
"ปชป." ขอซักฟอก 3 วัน เริ่ม 25-27พ.ย.นี้
พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ ขอเริ่มวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ 25-27 พย. เชื่อรัฐเตรียมป่วน ลดเวลาเปิดโปงการทุจริต ซัดเพื่อไทยทำตัวเป็นศาลเตี้ย
พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ ขอเริ่มวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ 25-27 พย. เชื่อรัฐเตรียมป่วน ลดเวลาเปิดโปงการทุจริต ซัดเพื่อไทยทำตัวเป็นศาลเตี้ย
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันที่ 26-27 พ.ย. โดยฝ่ายค้านเห็นว่าไม่เพียงพอต่อการอภิปรายครั้งนี้ แม้จะมีผู้ถูกอภิปรายไม่กี่คน แต่ประเด็นการอภิปรายมีจำนวนมาก โดยเฉพาะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่บริหารประเทศด้วยความบกพร่องผิดพลาด ส่งผลให้เกิดผลกระทบจำนวนมาก ดังนั้นประเด็นที่จะอภิปรายนายกฯ จึงมีค่อนข้างมาก เรื่องนี้เชื่อว่ารัฐบาลพยายามสกัดกั้นฝ่ายค้านเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องทุจริตคอร์รัปชันและการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนกรณีที่รัฐบาลระบุว่าเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่เต็มที่นั้น เห็นว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีปีละ 1 ครั้ง หากรัฐบาลจริงใจเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ ก็ควรเลื่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 25พ.ย. เป็นวันที่ 27 พ.ย. และเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านอภิปรายวันที่ 25-27 พ.ย. จึงจะเพียงพอ ทั้งนี้หากรัฐบาลยืนยันจะให้อภิปรายในเวลาที่กำหนดไว้ ฝ่ายค้านก็คงปรับเปลี่ยนและเตรียมตัวอภิปรายให้เพียงพอกับเวลาที่กำหนด
นายองอาจ ยังกล่าวถึง การที่พรรคเพื่อไทย รัฐบาล ประธานสภาฯ และประธานวุฒิสภา และส.ส. ที่เกี่ยวข้องไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของส.ว.นั้น บุคคลเหล่านี้ไม่ควรทำตัวเป็นศาลเตี้ย แต่ควรรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เพราะวินิจฉัยได้โดยชอบธรรม ตามรัฐธรรมนูญ 4 ประการ ได้แก่ 1. ศาลปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้กระทำเกินหน้าที่ 2.ตุลาการทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ 3.คำวินิจฉัยของศาลก่อให้เกิดระบบนิติรัฐ นิติธรรม และประชาธิปไตยให้ดำรงอยู่คู่ประเทศต่อไปได้ และ 4.คำวินิจฉัยของศาลสร้างบรรทัดฐานป้องกัน การลุแก่อำนาจเกินขอบเขต ละเมิดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ จึงขอเรียกร้องนายกรัฐมนตรี และบุคคลที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำ อย่าเพิกเฉยไม่รับผิดชอบ โดยเฉพาะนายกฯ ที่แสดงตนเหมือนไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าต้องให้กฤษฎีกาศึกษาคำวินิจฉัยก่อน เพราะนายกฯ คือผู้นำสูงสุดควรแสดงความรับผิดชอบให้เป็นตัวอย่างแก่บุคคลอื่นๆ







