
เครื่องยนต์ดับสนิทเศรษฐกิจสลบยาว
มาถึงตอนนี้คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกตัวล้วนดับสนิท
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
มาถึงตอนนี้คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกตัวล้วนดับสนิท
ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกมาประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้เพียง 3.1% ถือว่าต่ำที่สุดเท่าที่มีหน่วยงานต่างๆ ประเมินมา ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะอ่อนแอและยังไม่มีวี่แววจะกระเตื้องขึ้นในเร็ววัน
สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยดิ่งต่ำลงเรื่อยๆ จากกำลังขับเคลื่อน ทั้งการลงทุน การบริโภคการส่งออก รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐล้วนตกอยู่ในภาวะเครื่องดับ แม้ว่ารัฐบาลจะมีความพยายามติดเครื่องยนต์ต่างๆ ขึ้นมาใหม่ก็ยังไม่เป็นผล
แม้แต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ก็ยังรายงานว่า เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยล่าสุดทุกตัวติดลบ ตั้งแต่การลงทุนภาคเอกชนเดือน ก.ย. 2556 มีสัญญาณชะลอตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าและไตรมาสก่อนหน้า
การนำเข้าสินค้าทุนติดลบ 12.7% ทำให้ไตรมาส 3 ของปี 2556 ปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนติดลบ 7.9% ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นและปัญหาความเชื่อมั่นที่ลดลงจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้ไม่มีใครกล้าเสี่ยงลงทุนหากไม่เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้น
เครื่องยนต์การบริโภคภาคเอกชนที่เป็นกำลังสำคัญทำให้เศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาขยายตัวได้สูงถึง 6.4% แต่พอมาถึงปีนี้การบริโภคกลับดับสนิท ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายรัฐบาลที่เร่งให้ประชาชนใช้จ่ายมากในปีที่ผ่านมา พอมาถึงปีนี้เงินหมดแต่ภาระหนี้กลับเพิ่มขึ้น ทำให้การบริโภคหยุดสนิท
สศค.รายงานว่า เดือน ก.ย. 2556 การบริโภควัดจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัวติดลบ 19.4% ซึ่งเมื่อลงลึกยังพบว่าการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริโภคภายในประเทศขยายตัวติดลบสูงถึง 31.5% ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าที่ติดลบ 2.7% แสดงให้เห็นว่าการบริโภคภายในประเทศชะลอตัวอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ การบริโภคของเดือน ก.ย. 2556 ยังถือว่าลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี ทำให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มไตรมาส 3 ของปี 2556 ยังติดลบ 7.3%
แม้ว่าในภาพรวมการบริโภคภาคเอกชนจะมีแนวโน้มดีขึ้นจากการกระตุ้นทั้งภาครัฐและเอกชน โดยการลดแลกแจกแถมเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่ก็มาเจอมรสุมม็อบต่อต้านรัฐบาลรอบใหม่ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้บริโภคไม่มั่นใจสถานการณ์บ้านเมืองที่จะกระทบเศรษฐกิจให้มีปัญหาเพิ่มขึ้น จึงไม่กล้าใช้เงินยิ่งทำให้การบริโภคที่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้หดตัวรุนแรงมากขึ้นไปอีก
ครั้นจะมาหวังเครื่องยนต์การส่งออกที่เป็นผู้นำในการผลักดันเศรษฐกิจ เพราะสามารถทำมาหาได้เข้าประเทศไตรมาสละ 66.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จนหลายฝ่ายคาดว่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ได้ดีกว่าปี 2555 ที่ผ่านมาที่ขยายตัวได้เพียง 4% ถึงขนาดทำให้ภาครัฐเชื่อว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัวได้ถึง 89% แต่มาถึงวันนี้โค้งท้ายของเศรษฐกิจปี 2556 การส่งออกทำท่าจะขยายตัวได้เพียง 1% กว่าๆ เท่านั้น
ผลที่ตามมาคือทำให้เม็ดเงินที่คาดว่าจะเข้าระบบเศรษฐกิจหายไปหลายแสนล้านบาท
ที่สำคัญการส่งออกที่เหลือของปีก็ยังทำท่าไม่ฟื้นจากอาการโคม่า แม้ว่าค่าเงินจะอ่อนค่าลงมาบ้างแล้ว แต่มูลค่าการส่งออกก็ยังไม่กระเตื้องขึ้นเท่าที่ควร มีการประเมินกันว่าหากมูลค่าการส่งออกที่เหลือของปีต่ำกว่าเดือนละ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกของไทยมีความเสี่ยงสูงมากว่า การส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้ไม่ถึง 1%
หากเป็นเช่นนั้น รับประกันได้ว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยที่รัฐบาลต้องการให้ไม่น้อยกว่า 4% ไม่มีทางเป็นไปได้โดยสิ้นเชิง
แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายามเร่งเครื่องยนต์การใช้จ่ายภาครัฐมาปั๊มเศรษฐกิจไทยแต่ปรากฏว่าก็หวังไกลเกินจริง รัฐบาลตั้งเป้าเบิกจ่ายไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2557 ให้ได้ 7 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบลงทุนเหลื่อมปีกว่า 1 แสนล้านบาท
แต่ปรากฏว่าการเบิกจ่ายก็ทำได้แค่ในงบประจำเท่านั้น ในส่วนของงบลงทุนที่จะมีแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีกลับมีการเบิกจ่ายได้น้อยมาก สะท้อนว่าการลงทุนของภาครัฐไม่ขยับแม้แต่น้อย
ตัวเลขของกรมบัญชีกลาง พบว่า การเบิกจ่ายในเดือน ต.ค. 2557 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณคือภาพสะท้อนที่ชัดเจน
ข้อมูลในทางลึกมีการเบิกจ่ายในภาพรวมได้ 2.44 แสนล้านบาท หรือ 9.66% จากเป้าที่ตั้งไว้จะเบิกจ่ายให้ได้ 7% แยกเป็นงบประจำ 2.41 แสนล้านบาท หรือ 11.51% แต่การเบิกจ่ายงบลงทุนมีเพียง 2,687 ล้านบาท หรือ 0.63% จากเป้าที่ตั้งไว้ 5%
ขณะที่การเบิกจ่ายงบเหลื่อมปีตั้งแต่ 2548-2556 จำนวน 2.42 แสนล้านบาท กลับมีการเบิกจ่ายได้ 1.42 หมื่นล้านบาท หรือ 5.88%
นี่คือหลักฐานที่ชี้ชัดว่าการเบิกจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งท้ายเดี้ยง และที่เหลืออีก 2 เดือน ก็ไม่น่ากระเตื้องไปมากกว่านี้ เพราะการเบิกจ่ายงบลงทุนต้องใช้เวลานาน
ประกอบกับช่วงนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองมีมากขึ้น ทำให้ข้าราชการใส่เกียร์ว่างชะลอโครงการลงทุนไว้ก่อน เพื่อรอความแน่นอนทางการเมืองว่าใครจะอยู่ใครจะไปให้แน่ใจเสียก่อน
ในส่วนของความหวังที่จะใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจไทยช่วงท้ายของปีนี้ก็มีปัญหาม็อบต่อต้านรัฐบาล ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยลังเลใจที่จะเข้ามาเที่ยวในไทย และมีแนวโน้มสูงที่จะยกเลิกการมาเที่ยว
แม้ว่ากระทรวงการคลังจะออกมาประเมินว่าการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลจะมีผลกระทบกับการท่องเที่ยวไทยในระยะสั้นๆ เท่านั้นโดย 10 เดือนที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในไทยแล้ว 21 ล้านคน เพิ่มขึ้น 22% และเชื่อว่าทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในไทยถึง 27 ล้านคน ขยายตัวเพิ่มขึ้น 20%
แต่ทว่าการประเมินการท่องเที่ยวของภาครัฐเป็นการติดหล่มอยู่กับปริมาณนักท่องเที่ยวว่ามีเพิ่มมากขึ้น แต่ในแง่ของการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เป็นเรื่องที่สำคัญกว่ากลับไม่มีการประเมิน
ทั้งๆ ที่เป็นที่รู้กันดีว่าปริมาณการใช้จ่ายไม่ได้ขยายตัวได้มากเหมือนกับปริมาณคนที่เข้ามาเที่ยว เพราะการท่องเที่ยวที่ผ่านมาส่วนใหญ่เพิ่มจากนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นที่รู้กันว่าเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายต่ำเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวยุโรปหรืออเมริกาที่ใช้จ่ายหนัก แต่มีแนวโน้มที่มาเที่ยวในไทยลดลง
นอกจากนี้ รายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้จากการส่งออกที่หายไปนั้นเทียบกันไม่ได้ รายได้การท่องเที่ยวที่ได้เพิ่มขึ้นจึงยังไม่มีกำลังเพียงพอขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากนัก
เมื่อเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตายสนิทจุดไม่ติด จึงมีการประเมินกันว่าการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในวันที่ 18 พ.ย.นี้ จะต้องมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าที่ประมาณการไว้เดิมที่ 3.54% ต่อปีแน่นอน
ขณะที่ สศค.ของกระทรวงการคลังที่อยู่ระหว่างเก็บข้อมูลทางเศรษฐกิจเพื่อปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่จากที่คาดไว้เดิม 3.7% ซึ่งมีการหารือภายในกระทรวงการคลังไม่ต้องการให้ สศค. แถลงประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ เนื่องจากตัวเลขที่ออกมาดูไม่ดีเอามากๆ จนอาจกระทบรัฐบาลว่าบริหารเศรษฐกิจล้มเหลว
โดยมีการคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้แค่ 3% เท่านั้น ภายใต้สมมติฐานที่เหลือ 2 เดือน ปัญหาการเมืองต้องไม่เกิดความรุนแรงยืดเยื้อ เพราะหากไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะต่ำลงไปถึง 2.53%
แต่ที่ สศค.และกระทรวงการคลังหนักหัวอกมากที่สุดคือ เศรษฐกิจปีหน้าที่ทำท่าจะดีอาจจะไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะการที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้งหมดดับสนิทจุดไม่ติด และการเมืองที่ร้อนแรงยืดเยื้อรุนแรง จะทำให้เศรษฐกิจลากยาวไปถึงต้นปีหรือกลางปีหน้าถึงจะเห็นสัญญาณที่ฟื้นชัดเจน
เพราะวัฏจักรเศรษฐกิจที่ช็อกแล้วสลบยาวนั้น การจะลากให้ฟื้นถือว่ายาก เศรษฐกิจปีหน้าที่คาดว่าจะโตได้ 45% อาจจะได้อย่างเก่งแค่ครึ่งเท่านั้น
ฉะนั้น ภาคเอกชนก็ตัวใครตัวมันตั้งการ์ด รัดกุม คือหัวใจของชัยชนะ







