ค.นี้
ด้าน วัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า การดาวกระจายปิดหน่วยงานราชการหลายแห่ง หากเกิน 7 วัน จะกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ ภาคเอกชนไม่สามารถออกเอกสารเกี่ยวกับการส่งออกนำเข้าได้ ส่วนภาคอุตสาหกรรมก็ได้รับผลกระทบ การอนุญาตใบประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) อาจจะล่าช้าออกไป
สถาบันจัดอันดับ ฟิทช์ เรตติ้งส์ เปิดเผยว่า ภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองส่งผลให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปอย่างล่าช้า และจะฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยด้วย
ความผันผวนทางการเมืองอาจจะนำไปสู่การให้อันดับความน่าเชื่อถือในเชิงลบ และจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจ หรือความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งฟิทช์ไม่คาดว่าจะเกิดขึ้น
กอบศักดิ์ ภู่ตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เปรียบเสมือนการซื้อประกันความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะต้องเผชิญล่วงหน้าเอาไว้ โดยปกติแล้วนโยบายดอกเบี้ยจะใช้เวลาส่งผ่าน 23 เดือน
ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือ การส่งผ่านนโยบายมายังภาคธนาคารพาณิชย์ ความต้องการสินเชื่อในปีหน้า แผนการลงทุนของภาครัฐ และภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งล้วนมีผลต่อสภาพคล่องทั้งนั้น







