posttoday
ผีวินมาร์คหลอนตระกูลชินวัตร

ผีวินมาร์คหลอนตระกูลชินวัตร

03 พฤษภาคม 2553

ด้วยเส้นทางการเงินที่ระบุตัวเลขชัดเจนขนาดนี้ ถ้า ก.ล.ต.และดีเอสไอยังไม่สามารถทิ้งไพ่น็อกได้อีกเหมือนช่วงที่ผ่านมา ก็คงต้องตัวใครตัวมัน

ด้วยเส้นทางการเงินที่ระบุตัวเลขชัดเจนขนาดนี้ ถ้า ก.ล.ต.และดีเอสไอยังไม่สามารถทิ้งไพ่น็อกได้อีกเหมือนช่วงที่ผ่านมา ก็คงต้องตัวใครตัวมัน

โดย...ทีมข่าวการเงิน

สัญญาณที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ส่งออกมาถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร นั้นค่อนข้างน่าหวาดเสียว

เมื่อ ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษทั้งสองคนในคดีซุกหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ด้วยการใช้บริษัท วินมาร์ค และบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ เป็นนอมินีอำพรางความเป็นเจ้าของ

ผีวินมาร์คหลอนตระกูลชินวัตร

โดย ก.ล.ต.ได้รับการยืนยันเป็นเอกสารจากหน่วยงานด้านหลักทรัพย์ในฮ่องกงและสิงคโปร์ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือผู้รับผลประโยชน์ตัวจริงจากบริษัท วินมาร์ค และแอมเพิลริชฯ

แต่กว่า ก.ล.ต.จะได้ข้อมูลระดับ “ลึกสุดยอด” นี้ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน

เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้กองทุนหลายแห่งเข้ามาถือหุ้นไขว้ไปมาอย่างสลับซับซ้อนและซ่อนเงื่อน

โดยเฉพาะวินมาร์คนั้นถือหุ้น 100% โดยกองทุนเพชรสีน้ำเงิน หรือบลูไดมอนด์ ซึ่งตั้งอยู่ในระบบศูนย์ทุนในประเทศสิงคโปร์

ตามปกติแล้วจะไม่มีใครสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นของกองทุนเอกชนที่อยู่ภายใต้การดูแลของธุรกิจหลักทรัพย์ในต่างประเทศได้แต่จากความร่วมมือระหว่าง ก.ล.ต.ไทยและสิงคโปร์ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ถูก “ทับถม” เอาไว้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็พบว่าบลูไดมอนด์นั้นถือหุ้นโดย แมทธีสันทรัสต์ ที่จัดตั้งโดยบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินชื่อแมทธีสันในฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้รับบริหารจัดการทรัพย์สินของนักลงทุน

จุดแตกหักอยู่ที่เมื่อ ก.ล.ต.สาวลึกเข้าไปในการถือหุ้นชั้นสุดท้าย พบว่าผู้ถือหุ้นที่ซ่อนอยู่ในแมทธีสันทรัสต์ ก็คือกองทุนที่ชื่อว่า “ซิเนตราทรัสต์” ซึ่งระบุในการจดทะเบียนว่าผู้รับผลประโยชน์ทั้งหมดจากทรัสต์ที่ตั้งขึ้นนี้คือ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน

ฃขณะที่บริษัท แอมเพิลริชฯ นั้น จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ได้รับหลักฐานสำคัญจากธนาคารยูบีเอสที่ประเทศสิงคโปร์

ข้อมูลชิ้นนั้นพบว่าในปี 2544 ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ได้มีการเซ็นสัญญาให้ธนาคารยูบีเอสเป็นผู้ดูแลหุ้นชินคอร์ปที่ถือผ่านบริษัท แอมเพิลริชฯ และวินมาร์ค พร้อมกันทั้งสองแห่งในที่เดียว

โดยทางยูบีเอสเคยแจ้งมายังตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วงเวลาดังกล่าวว่า “ขณะนี้มีบุคคลหนึ่งได้มอบให้ดูแลหุ้นชินเพิ่มเติมจนถึงเกณฑ์ 5% แล้ว” ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครคิดว่าบุคคลดังกล่าวจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย

ตามข้อมูลที่ปรากฏชัดก็คือ บริษัท วินมาร์ค ถือหุ้นชินคอร์ปรวม 55 ล้านหุ้น และบริษัท แอมเพิลริชฯ ถือหุ้นชินคอร์ป 329 ล้านหุ้น
ไม่เพียงเท่านั้น จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของ ก.ล.ต. ยังพบว่าความพิลึกพิลั่นและเชิงชั้นในการทำธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ไม่ได้จบแค่นั้น

เมื่อเคยอ้างว่าได้ขายหุ้นในกลุ่ม บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำนวน 6 บริษัท รวมมูลค่า 1,527 ล้านบาท ให้แก่วินมาร์คไปตั้งแต่ปี 2543 เพื่อเข้ามาเล่นการเมืองตามรัฐธรรมนูญใหม่เต็มตัว

