
พิธีกรรม/ม็อบการเมือง(จบ)
(5) เป้าหมายม็อบ แก่นแท้พิธีกรรม
(5) เป้าหมายม็อบ แก่นแท้พิธีกรรม
ในพิธีกรรมมีชุดความคิด ส่วนมากยึดหลักความดีเลว ความถูกผิด แบบสีขาวสีดำ สองขั้ว (Binary Opposition) โดยเฉพาะพิธีกรรมทางศาสนา/ไสยศาสตร์ไทย ที่มองเรื่องดีเลวเด่นชัด
พิธีกรรมมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาบางอย่างเสมอ ตั้งแต่ไล่ผีสางยันทำเสน่ห์ นั่นเรื่องส่วนตัว หรือพิธีกรรมสิริมงคล หรืออัปมงคลก็ล้วนเพื่อสัมฤทธิผลบางอย่าง
ประชาชนร่วมม็อบขับไล่ทรราช ก็เหมือนพิธีกรรมปัดเป่าขับไล่วิญญาณร้าย หากนักการเมืองใช้ม็อบเพื่อผลประโยชน์ตนเองในอำนาจ ก็เป็นพิธีกรรมหนึ่งเพื่อตนเอง
เรื่อง “จริยธรรม/ศีลธรรม” จึงเป็นแก่นเป้าหมายของการชุมนุม ม็อบราชดำเนิน หรือม็อบเมืองทอง/ราชมังคลาฯ จึงเป็นการต่อสู้กันเรื่องความถูกต้อง เป็นเรื่องศีลธรรมจรรยาทางการเมืองที่ต่างฝ่ายมีจุดยืนต่างกัน
ความเลวส่วนตัวของนักการเมือง จึงกลายเป็นความชั่วส่วนรวม ที่มิอาจต่อรองหรือยืนอยู่ตรงกลาง ประนีประนอมได้ เป็นความเลวที่ “รัฐกระทำต่อประชาชน” มิสามารถยกเลิกหรือให้อภัยได้
พิธีกรรมไล่รัฐบาล จึงมีเพื่อขับไล่ความเลวส่วนรวมของประเทศ มิใช่เรื่องส่วนตัว
(6) สีเสื้อ เสียงนกหวีด สงครามสัญลักษณ์
การชุมนุมทางการเมืองมีสัญลักษณ์มากมาย ตั้งแต่เสื้อเหลืองแดง มือตบ ตีนตบ หรือล่าสุดคือ นกหวีด (และแตรแดง?) สัญลักษณ์นี้นำมาใช้เพื่อ “แสดงความเป็นส่วนรวม” (Collective) ของผู้เข้าร่วม ที่ต้อง “ติดตั้งตราสัญลักษณ์” เพื่อสื่อ
การใช้สัญลักษณ์ต้องมี “กฎเกณฑ์/ข้อบังคับร่วมกัน” เช่น เสียงนกหวีด ก็ต้องเป่ารับลูกพร้อมกันเมื่อผู้ปราศรัยพูดจบประโยค หรือเมื่อเจอรัฐบาล (นายกรัฐมนตรีหรือลิ่วล้อ) ไม่สามารถเป่าคนเดียวได้
สัญญะเหล่านี้มีความหมายเมื่อ “ถูกใช้ในบริบท/เหตุการณ์” ที่ตกลงกันระหว่างผู้ชุมนุม เช่น ติดธงชาติไทยหน้าบ้าน เปิดไฟหน้ารถตอนกลางวัน สวมใส่ชุดดำประท้วงรัฐบาล โห่ร้องไล่นักการเมืองเวลาเจอหน้า ชูแผ่นป้ายเรียงรายข้างทางเวลาเจอนายกรัฐมนตรี ฯลฯ
พลังของสัญลักษณ์มีประสิทธิภาพเมื่อมันรวมหมู่ รวมกลุ่มก้อนในสถานที่และเวลาแบบใดแบบหนึ่ง หากใช้นอกบริบทดังกล่าวย่อมมิอาจสื่อความหมายไปได้
หากใส่เสื้อสีเหลืองไปเดินรุ่มร่ามในกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ก็อาจผิดกาลเทศะ และคงมีใครหัวแตกแน่นอน
(7) ม็อบออนไลน์ ม็อบหัวเมือง แฟลชม็อบ และ ‘พิธีกรรมผ่านสื่อ’ (Media Rituals)
พิธีกรรมการชุมนุมทางการเมืองไทย เริ่มที่จะแปลกและแหวกแนวไปกว่าพิธีกรรมในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ นับตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สร้างประวัติศาสตร์การชุมนุมต่อเนื่องยาวนานหลายครั้ง แต่ละครั้งกินเวลายาวนานกว่าร้อยวัน และมีรายการถ่ายทอดสดให้ติดตามได้ผ่านสื่อโทรทัศน์
ปรากฏการณ์เดียวกันนี้ (ถ่ายทอดสดการชุมนุมแบบ 24 ชั่วโมงเรียลไทม์) ทำให้แต่ละม็อบต้องมีช่องทางเป็นของตนเอง เช่น นปช. มีเอเชียอัพเดท พรรคประชาธิปัตย์มีบลูสกาย ซึ่งทำให้รูปแบบพิธีกรรมนั้นมี 2 โลกทับซ้อนกัน คือ โลกจริง (Real World) และโลกสื่อ (Media World)
มากไปกว่านั้น ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ ยังเป็นช่องทางหลักที่ทำให้ผู้ชุมนุม (หรือยังไม่เป็นผู้ชุมนุม) สามารถมีส่วนร่วมกับการติดตามข่าวสารเหตุการณ์ชุมนุมได้
เราเรียกการชุมนุมบนท้องถนนว่าเป็น “การชุมนุมแบบออฟไลน์” (Offline Demonstration) ส่วนการตั้งเพจการเมือง กลุ่ม หรือส่งต่อข้อมูลรณรงค์การเมือง เช่น ประท้วง คัดค้าน ต่อต้าน ประณามรัฐบาล เรียกว่า “การชุมนุมแบบออนไลน์” (Online Demonstration)
เท่านั้นยังไม่พอ การชุมนุมทางการเมืองในปัจจุบัน ยังขยายกลุ่มผู้ชุมนุมไปยังหัวเมืองต่างจังหวัดต่างๆ โดยนัดหมายเวลาเดียวกัน วาระเดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน แต่ต่างพื้นที่ ต่างกลุ่มแกนนำ เป็นการจำลองพิธีกรรมร่วมกันไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยที่ประชาชนในพื้นที่จะรวมตัวกันเองโดยยึดวันเวลาตามการชุมนุมส่วนกลาง
ยังไม่นับ “พิธีกรรมการชุมนุมย่อยๆ” อีก เช่น การชุมนุมแบบ “แฟลชม็อบ” หรือ “ม็อบฉับพลัน” ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ (หรือเตรียมการนัดหมาย) สั้นๆ ด้วยคนจำนวนน้อย (530 คน) ในระยะเวลาสั้นๆ 510 นาที
การชุมนุมออนไลน์ หัวเมือง และแฟลชม็อบ จึงกลายเป็น “พิธีกรรมย่อย” ของพิธีกรรมใหญ่ทั้งหมด
และเนื้อหาของการชุมนุมเหล่านี้ “สามารถทะลุทะลวงผ่านช่องทางสื่อ” ได้ทั้งหมด เช่น คนไปชุมนุมเป่านกหวีดที่สีลม ถ่ายรูป อัพคลิปวิดีโอ เพื่อสร้างกระแสการส่งต่อ “ข้อความรณรงค์การชุมนุม” ไปยังโลกออนไลน์ เพื่อระดม เพื่อสร้างกระแสในสังคมออนไลน์อีกทอดหนึ่ง เมื่อสร้างได้ คนในโลกออนไลน์ก็ออกมาชุมนุมสู่ท้องถนนอีกคราหนึ่ง และก็ถูกถ่ายทอดสดการชุมนุมนั้นไปยังหัวเมืองต่างๆ เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาสาระบนเวที ไปต่างจังหวัดอีกทอดหนึ่ง และการชุมนุมหัวเมืองก็สามารถเชื่อมต่อเนื้อหาสู่ส่วนกลาง และสื่อสังคมออนไลน์ หรือข้ามไปที่ประชาชนต่างประเทศได้อีกทอด ไม่รู้จบ
ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า “การชุมนุมทางการเมือง” กลายเป็น “รายการโทรทัศน์ยอดนิยม” ของคนไทย (แม้หลายคนจะเบื่อหน่าย) มองในแง่สื่อสาร ข่าวชุมนุมกลายเป็นสินค้าที่ขายดีพอๆ กับข่าวดารา และปฏิเสธไม่ได้ว่าโทรทัศน์หลายๆ ช่องใช้พิธีกรรมการชุมนุมทางการเมือง/ความขัดแย้งทางการเมือง สร้างรายได้จากเหล่าสาวกทั้งหลายได้ไม่ยาก
มองแบบตลกร้าย ประเทศไทยอาจเป็นประเทศต้นแบบของการถ่ายทอดสดการชุมนุมไล่ประท้วงรัฐบาลฉ้อฉล เป็นรายการเรียลิตี้ที่จริงยิ่งกว่าจริง และมีประชาชน ผู้ชุมนุม รัฐบาล นักการเมืองเป็นผู้แสดง โดยมีชะตากรรมของประเทศเป็นเครื่องเซ่นบูชา!
รูปแบบพิธีกรรมยังบ่งบอกถึงชนชั้น ลักษณะของม็อบเช่นกัน ม็อบเมืองไทยเป็นสงครามชนชั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ และความคิด อุดมการณ์เรื่องถูกผิด ดีเลว นิยมชอบ เกลียดชัง ต่างเป็นแรงจูงใจของการเข้าร่วมพิธีกรรมนี้ในระดับชนชั้นของมันเอง
อย่างที่บอก พิธีกรรม คือ หลักฐานของปฏิบัติการทางสังคมของผู้คนในสังคมนั้นๆ มันบ่งชี้ถึงคุณภาพคน คติ ความเชื่อ และรูปแบบพฤติกรรมการแสดงออก หากชุมนุมกันด้วยสันติวิธี ประท้วงด้วยเหตุผล ไม่ใช้ความรุนแรง ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ปัญญาชนพึงกระทำ ควรยกย่อง แต่หากการชุมนุมทางการเมืองโดยใช้อำนาจฉ้อฉล เล่ห์กลทางการเมือง ก็เสมือนพิธีกรรมชั่วร้ายนั่นเอง
ใครจะเข้าร่วมพิธีกรรมทางการเมืองแบบใด ก็แล้วแต่ศรัทธาทางการเมือง!
ที่น่าสนใจคือ เดี๋ยวนี้มีทั้งพระสงฆ์เข้าร่วมชุมนุมกับม็อบ และมีม็อบเข้าไปไหว้พระก่อนชุมนุม ต่างฝ่ายต่างใช้ตำรายุทธพิชัยสงคราม ศึกษาโหราพยากรณ์กันเต็มที่ นี่ล้วนบ่งบอกนิสัยคนไทยว่า “ไม่เชื่อม็อบ อย่าลบหลู่” โดยเด็ดขาด!







