มิติใหม่กรมศิลป์ ทำพิพิธภัณฑ์ให้มีชีวิต
กรมศิลปากร ได้ที่ปรึกษาระดับครู สุจิตต์ วงษ์เทศ วางแนวคิดสร้างมิติใหม่ให้พิพิธภัณฑ์มีชีวิต
โดย...สมาน สุดโต
กรมศิลปากร ได้ที่ปรึกษาระดับครู สุจิตต์ วงษ์เทศ วางแนวคิดสร้างมิติใหม่ให้พิพิธภัณฑ์มีชีวิต เปิดพิพิธภัณฑ์อู่ทองนำร่อง ก่อนที่จะขยายไปในที่อื่นๆ
ณ เวทีกลางแจ้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง วันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 โครงการแบ่งปันความรู้สู่ชุมชน เริ่มตั้งแต่เช้า โดยการเล่าเรื่องประกอบการแสดง ต้นทางประวัติศาสตร์ไทย โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ พร้อมด้วย ประภัสสร์ ชูวิเชียร และสาลินี มานะกิจ โดยมีดนตรีสากลกรมศิลปากร แชมเบอร์ลูกทุ่ง ออกเพลงเล่าเรื่องอู่ทอง เหน่อสุพรรณ สลับการเล่าเรื่อง ประวัติศาสตร์ เป็นการบรรเทาความร้อน (แต่ไม่แรง) จากแสงแดดไปได้บ้าง
ตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00 น. ถึงเที่ยงวัน ผู้เข้าร่วมเสวนานับร้อยคน รวมทั้งนักข่าว นักเขียนสารคดีอีกมากหน้าหลายตา ได้ฟังเรื่องสนุกๆ ในประวัติศาสตร์และวรรณคดีเมืองสุพรรณ จากการเล่าของสุจิตต์และคณะ และยังได้ชมการแสดงที่หาดูได้ยาก จากนักแสดงระดับครูจากกรมศิลปากร ที่แสดงทั้งร้องทั้งรำ
ดังเช่นเมื่อเล่าเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพระพันวษาต้อนควายป่า ท่านก็ฟันธงว่า ป่าและควายที่ว่านั้นคือ ที่เขาพระ อ.อู่ทองนี้เอง จึงแสดงขับเสภา ออกระบำควาย ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม
อู่ทอง เคยชื่อ อ.จรเข้สามพัน เมื่อ พ.ศ. 2445 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นชื่อ อ.อู่ทอง เมื่อ พ.ศ. 2482 (สมัยรัชกาลที่ 8) แต่มีประวัติยึดโยงกับวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนในสมัยอยุธยาหลายตอน เช่น ตอนขุนแผนพานางวันทองหนีขุนช้าง ก็มีเส้นทางควบม้าสีหมอกไปทางเขาพระ อู่ทอง นักแสดงกรมศิลปากรนำโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ และประสาท ทองอร่าม จึงประชันบทในลิเกเสภากันสนุกสนาน (โดยมีนักแสดงกรมศิลป์ร่วมด้วยหลายชีวิต) บนเวทีกลางแจ้ง หน้าบ้านลาวโซ่ง หรือไทยทรงดำ ที่พิพิธภัณฑ์อู่ทองจำลองแบบมาปลูกไว้ เพื่อบอกว่าอู่ทองมีชนชาติไทยทรงดำ หรือลาวโซ่งอยู่มากเหมือนกัน (มีมากที่สระยายโสม)
เมื่อขึ้นไปชมการจัดนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอู่ทอง มีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 ประดิษฐานอยู่ และตรงกลางห้องจัดนิทรรศการจึงมีตู้เก็บสมุดประวัติศาสตร์ที่มีพระปรมาภิไธย 2 พระองค์ พร้อมทั้งปากกาตั้งไว้เป็นมงคลแก่สถานที่ด้วย
กรมศิลปากรจัดตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอู่ทองชั่วคราว เมื่อ พ.ศ. 2502 เพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี ที่ขุดค้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2476 ส่วนพิพิธภัณฑ์ถาวรสร้างเมื่อ พ.ศ. 2508
ก่อนหน้านั้น สมัยรัชกาลที่ 5 หรือ พ.ศ. 2446 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ตรวจราชการเมืองสุพรรณบุรี และเสด็จสำรวจเมืองโบราณอู่ทอง ทรงนิพนธ์เล่าเรื่องเมืองอู่ทองในรายงานเสด็จตรวจราชการเมืองสุพรรณบุรี และทรงนิพนธ์หนังสือเรื่องนิทานโบราณคดี จากนั้นก็มีการขุดค้นทางโบราณคดีกันเรื่อยมา ได้โบราณวัตถุที่บ่งบอกประวัติศาสตร์ย้อนหลังเป็นพันปี และยังมีสิ่งไม่น่าเชื่อที่อู่ทอง คือ อ่าวไทยในอดีต
หากมองประวัติศาสตร์เมืองอู่ทองตั้งแต่อดีต จะเห็นว่าอู่ทองเป็นเมืองต้นทางหรือต้นแบบในหลายสิ่งหลายอย่างบนผืนแผ่นดินไทย โดย สุจิตต์ เขียนไว้ในหนังสืออู่ทอง ต้นทางประวัติศาสตร์ไทย ว่า 3,000 ปีมาแล้วมีคนดึกดำบรรพ์เดินทางไปมาทั่วอู่ทองเพื่อหาอาหารตามธรรมชาติ
ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย สุจิตต์ เขียนตอนหนึ่งว่า อู่ทองต้นทางประวัติศาสตร์ไทย หมายถึง อู่ทองมีชุมชน บ้านเมือง 2,000 ปีมาแล้ว เก่าสุดในภาคกลาง แล้วขยายเติบโตก้าวหน้าสืบเป็นประเทศไทย
เอกสารโบราณเรียกดินแดนอู่ทองว่า สุวรรณภูมิ ต่อมามีรัฐสุพรรณภูมิ หรือสยาม ที่ได้ร่วมกับรัฐอโยธยา–ละโว้ สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชอาณาจักรสยามแห่งแรก แล้วสืบเป็นกรุงธนบุรี เป็นกรุงรัตนโกสินทร์ จนปัจจุบันเป็นประเทศไทย
เรียกสั้นๆ ว่า อู่ทองต้นทางไทย
เมื่อชมในพิพิธภัณฑ์ก็จะพบเรื่องต่างๆ มากมาย เช่น อาคารจัดแสดงหมายเลขที่ 1 จัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับเมืองโบราณอู่ทองและวัฒนธรรมทวารวดี 2 ห้อง คือ ห้องบรรพชนคนอู่ทอง และห้องอู่ทองศรีทวารวดี
อาคารหมายเลข 2 จัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับดินแดนสุวรรณภูมิ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเมืองโบราณอู่ทอง เส้นทางการค้าทางทะเล และเมืองโบราณอู่ทองในฐานะศูนย์กลางของศาสนาพุทธ โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้
ห้องจัดแสดงชั้นบน ส่วนที่ 1 “พัฒนาการทางประวัติศาสตร์บนผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิ” จัดแสดงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของดินแดนสุวรรณภูมิ แหล่งการค้าสำคัญของโลกยุคโบราณ ซึ่งสันนิษฐานว่าคือดินแดนที่เป็นประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ กระทั่งเข้าสู่สังคมเมือง และการค้าระหว่างชุมชนโบราณต่างๆ ทั้งในและภายนอกด้วยโบราณวัตถุ และสื่อจัดแสดงประเภทต่างๆ ที่ทันสมัย
ห้องจัดแสดงชั้นบน ส่วนที่ 2 “สุวรรณภูมิการค้าของโลกยุคโบราณ” จำลองเหตุการณ์การค้าทางทะเลจากคาบสมุทรอินเดียสู่ดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อราว 3,000 ปีที่ผ่านมา โดยใช้สื่อระบบโสตทัศนูปกรณ์ แสดงถึงการเดินเรือของพ่อค้าชาวต่างชาติ เส้นทางการค้าและเมืองท่าสำคัญในเวลานั้น ซึ่งเชื่อว่าส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเมืองอู่ทองโบราณโดยตรง
อาคารจัดแสดงหมายเลข 2 ห้องจัดแสดงชั้นล่าง “อู่ทองศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา” จัดแสดงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อประมาณ 1,6001,800 ปีที่ผ่านมา “เมืองโบราณอู่ทอง อรุณรุ่งแห่งอารยธรรมไทย” เป็นเมืองสำคัญยุคแรกที่ได้รับอิทธิพลทางศาสนาพุทธจากอินเดีย ซึ่งได้กลายมาเป็นจุดกำเนิดวัฒนธรรมทวารวดีในเวลาต่อมา โดยหลักฐานว่าพระพุทธศาสนาได้เข้ามาประดิษฐานที่เมืองโบราณอู่ทองเป็นจุดแรกในดินแดนประเทศไทย จัดแสดงโดยใช้โบราณวัตถุสำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา แบบจำลองเจดีย์ธรรมจักร และการขุดค้นทางโบราณคดีที่มีเมืองโบราณอู่ทอง ด้วยเทคนิคการจัดแสดงอันทันสมัยพร้อมภาพยนตร์แอนิเมชั่น
อนันต์ ชูโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร บอกว่า รูปแบบการจัดงานครั้งนี้จะขยายไปสู่พิพิธภัณฑ์อื่นๆ ต่อไป เพราะเป็นการถ่ายทอดแบบง่ายๆ มีดนตรี มีเพลงให้คนฟังคนชมได้ความรู้และสนุก ตนเห็นรูปแบบวันนี้แล้วยอมรับว่าดีมาก จะนำไปขยายผลในการไปจัดที่พิพิธภัณฑ์อื่นๆ อีก
ส่วนที่เลือกอู่ทองก่อน เพราะเกี่ยวเนื่องกับสุวรรณภูมิ ชื่อที่คนรู้จักอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครรู้จักว่าพื้นที่สุวรรณภูมิโบราณนั้นอยู่ที่ไหน การจัดเปิดตัวที่อู่ทอง เท่ากับประกาศว่าสุวรรณภูมิอยู่ที่นี่ ที่อู่ทอง อันเป็นต้นทางประวัติศาสตร์ชาติไทย


