posttoday
แรงส่งม็อบศึกซักฟอกขยี้"ปู"สุดซอย

แรงส่งม็อบศึกซักฟอกขยี้"ปู"สุดซอย

25 พฤศจิกายน 2556

ยื้อจนหยดสุดท้าย ก่อนที่ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะตัดสินใจบรรจุญัตติ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” ของฝ่ายค้าน ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 29 พ.ย.นี้

ยื้อจนหยดสุดท้าย ก่อนที่ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะตัดสินใจบรรจุญัตติ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” ของฝ่ายค้าน ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 29 พ.ย.นี้

แน่นอนว่าการ “ดึงเกม” กำหนดวันซักฟอกไว้สัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุม สาเหตุแรกเป็นเพราะต้องการตัดกระแสไม่ให้เป็นพลังหนุนการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา

เมื่อประเมินสถานการณ์แล้ว ผลพวงจากการอภิปรายจะปลุกให้มวลชนออกมาร่วมชุมนุมมากขึ้น ทำให้เพื่อไทยจึงจำเป็นต้องหาทาง “ถอดสลัก” ไม่ให้กระแสรุมเร้ามาประดังในช่วงโค้งอันตราย

อีกเหตุผลหนึ่ง เป็นเพราะต้องการใช้กรอบเวลาปิดสมัยประชุมสภา เป็นเงื่อนไขบีบให้ฝ่ายค้านอภิปรายจำกัดอยู่ในกรอบไม่กี่วันที่เหลือไม่อาจลากยาวใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎรถล่มความล้มเหลวในการบริหารงาน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แบบยืดยาวได้

ทั้งนี้ สภาได้กำหนดวันอภิปรายอย่างเป็นทางการแล้ว โดยให้อภิปราย 2 วัน ได้แก่ วันที่ 2627 พ.ย. รวมเวลาประมาณ 30 ชั่วโมงก่อนจะไปลงมติกันในวันที่ 28 พ.ย. ทว่าฝ่ายค้านยังยืนยันในจุดยืน 3 วัน ทำให้อาจเป็นชนวนให้ถกเถียงกันตั้งแต่ยังไม่เข้าวาระการอภิปราย

ที่สำคัญสำหรับศึกซักฟอกเที่ยวนี้ซึ่งถือเป็นรอบที่ 3 ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ แม้ยังไม่รู้ว่าจะเป็นศึกซักฟอกครั้งสุดท้ายหรือไม่ แต่จะเป็นศึกที่หนักหนาสาหัสที่สุดอีกครั้งหนึ่งในตำแหน่งนายกฯ

เพราะครั้งแรกในปี 2554 ซึ่งยังอยู่ในช่วง “ฮันนีมูน” ของรัฐบาล สังคมยังพร้อมจะให้โอกาสนายกฯ มือใหม่ ถัดมาปี 2555 แม้จะบอบช้ำไม่น้อย โดยเฉพาะปมทุจริตในโครงการป้องกันบรรเทามหาอุทกภัย มาจนถึงแผลใหญ่จากโครงการรับจำนำข้าว แต่นายกฯ ยึดหลักลอยตัวอยู่เหนือปัญหา

ทว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้ อยู่ในจังหวะปะเหมาะ “ขาลง” ของรัฐบาล ซึ่งสะบักสะบอมจากปมปัญหารุมเร้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ล้างผิดเหมาเข่งไปจนสุดซอย จนเกิดกระแสมวลมหาประชาชนออกมาต่อต้านจนต้องยอมกลับลำแบบสุดตัว

ล่าสุด คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ สว. ขัดมาตรา 68 และระบุความผิดของขั้นตอนกระบวนการแก้ไขหลายจุดที่ทั้งฝ่ายค้านและ สว.กำลังเดินหน้าไล่บี้เอาผิดเรียงตัว

ปมปัญหาต่างๆ ฉุดให้ “คะแนนนิยม” ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ดำดิ่งลงแบบฮวบฮาบ ยืนยันด้วยผลสำรวจจาก “กรุงเทพโพลล์” เมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า คะแนนนิยมนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ตกมาอยู่ที่ 26.7% จากเดิมที่ 40.4% สอดรับกับคะแนนนิยมในส่วนของพรรคเพื่อไทย ที่ตกมาอยู่ที่ 28.2% จากเดิม 41%

ศึกซักฟอกเที่ยวนี้จึงเป็นดาบสำคัญของประชาธิปัตย์ที่จะต้องเร่งปิดเกมในยกนี้ สอดรับการเคลื่อนไหวมวลชนนอกสภาที่ออกมาชุมนุมใหญ่ถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณ เดินแผนดาวกระจาย 12 เส้นทางทั่วกรุงเทพฯ

ยุทธศาสตร์การอภิปรายเที่ยวนี้ ประชาธิปัตย์เจาะจงพุ่งเป้าใหญ่ไปที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ แบบไม่มีตัวประกอบมาเบี่ยงเบนความสนใจ อาจจะมีเพียงเป้ารองก็แค่การพ่วง จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ซึ่งแว่วว่าฝ่ายค้านมีหลักฐานเด็ดมัดแน่น

แน่นอนว่าเที่ยวนี้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่อาจลอยตัวหนีความรับผิดชอบได้อีกต่อไป ฝ่ายค้านจึงจัดเตรียม “ขุนพล” ไล่ถล่มความล้มเหลวในการบริหารประเทศ ไปจนถึงประเด็นทุจริต ทำผิดกฎหมายแบบจับให้มั่นคั้นให้ตาย

เพราะอย่าลืมว่าจุดอ่อนที่สำคัญของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ คือบทบาทการชี้แจงในสภา แม้จะส่งองครักษ์พิทักษ์ หรือรองนายกฯ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงแทน แต่ก็ไม่อาจช่วยกู้ภาพลักษณ์ได้ เมื่อเวลาความเสียหายที่เกิดขึ้นมีหลักฐานมัดตัวเองชัดเจน

เริ่มตั้งแต่ภาพรวมเศรษฐกิจที่จะมาชำแหละปมการบริหารงานที่ผิดพลาด ไล่เรียงตั้งแต่ปัญหา “ปากท้อง” ที่จะยืนยันด้วยตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะหนี้สาธารณะหรือหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้นจากนโยบายที่ผิดพลาด โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมที่จะหยิบผลความล้มเหลวมาตอกย้ำกันอีกรอบ ซึ่งวันนี้ข้อมูลหลายส่วนเริ่มสะท้อนให้เห็นความเสียหายชัดเจน

ถัดมาที่แผลเก่าอย่าง “โครงการรับจำนำข้าว” ซึ่งเวลานี้เงื่อนงำปัญหาทุจริตหลายประเด็นที่เคยผ่านการอภิปรายรอบที่แล้วจะถูกส่งต่อไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่รอบนี้ประชาธิปัตย์ยังกัดไม่ปล่อย

เมื่อมีข้อมูลความเสียหายที่ชัดเจนขึ้นจากเดิมไม่ว่าจะเป็นตัวเลขสรุปความล้มเหลวของโครงการในแต่ละด้าน โดยเฉพาะงบประมาณแผ่นดินที่ถูกละลายไปปีละหลายแสนล้าน รวมทั้งกระทบต่อไปถึงการดำเนินการของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

แถมยังมีเงื่อนงำการระบายข้าวที่ไม่โปร่งใส การปกปิดข้อมูลการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐที่เป็นปัญหา รวมทั้งข้าวเก่าที่เน่าเริ่มส่งกลิ่นในหลายพื้นที่ ที่สำคัญ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ที่เกาะติดเรื่องนี้ยืนยันมีข้อมูลเด็ดไม่แพ้ครั้งก่อนๆ

ถัดมาที่ประเด็นความล้มเหลวในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แม้จะมีกิจกรรมรณรงค์ใหญ่โตหลายต่อหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

ประชาธิปัตย์จะได้ใช้เวทีนี้แสดงให้เห็นถึงเงื่อนงำการทุจริตในหลายส่วน โดยเฉพาะในโครงการใหญ่ของๆ รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎระเบียบทั่วไป แต่ใช้วิธีการหลบเลี่ยงการตรวจสอบ รวมไปถึงเทคนิคทุจริตรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนแยบยล

แม้ประเด็นนี้ในสำนวนยื่นถอดถอนจะมีชื่อของ ปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกฯ ซึ่งคาดกันว่าคงหนีไม่พ้นเรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำ แต่การอภิปรายยังต้องการพุ่งเป้าไปที่นายกฯ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายรัฐบาลที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในภาพรวม

มาจนถึงประเด็นใหญ่อย่างการแทรกแซงสถาบันนิติบัญญัติ ตุลาการ องค์กรอิสระ ผ่านความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่มา สว.ที่มีใบเสร็จเป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการแก้ไขในประเด็นหนังสือสัญญาที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา 190 ที่เชื่อมโยงไปถึงประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนของคนใกล้ชิดนายกฯ

ถัดมาที่เป้ารองอย่าง “จารุพงศ์” นอกจากจะประเด็นที่เล็งกันว่าน่าจะมีการอภิปรายเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติแล้ว เวลานี้เชื่อว่า “หมัดเด็ด” ที่ฝ่ายค้านมีในมือ เชื่อมโยงไปถึงประเด็นทุจริตและผิดกฎหมายชัดเจน

งานนี้จึงต้องรอดูว่า “ศึกซักฟอก” ที่ว่ากันว่าจะเป็น “ดาบสำคัญ” ในการเคลื่อนไหวรอบนี้ จะเข้าเป้าสามารถสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมมากน้อยแค่ไหน เพราะสุดท้ายเสียงข้างมากในสภาคงต้องช่วยกันยื้อพยุงให้นายกฯ และ มท.1 อยู่ในเก้าอี้ต่อไป

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันอาทิตย์ที่ 18 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันอาทิตย์ที่ 18 ต.ค. 69