แต่จากการจับชีพจรเส้นทางการเงินดูก็พบว่า เงินที่วินมาร์คนำไปซื้อหุ้นประมาณ 300 ล้านบาท ก็มาจากเงินในบัญชีของคุณหญิงพจมานที่ประเทศสิงคโปร์ เท่ากับว่างานนี้อัฐยายซื้อขนมยาย แหกตานักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

เท่ากับว่า บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ปกปิดโครงสร้างการถือหุ้นที่แท้จริง โดยมีการเปิดเผยแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิง) ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

และก่อนหน้านี้ที่สังคมมีข้อกังขาในเรื่องดังกล่าว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประธานกรรมการบริหารเอสซี แอสเสทฯ ยังเคยแจ้งตลาดหลักทรัพย์ยืนยันว่าตระกูลชินวัตรไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวินมาร์ค

รวมถึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับ กองทุนโอจีเอฟ และโอดีเอฟ ที่เป็นอีกตัวละครหนึ่งในการอำพรางการถือหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ถือว่าสุ่มเสี่ยงกับการแจ้งข้อมูลเท็จต่อตลาดหลักทรัพย์เป็นอย่างยิ่ง!!!

เมื่อการเมืองถึงจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็ม ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่คดีการอำพรางถือหุ้นชินคอร์ป และเอสซี แอสเสทฯ จะถูกทาง ก.ล.ต.หยิบขึ้นมาอีกครั้ง

หลังก่อนหน้านี้รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เคยให้กรมสอบสวนคดีพิเศษในยุค พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอขณะนั้น ปิดเกม ไปท่ามกลางความคลางแคลงใจถึงการตัดตอนกระบวนการยุติธรรม

เพราะต้องยอมรับว่าคดีนี้ทาง ก.ล.ต.มี “ข้อมูลลึก” มากพอที่จะดำเนินคดีกับตระกูลชินวัตรได้จริง และ ก.ล.ต.ก็เคยไม่เห็นด้วยกับดีเอสไอในยุคของ พ.ต.อ.ทวี ที่ตีตกคดีนี้มาแล้ว

และแม้รัฐบาลประชาธิปัตย์จะเข้ามาบริหารประเทศโดยมี กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อก็ยังเจอตอ เพราะบิ๊กๆ ใน ก.ล.ต.ไม่อยากฟื้นคดีให้อีก เพราะกลัวซ้ำรอยเดิม

โดยเฉพาะ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการ ก.ล.ต. ดูจะถูกสปอตไลต์เป็นพิเศษ

แต่สุดท้ายเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2553 ที่กล่าวถึงเรื่องการซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ เอาไว้อย่างชัดเจน

หลังจาก วรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. ขึ้นให้การขอให้ศาลฎีกาฯ คุ้มครองในการให้ข้อเท็จจริงในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ นำไปสู่การเปิดเส้นทางการอำพรางการถือหุ้นในช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้สังคมได้รับรู้โจ่งแจ้ง

การกล่าวโทษล่าสุดจึงเป็นการ “ปลุกผี” คดีนี้อีกครั้ง โดยเปลี่ยนเป้าหมายจากการอำพรางถือหุ้นเอสซี แอสเสทฯ มาเป็นหุ้นชินคอร์ป
โดย ก.ล.ต. ระบุความผิดไว้ว่า การกระทำของทั้งคู่เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 246 และมาตรา 247 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ต้องระวางโทษตามมาตรา 298 เพราะถือเป็นกรณีที่มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย

นั่นหมายความว่าถ้าศาลตัดสินว่าผิด โทษคือจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 2 เท่าของราคาหลักทรัพย์

แต่ปัญหามันอาจลุกลามไปกว่านั้น เพราะคดีนี้อาจเชื่อมโยงไปถึงข้อเท็จจริงในการ “ให้การ” ของบุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกด้วย

จึงเรียกว่า “หนังชีวิต” ต้องดูกันยาวๆ

เมื่อล่าสุดทั้งครอบครัวชินวัตรต่างเดินทางออกนอกประเทศ ทิ้งให้สถานการณ์ทางการเมืองในบ้านเมืองคุกรุ่นรุนแรง

และทิ้งให้คดีความต่างๆ ที่ยังค้างคา ต้องค้างต่อไปแบบไม่รู้ปลายทาง

เพราะด้วยหลักฐานชิ้นสำคัญจากต่างประเทศ ด้วยเส้นทางการเงินที่ระบุตัวเลขชัดเจนขนาดนี้ ถ้า ก.ล.ต.และดีเอสไอยังไม่สามารถทิ้งไพ่น็อกได้อีกเหมือนช่วงที่ผ่านมา ก็คงต้องตัวใครตัวมันแล้ว

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่