
วิวาทะเสียดินแดนเท่าไหร่?
อย่าเผยไต๋ให้กัมพูชารู้
อย่าเผยไต๋ให้กัมพูชารู้
วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ หัวหน้าคณะต่อสู้คดีในศาลโลก กล่าวว่า นักการทูตพูดอะไรต้องรับผิดชอบ เนื่องจากพูดไปแล้วสามารถผูกพันประเทศในระดับหนึ่งจึงต้องระวังมาก ขณะนี้เรียกได้ว่าอยู่ในขั้นตอนการเดา จึงเอาไปบอกประชาชนไม่ได้ กำลังเร่งทำงานเพื่อประเมินบนหลักฐานทางวิชาการ ถึงตอนนั้นก็จะนำเสนอรัฐบาลและเมื่อรัฐบาลให้เปิดเผยก็จะเปิดทันที จากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนแห่งข้อเท็จจริงคือการเจรจาถือว่าสำคัญ เพราะหากไปเจรจาแต่ถูกเผยไต๋หมดแล้วก็ไม่ใช่การเจรจา ตอนนี้คนไทยไม่ควรเผยไต๋การกระทำใดๆ ที่ทำให้เมื่อไต๋เผยออกไป ย่อมมีผลเสียต่อการเจรจาทั้งสิ้น
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ศาลโลกได้ให้คำอธิบายบริเวณรอบปราสาทในแง่ของภูมิศาสตร์ด้วย จึงต้องไปดูว่าเมื่อถ่ายทอดเส้นลงในพื้นที่นั้นแล้วจะเป็นอย่างไร โดยในย่อหน้าที่ 99 ของเอกสารคำตัดสินศาลโลก ยอมรับว่าคงทำได้ด้วยความยากลำบาก เมื่อคำนึงถึงสภาพภูมิศาสตร์และเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการร่วมกัน คือ เจราจาในส่วนของ “บริเวณรอบปราสาท” หรือ “พื้นที่ยอดเขาพระวิหาร” เพราะฉะนั้นการระบุในชั้นนี้ว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ตรงไหนและมีขอบเขตเท่าใด เกรงว่าอาจกระทบต่อกระบวนการเจรจาที่ไทยจำเป็นต้องมีกับกัมพูชาต่อไป โดยสิ่งที่ไทยปรารถนา คือ ข้อยุติที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้
ประชาชนมีสิทธิร่วมตัดสิน
ศิริโชค โสภา สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทำแผนที่ตัวอย่างแสดงพื้นที่ซึ่งอาจต้องเสียมากถึง 1,250 ไร่แสดงในการประชุมรัฐสภา กล่าวว่า กรอบการเจรจาควรจะต้องเปิดเผยและนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งถือเป็นตัวแทนของประชาชน ส่วนเรื่องเทคนิครายละเอียดที่จะไปใช้ในการเจรจานั้นไม่จำเป็นต้องเปิดเผยก็ได้ แต่ในยุคนี้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ สามารถเข้าถึงได้ง่าย ไทยก็มีข้อมูลของกัมพูชา กัมพูชาก็มีข้อมูลของไทย
“ข้อมูลต่างๆ ที่ผมมีนั้นก็ได้มาจากช่องทางทั่วไป ไม่ใช่ข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องควรปกปิด เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาว่าจะเปิดเผยอะไรบ้าง จะยอมเสียได้มากแค่ไหน ต้องประเมินออกมาให้เห็นว่าแต่ละแนวทางเป็นอย่างไร ให้เป็นที่รับรู้เพื่อช่วยกันพิจารณาตรวจสอบ?”
คำนูณ สิทธิสมาน สว.สรรหา กล่าวว่า เห็นด้วยกับท่าทีของวีรชัยที่บอกว่าไม่สามารถเผยไต๋ที่ไทยจะเตรียมไปเจรจากับกัมพูชาให้สาธารณชนรู้ได้ แต่รัฐบาลก็ควรเปิดเผยกับประชาชนว่าผลจากคำพิพากษาที่ออกมาไทยได้อะไรและไทยเสียอะไรบ้าง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
อย่างไรก็ตาม แม้การเจรจาระหว่างประเทศจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก แต่ภาครัฐจะไปห้ามไม่ให้ประชาชนในภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะภาควิชาการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีนี้ไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นสิทธิที่สำคัญประการหนึ่ง และคิดว่าไม่น่าจะมีผลผูกพันต่อไทยแต่อย่างใด ต่างกับการแสดงความคิดเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งของนายกรัฐมนตรี รมว.ต่างประเทศ หรือหัวคณะเจรจาที่จะมีผลผูกพันชัดเจน







