
รมว.กต.เผยสื่อต่างชาติงงประชาธิปไตยไทย
“สุรพงษ์”เผยสื่อต่างชาติงงประชาธิปไตยประเทศไทย หลังศาลมองสว.สรรหาดีกว่าเลือกตั้ง ติงฝ่ายค้านอย่าเล่นการเมืองข้างถนน
“สุรพงษ์”เผยสื่อต่างชาติงงประชาธิปไตยประเทศไทย หลังศาลมองสว.สรรหาดีกว่าเลือกตั้ง ติงฝ่ายค้านอย่าเล่นการเมืองข้างถนน
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินชี้ขาดให้การแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภาว่าผิดกระบวนการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญและไม่เป็นประชาธิปไตย โดยเท่าที่ได้สำรวจความจากสื่อต่างชาติพบว่า รู้สึกแปลกใจในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากทั่วโลก หากตัวแทนของประชาชนมาจากการเลือกตั้งย่อมถือเป็นประชาธิปไตย
ทั้งนี้ แต่คำพิพากษากลับระบุว่า สว.ที่มาจากการสรรหาว่าดีกว่าสว.ที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนตัวไม่รู้ว่าจะเอาความเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศไปชี้แจงต่างชาติอย่างไร เพราะไม่อยากให้คนอื่นมองไทยเป็นตัวตลก การที่จะเอาประชาชนทั้ง 60 ล้านคนมานั่งประชุมในสภานั้นมันเป็นไปไม่ได้ จึงต้องมีระบบตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่มาจากการแต่งตั้ง 6-7 คน ถามว่า คณะบุคคลนี้ ฉลาดกว่าหรือเป็นบุคคลพิเศษกว่าคนไทยทั้งประเทศอย่างไร
อย่างไรก็ดี อำนาจในระบอบประชาธิปไตย มี 3 ส่วน ได้แก่ ตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ แต่วันนี้ (22พ.ย.) ศาลรัฐธรรมนูญออกมาอยู่เหนืออำนาจทั้งหมด กลายเป็นว่ารองลงมาเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานสภา และประธานศาลฎีกา อยู่แถวที่สองด้วยกัน ต้องไปแก้ตำรากันใหม่หมด แล้วส่วนตัวถึงจะเอาระบอบประชาธิปไตยแบบนี้ไปอธิบายให้ต่างชาติฟังได้ชัดเจน
“ผมคิดว่าไทยเรากลายเป็นตัวตลก โดยเฉพาะในสื่อของต่างชาติ เวลาผมไปไหนคงต้องเอาปี๊ปคลุมหน้าแล้วเดิน ไม่ก็ต้องคอยหลบหน้า เพราะประเทศไทยมีประชาธิปไตยรูปแบบใหม่” นายสุรพงษ์กล่าว
ส่วนการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯของฝ่ายค้าน ถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะถ้าอยู่ในระบอบที่มีรัฐสภา ฝ่ายค้านก็ควรอธิบายด้วยข้อมูลหลักฐาน อย่าเอาข้อไม่จริงมาอภิปราย เห็นได้ชัดจากกรณีปราสาทพระวิหาร ที่มีสส.ฝ่ายค้าน เอาข้อมูลที่ไม่จริงมาเล่นการเมือง เคยเกิดก่อนหน้ามาครั้งหนึ่งแล้ว จนกระทั่งมีการปะทะกันบริเวณชายแดน สูญเสียชีวิต
อย่างไรก็ตาม ถ้าเล่นแบบนี้ ประเทศชาติมีแต่เสียหาย ใครจะรับผิดชอบ ไม่ละอายแก่ใจกันบ้างหรืออย่างไร วันนี้สังคมไทยต้องการฟังการอภิปรายด้วยข้อเท็จจริงในสภา และเชื่อว่านายกฯพร้อมจะชี้แจง และในรายละเอียดแล้วการชี้แจงควรเป็นรัฐมนตรีของแต่ละกระทรวง เพราะจะรู้มากกว่า ดังนั้น อยากให้สังคมไทยเข้าใจ ว่านายกฯเป็นผู้บริหารและกำกับนโยบาย จะไปรู้ทุกเรื่องในรายละเอียดเป็นไปไม่ได้
“แค่ญัตติที่เขียนมา ผมก็ไม่แฮปปี้ มันคือหลอกด่า เพราะเขียนมาตั้งแต่เป็นสส.อยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ เขียนหลอกด่า ตีกิน มาตลอด เล่นการเมืองไม่พัฒนา น้ำเน่า เมื่อไหร่จะพัฒนา ผมก็ไม่เข้าใจ บ้านเมืองถึงไม่พัฒนา อย่าหาว่าผมด่านะ ผมให้ความรู้ อยากให้ไปพัฒนาตัวเอง ทั้งผู้นำและสส.ฝ่ายค้าน รวมทั้งที่ลาออกไประดมคนตามท้องถนน หวังว่าคงไม่กลับมาลงสมัครสส.อีก อายตัวเองบ้าง เพราะไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ไม่เชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา แล้วก็ไม่ต้องส่งลูกหลาน ญาติมิตรมาสมัคร เพราะจะกลายเป็นสภาพี่น้อง ผัวเมีย ลูกหลาน เหมือนกับที่ชอบกล่าวหากัน" นายสุรพงษ์ กล่าว







