
พ.ร.บ.2ล้านล้านกับเศรษฐกิจไทย
มีการตั้งคำถามกันว่า ถ้ารัฐบาลไม่สามารถกู้เงิน พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท อะไรจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย เพราะเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างทยอยออกมาปรับลดเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศลงจากเดิมประมาณ 20-25% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนต้นปี
มีการตั้งคำถามกันว่า ถ้ารัฐบาลไม่สามารถกู้เงิน พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท อะไรจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย เพราะเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างทยอยออกมาปรับลดเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศลงจากเดิมประมาณ 20-25% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนต้นปี
โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยศรัทธาการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วยการใช้จ่ายของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นการกู้เงินมาใช้จ่าย เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ
ถ้าเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ตัว ใน 4 ตัวดับ เครื่องยนต์เครื่องสุดท้ายตัวเดียวจะผลักดันเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร
ในเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทั้ง 4 ตัว การส่งออกดูเหมือนจะทรงพลังขับเคลื่อนเหล่าเครื่องยนต์ตัวอื่น และเป็นตัวขับเคลื่อนที่สร้างรายได้เข้าประเทศที่สำคัญที่สุด
ถ้าการส่งออกลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างที่ประมาณการว่าจะโตขึ้นเพียง 0% คือไม่โตขึ้นเลย ผมนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่า การใช้จ่ายเงินภาครัฐจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการส่งออกให้ฟื้นตัวได้อย่างไร
ในอดีตมีการอัดฉีดเงินเข้าไปช่วยผู้ส่งออกให้สามารถส่งสินค้าไปขายต่างประเทศได้ในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาด เช่น การให้สินเชื่อประเภทแพ็กกิ้งเครดิตโอนติดดอกเบี้ยอัตราต่ำกว่าตลาด ซึ่งทำให้ต้นทุนสินค้าส่งออกของไทยราคาต่ำกว่าคู่แข่ง
แต่ปัจจุบันการดำเนินการดังกล่าวหรือการให้ความอุดหนุนผู้ส่งออกในรูปแบบต่างๆ ไม่สามารถจะทำได้เฉพาะเป็นการขัดต่อข้อตกลงทางงบการค้าระหว่างประเทศของ WTO
ถ้าความต้องการสินค้าไหนจากต่างประเทศลดลง เพราะเศรษฐกิจของคู่ค้าของไทยไม่มี หรือเทคโนโลยีเปลี่ยนไป เช่น ที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยกำลังเจออยู่ตอนนี้ การใช้จ่ายเงินภาครัฐจะช่วยกระตุ้นการส่งออกได้อย่างไร ถ้าไม่ได้ลงทุนระยะยาวเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีระดับชาติมาก่อน แต่ระดมจ่ายเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อมีปัญหาแล้ว
การพัฒนารถไฟความเร็วสูง คงไม่ทำให้ต้นทุนการขนส่งลดลง และผู้คนในภูมิภาคนี้ของโลกคงไม่มีอำนาจการซื้อสูงเหมือนคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว พอที่จะซื้อผักสดที่ส่งตรงจากประเทศอื่นเข้ามาบริโภค โดยรถไฟฟ้าความเร็วสูง ผมคิดถึงเครื่องบินโดยสารความเร็วเหมือนแสงคองคอร์ดที่โด่งดังว่าจะมาแทนที่เครื่องบินโดยสารลำใหญ่ๆ ของโบอิ้งหรือแอร์บัสสมัยก่อน แต่ในที่สุดไม่คุ้มค่าต้องเลิกใช้ไป
สรุปแล้ว ผมไม่เชื่อว่ารถไฟความเร็วสูงจะทำให้ประเทศไทยส่งสินค้าไปขายต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ถ้า พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ไม่ผ่านและทำให้ประเทศไทยไม่มีรถไฟความเร็วสูง ผมก็ขอนั่งเครื่องบินต่อไป เพราะค่าโดยสารเครื่องบินไม่ได้แพงกว่าค่าโดยสารรถไฟความเร็วสูง
ทีนี้มาดูปัญหาด้านการบริโภคภาคเอกชน เป็นไปได้ที่ ถ้ามีการลงทุนก่อสร้างสิ่งก่อสร้างที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน เขื่อนเก็บน้ำ ในโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท อาจทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น และประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น
แต่ต้องถามว่า ตอนนี้ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องคนในภาคธุรกิจการก่อสร้าง และอุตสาหกรรมมีปัญหาเรื่องการไม่ส่งพม่าหรือไม่ หรือข้อเท็จจริงคือ มีปัญหาไม่มีคนมาทำงานมากกว่า
เป็นไปได้ไหมว่า ถ้ามีการอัดฉีดเงินภาครัฐเข้าระบบ อาจทำให้เกิดแรงกดดันที่จะทำให้ค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น
ท่านอาจถามว่า ถ้าค่าจ้างแรงงานสูงขึ้นแล้วไม่ดีตรงไหน ก็ต้องวนกลับไปว่าถ้าค่าแรงขั้นต่ำขยับขึ้นไปอีก อุตสาหกรรมการผลิตของประเทศจะอยู่ได้ไหม แล้วถ้าอยู่ไม่ได้ ผลกระทบจะรุนแรงต่อภาคการส่งออก ภาคการผลิต และภาคการจ้างงานอย่างไร เป็นไปได้ไหมว่าการอัดฉีดเงินเข้าระบบของรัฐ ด้านหนึ่งสร้างงาน อีกด้านหนึ่งทำลายงาน น่าคิดใช่ไหมครับ แต่ที่แน่ๆ หนี้ของประเทศเพิ่มขึ้นแน่นอน
เผอิญไม่มีการประเมินผลกระทบของการลงทุนในโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้าน ที่มีต่อการบริโภคภาคเอกชน ไม่สามารถตอบโจทย์พวกนี้ได้ เพราะฉะนั้น ประเด็นที่ว่าเมื่อ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน ออกมาแล้วจะสร้างแรงส่งด้านการบริโภคภาคเอกชนหรือไม่ คงยากที่จะเดา แต่ผมไม่เชื่อว่าถ้ามี พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว จะทำให้ภาคเอกชนใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตราบใดที่ยังมีหนี้สินพะรุงพะรัง เพราะรถคันแรก บ้านหลังแรก บัตรเครดิตใบแรก ฯลฯ
สุดท้ายคือการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะภาคธุรกิจ หลายคนเชื่อว่าเมื่อมีการลงทุนในโครงการเงินกู้แล้ว จะทำให้มีการลงทุนขนาดใหญ่เป็นตัวกระตุ้นให้เอกชนลงทุนเพิ่มขึ้นหลังจากที่ซบเซามาหลายปี
แต่ที่น่าสังเกตคือ การลงทุนของภาคธุรกิจในไทยซึ่งซบเซาอย่างหนักหลังปี 2549 คือ ช่วงหลังการรัฐประหารเสร็จใหม่ๆ ได้ฟื้นตัวอย่างมาก 23 ปี หลังจากนั้น เพราะภาคธุรกิจจำเป็นต้องเพิ่มการผลิตเพื่อเพิ่มสินค้าคงคลัง ซึ่งขายหมดไปในช่วง 23 ปี ก่อนหน้านั้น แต่หลังจากนั้นการลงทุนเริ่มชะลอตัวลงอีก เพราะปัญหาเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการลงทุนด้วยความระมัดระวัง ยิ่งพักหลังมีปัญหาทางการเมืองเข้ามาแทรกซ้อนยิ่งทำให้ผู้ประกอบการชะลอการลงทุนเพิ่มขึ้น
บรรยากาศช่วงหลัง ผู้ประกอบการที่เคยลงทุนในโรงงานและเครื่องจักร จึงสมัครใจที่จะลงทุนในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนทันตาเห็น สนุกไปกับเงิน QE จากต่างประเทศ โดยไม่ต้องลงทุนอุตสาหกรรมให้เหนื่อยกายและเหนื่อยใจ เล่นหุ้นเสร็จก็ชวนกันไปตีกอล์ฟสบายกว่าเป็นกอง
ยกเว้นผู้ประกอบการบางรายที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนในโครงการเงินกู้โดยตรง ผมยังสงสัยว่าผู้ประกอบการรายอื่นจะสนใจลงทุนเพิ่มขึ้นตามหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ไม่มีข้อมูลเบื้องลึกที่จะทราบว่าถนนจะตัดไปทางไหน รถไฟจะวิ่งเข้าทางไหนออกทางไหน แล้วไปซื้อที่ดินดักรอไว้ก่อน
มีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่ผมรู้จักบอกขอที่จะรอดูเหตุการณ์ไปก่อน เพราะไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจไทยจะโชติช่วงชัชวาลหรือล่มสลายเพราะเงินกู้จำนวนมหาศาล จึงขอถือเงินสดไว้ก่อนหรือลงทุนระยะสั้นๆ ในตลาดทุน ไม่กล้าลงทุนพัฒนาสายการผลิตให้ทันสมัยเพราะต้องลงทุนมาก จึงขอเลือกลงทุนเท่าที่จำเป็นเพื่อเลี้ยงสายการผลิตให้พออยู่ได้ไปก่อน เพราะไม่อยากรับความเสี่ยงเรื่องหนี้สาธารณะ เนื่องจากไม่มีความรู้และประสบการณ์พอที่จะประเมินความเสี่ยงเหมือนการลงทุนในสภาวะเศรษฐกิจปกติ
ก็คงมีนักธุรกิจอีกพวกหนึ่งที่พร้อมจะลงทุนถ้า พ.ร.บ.เงินกู้นี้ผ่าน โดยเชื่อว่าการลงทุนของรัฐโดยเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจหลุดพ้นจากภาวะชะลอตัว
ถ้าเครื่องยนต์ 3 เครื่องไม่ทำงาน เครื่องยนต์ที่เหลือเครื่องเดียวจะพาเครื่องไปได้ไม่ไกลหรอกครับ
ใครจะถูกจะผิด คงตอบไม่ได้ตอนนี้ แต่ที่แน่ๆ จะมี พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทหรือไม่ คงไม่ทำให้โลกสลายอย่างแน่นอน







