
เปลี่ยนไทยตื่น...เป็นพลังปฏิรูปประเทศ
การเคลื่อนไหวต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ถูกยกระดับ
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การเคลื่อนไหวต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ถูกยกระดับสู่การขับไล่ระบอบทักษิณและสถานการณ์ก็กำลังเข้าสู่วิกฤตเต็มรูปแบบ เพราะเสียงข้างมากยัง “ลุแก่อำนาจ” สมุน “ระบอบทักษิณ” ได้ดาหน้าออกมาตอบโต้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ปลุกมวลชนคนเสื้อแดงออกมาตอบโต้การเมืองอีกขั้วที่เวทีราชดำเนิน ซึ่งนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ สถานการณ์จึงสุ่มเสี่ยงจะเกิดการเผชิญหน้าขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม “พลังนกหวีด” ที่ต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ เป็นปรากฏการณ์ “ไทยตื่น” ไม่ว่านักศึกษา ประชาชนทุกสาขาอาชีพ ลุกขึ้นประกาศก้องไม่ยินยอมให้มีการลบล้างความผิดคนโกง เป็นการลุกฮือแสดงสิทธิของพลเมืองครั้งใหญ่จนต้องบันทึกเป็นประวัติศาสตร์การเมืองเดือน พ.ย.
ปรากฏการณ์นี้คล้ายที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางหลายประเทศที่เกิด “อาหรับสปริง” ขึ้นเมื่อปี 25532554 ทว่าพลังประชาชนในประเทศเหล่านี้ไม่สามารถนำประเทศออกจากวิกฤตได้ เช่น ต้นตำรับการเปลี่ยนแปลงใน “อียิปต์” สุดท้ายก็ต้องจบด้วยการนองเลือดและเกิดสงครามกลางเมือง
ศ.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สะท้อนว่า พลังพลเมืองไทยที่กระตือรือร้น (Active Citizen) เป็นไปเช่นที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกก็จริง แต่ส่วนใหญ่ยังมีพื้นฐานจากความเกลียดชังในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเกลียดชังการคอร์รัปชั่น
ทั้งนี้ ยังมองไม่เห็นประเด็นอื่นๆ ที่หลากหลายกว่าการคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะความไม่เท่าเทียมหรือการเอารัดเอาเปรียบประชาชนคนชนบท การมองเพียงด้านเดียวก็เกิดขึ้นในกลุ่มคนเสื้อแดงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะจุดยืนจะปกป้องรัฐบาลประชาธิปไตย หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงอย่างเดียว ไม่ได้มองไปถึงประเด็นอื่น
“การทำพลเมืองให้เป็นพลังเปลี่ยนประเทศนั้นเป็นไปได้ ต้องถอยออกมาจากจุดยืนที่เป็นสาวกของแกนนำกลุ่มต่างๆ ก่อน แล้วแต่ละฝ่ายเปลี่ยนมวลชนไปสู่ระบบที่ทุกคนเข้าใจความแตกต่างมากขึ้น และก็หวังว่าจะมีหน่วยกลางๆ ที่ไม่ใช่รัฐบาลทำหน้าที่นี้”
จนถึงขณะนี้ ศ.อรรถจักร์ เห็นว่าความหวังยังเลือนรางที่จะก้าวไปสู่จุดนั้น เพราะเวทีราชดำเนินก็ยังคงมีการปราศรัยโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ล้มเจ้า หรือปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง ทำอย่างไรก็ได้ให้ครอบครัวชินวัตรออกนอกประเทศมากกว่าที่จะทำอย่างไรให้รัฐสภาเป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ
“ต่อให้เขาออกนอกประเทศทั้งหมด แต่ความคิดของทักษิณก็ยังคงอยู่ มันไม่ได้หายไปไหน ถ้าไม่จับเข่าคุยกันจริงๆ ก็ไปต่อไม่ได้ ถ้าไม่ทำอะไร ไม่ยุบสภา และแต่ละฝ่ายยังปลุกระดมกันต่อแบบนี้ นองเลือดแน่นอน”
