
"นิค นอสติทซ์"ช่างภาพเหยื่อม็อบเขาเป็นสื่อแดง?
ประเด็นการ์ดทำร้ายสื่อกลับมาร้อนขึ้นอีกครั้ง ภายหลัง นิค นอสติทซ์ ช่างภาพอิสระชาวเยอรมัน ถูกต่อยใบหน้าหลายครั้งโดยการ์ดคุมม็อบ
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ประเด็นการ์ดทำร้ายสื่อกลับมาร้อนขึ้นอีกครั้ง ภายหลัง นิค นอสติทซ์ (Nick Nostitz) ช่างภาพอิสระชาวเยอรมัน ถูกต่อยใบหน้าหลายครั้งโดยการ์ดคุมม็อบระหว่างการเคลื่อนพลดาวกระจายในเส้นทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่นำขบวนโดย ชุมพล จุลใส อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา
คำประกาศของ ชุมพล ที่ไล่ นิค นอสติทซ์ ออกจากจุดถ่ายภาพ พร้อมทำการเคลือบสีช่างภาพรายนี้เสร็จสรรพว่าเขาเป็นนักข่าว “สังกัดเสื้อแดง” ไม่ต่างจากการออกใบอนุญาตให้บรรดาการ์ดเข้ารุมทำร้าย โดยหลังจากนั้นช่างภาพรายนี้ได้เข้าแจ้งความที่ สน.พญาไท เป็นที่เรียบร้อย
อย่างไรก็ตามล่าสุด เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษกเวทีม็อบราชดำเนิน ออกมายืนยันว่าการชุมนุมของกลุ่มต้านระบอบทักษิณเป็นไปอย่างสงบ ปราศจากอาวุธ ก่อนจะราดสีซ้ำสร้างความชอบธรรมให้กับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นว่า นิค นอสติทซ์ วางตัวไม่เป็นกลาง เสนอข่าวบิดเบือนความเป็นจริงและเข้าข้างระบอบทักษิณมาโดยตลอด
นิค นอสติทซ์ หรือ "นิโคลัส มอริทซ์ จอร์จ คาร์ล (Nikolus Moritz Georg Karl)" ชาวเยอรมัน อายุ 45 ปี นักข่าวและช่างภาพอิสระเผยแพร่ผลงานทางเว็บไซต์ข่าว นิว แมนดาลา (New Mandala) เกาะติดวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2549 ทั้งการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในปี 2553 การประท้วงรัฐบาลของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม โดยเขาเคยเขียนบทความ The smell of teargas in the morning (กลิ่นของแก๊สน้ำตาในยามเช้า) ในเว็บไซต์ New Mandala เกี่ยวกับการชุมนุมภายใต้การนำของ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เมื่อเดือน พ.ย.ปี 2555 จนกระทั่งการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในเวลานี้เขาก็ไม่พลาดออกมาเกาะติดสถานการณ์ด้วย
ช่างภาพรายนี้ ทำงานในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2536 แต่เริ่มเป็นที่รู้จักหลังจากประเทศไทยเข้าสู่โหมดการเมือง 2 สี เกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในไทยนับไม่ถ้วน เขาออกผลงานหนังสือรวมภาพถ่าย "Red vs. Yellow Volume 1: Thailand"s crisis of identity." และ "Red vs. Yellow Volume 2: Thailand"s political awakening."
แต่ที่โดดเด่นกว่านั้น คือ หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี 2553 เขาเป็นช่างภาพที่อาสาเป็นพยานในเหตุการณ์กระชับพื้นที่ในวันที่ 15 พ.ค.2553 ที่มีการใช้ปฏิบัติการทางการทหารจนทำให้ ชาญณรงค์ พลศรีลา คนขับรถแท็กซี่ เสียชีวิตบริเวณหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ ถ.ราชปรารภ โดย นิค ระบุว่าเป็นผู้เห็นเหตุการณ์และได้ถ่ายภาพขณะที่ ชาญณรงค์ ถูกยิง ซึ่งขณะนั้นเขาสามารถบันทึกภาพไว้ได้ เเต่ไม่ทราบชะตากรรมของ ชาญณรงค์ จึงพยายามออกตามหาชายในรูป จนกระทั่งเขามาทราบจาก สน.พญาไทในภายหลังว่า ชาญณรงค์ เสียชีวิตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นิค เคยเปิดเผยผ่านหนังสือพิมพ์ข่าวสด ระหว่างเล่าเหตุการณ์นาทีเสียชีวิตของ ชาญณรงค์ ให้ น.ส.มนชยา พลศรีลา บุตรสาวของชาญณรงค์ ฟังว่า วันเกิดเหตุจำได้ว่าหลังจากที่นายชาญณรงค์ถูกยิงที่หน้าปั๊มแล้ว ได้พยายามคลานเข้ามาในปั๊ม ซึ่งขณะนั้นนักข่าวและผู้ชุมนุมได้ไปรวมตัวกันอยู่ที่ห้องน้ำหลังปั๊ม แล้วปีนข้ามรั้วหนีไปยังบ้านหลังหนึ่ง โดยมีคนเสื้อแดงช่วยกันนำร่างนายชาญณรงค์ข้ามมาด้วย แต่นายชาญณรงค์ลงไปนอน หลบแช่อยู่ในบ่อบัว โผล่มาแค่หน้า และยังส่งเสียงร้องให้ตนช่วย บอกว่า "ผมไม่ไหวแล้ว" แต่เมื่อทหารปีนข้ามรั้วมาได้ ก็ด่านายชาญณรงค์อย่างหยาบคายว่า ทำไมถึงไม่ตาย แล้วสั่งให้ตนช่วยดึงขึ้นมาจากน้ำ แต่ตนดึงคนเดียวไม่ไหว ทหารก็เลยเข้ามาดึงแขนนายชาญณรงค์ขึ้นมาแล้วพาข้ามกำแพงไป จนมาได้ทราบภายหลังว่านายชาญณรงค์เสียชีวิตแล้ว
ช่างภาพชาวเยอรมันรายนี้เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าวประชาไทเมื่อปี 2552 ต่อประเด็นที่ว่าผู้สื่อข่าวต่างประเทศส่วนใหญ่ถูกแปะป้ายเป็นพวกสนับสนุนเสื้อแดง ว่า การแปะป้ายเช่นนั้นเป็นเรื่องที่ “ไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง” และกล่าวเพิ่มเติมว่าที่เขาแสดงอาการเข้าข้างคนเสื้อแดงไม่ได้เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างแน่นอน แต่เป็นผลมาจากการเฝ้าสังเกตการต่อสู้ของคนเสื้อแดงมาตลอด
“ประชาชนทั่วไปต้องเข้าใจความรู้สึกของชาวบ้านในต่างจังหวัด ที่สนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณ ชาวบ้านรู้ดีว่าทักษิณเป็นบุคคลที่มีความผิด แต่ความเป็นจริงในชีวิตก็คือ ทักษิณได้ทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นกว่าที่พรรคการเมืองใดๆ ในอดีตหรือปัจจุบันทำมา”นิคกล่าว