“ปัญหาเฉพาะหน้าคือ ทำอย่างไรให้ทั้งสองฝ่ายไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน ผมหวังว่าหน่วยกลางๆ อาจสนับสนุนการพูดคุยเพื่อหาทางออกจริงๆ แต่ในระยะยาวแล้ว คนพวกนี้น่าจะหลุดจากสลักที่ผูกเขาอยู่ได้” นักวิชาการประวัติศาสตร์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ทางเดียวที่ ศ.อรรถจักร์ เชื่อว่าดีที่สุดคือการตัดสินใจ “ยุบสภา” ของรัฐบาลหลังพ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินอีกครั้งว่าต้องการการเมืองรูปแบบใด
“หากตัดสินใจช้า หรือเลือกยุบสภาในอีก 78 เดือนข้างหน้า การหาเสียงเลือกตั้งครั้งใหม่จะเป็นการหาเสียงเลือด คือมวลชนแต่ละฝ่ายพร้อมจะลุกขึ้นมาฆ่ากันได้ตลอดเวลา ผมคิดว่าถ้าพรรคเพื่อไทยต้องการแก้รัฐธรรมนูญก็ชูจุดขายว่าเข้ามาเพื่อแก้รัฐธรรมนูญไปเลย”
“ถ้าจะนิรโทษกรรมเขาก็มีบทเรียนแล้วว่าจะถูกต่อต้าน ส่วนประชาธิปัตย์ก็ชูจุดขายเลยว่าจะขจัดระบอบทักษิณ นี่คือทางออกที่ทำให้มวลชนไม่ฆ่ากันเอง” ศ.อรรถจักร์ เสนอ
ขณะที่ ศ.จรัส สุวรรณมาลา อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า พลังประชาชนถูกปลุกขึ้นมีเป้าหมายจุดร่วมเดียวกันคือการต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม แต่จะไปไกลถึงจุดหมายการปฏิรูปการเมืองหรือปฏิรูปประเทศหรือไม่ ยอมรับว่ายังยาก เพราะส่วนใหญ่มีความรู้สึกอึดอัดร่วมกันเท่านั้น
“ขณะที่จุดศูนย์รวมของมวลชนอย่างเวทีราชดำเนินหรือเวทีอื่นๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการวางแผน เป็นมวลชนที่รวมกันเพื่อแสดงออกในประเด็นจำกัดเท่านั้น”
ศ.จรัส เสนอว่า หากจะให้เห็นผล ควรเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปประเทศด้วยการแก้กฎหมาย ต้องปฏิรูปขอบเขตของสถาบันที่ใช้อำนาจอธิปไตยทั้งหมด ไม่ว่าจะรัฐบาล รัฐสภา หรือแม้กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญ อีกครั้ง
“ถ้าประชาชนไม่ออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูป อนาคตเราก็จะได้เห็นการออกนโยบายประชานิยมที่ทำให้รัฐขาดทุนมหาศาลอย่างโครงการรับจำนำข้าวอีกไม่รู้จบ ฉะนั้นถึงเวลาที่จะต้องจำกัดแล้วว่ารัฐบาลจะออกนโยบายแบบไหนได้บ้าง และกลไกตรวจสอบของสภาจะเป็นไปในรูปแบบใด”
ศ.จรัส บอกว่า ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนพลังมวลชนเป็นพลังปฏิรูปประเทศ เหมือนช่วงก่อนร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งภาคประชาชนชูธงเขียว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยกเครื่องรูปแบบการเมืองทั้งระบบ โดยภาคประชาชน จากนั้นนำเสนอต่อรัฐบาลหรือพรรคการเมืองให้รับไปกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ
“แต่วันนี้คุณต้องเห็นว่าพลังประชาชนไม่ธรรมดานะ ก็ปรับโครงสร้างใหม่ ประเทศก็เดินหน้าต่อไปได้ มาคุยกันว่าอนาคตจะไปยังไง ถ้าไม่คุยก็จบยาก” ศ.จรัส เสนอ
ด้าน สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์ประจำภาควิชาสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า การชุมนุมที่ราชดำเนินอาจแตกต่างจากอาหรับสปริง เพราะในอียิปต์ประชาชนลุกขึ้นเพราะไม่มีจะกิน คนชนชั้นกลางไม่ได้รับความปลอดภัยจากการใช้ชีวิต
“แต่จากการวิจัยไม่พบแก่นสารประชาธิปไตย ขณะที่การเมืองไทยมีการแบ่งฝ่ายเกิดขึ้น และประชาธิปไตยมีแก่นสาร ไม่เอารัฐประหาร ต่างจากอียิปต์ที่ประชาธิปไตยไม่ชัดเจน ดังนั้นจะเรียกว่าการเมืองไทยเหมือนกับอาหรับสปริงคงไม่ได้” สุรัตน์ ระบุ







