
คดีพระวิหารเติมฟืนจุด"ม็อบ"
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ลุ้นระทึกวันนี้ 11 พ.ย. กับผลคำวินิจฉัยของศาลโลก ในคดีที่กัมพูชาขอให้ศาลตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505 ว่าจะออกหน้าไหน อย่างไร ใน 4 แนวทางที่ได้ประเมินกันไว้ก่อนหน้านี้
ที่สำคัญ “คำตัดสิน” ที่จะออกมาวันนี้ ไม่ได้มีผลแต่เฉพาะในแง่ของคดีที่จะชี้ขาดข้อพิพาท ในพื้นที่บริเวณรอบตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น แต่จะมีผลกระทบต่อไปถึงทิศทางการชุมนุมของมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในเวลานี้อย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อเวลานี้ “มวลชน” ปักหลักรอประเมินสถานการณ์เพื่อดู “ทิศทางลม” ว่าจะยกระดับการชุมนุมจาก “ค้านนิรโทษกรรม” ไปสู่การ “ขับไล่รัฐบาล” หรือไม่
เพราะแน่นอนว่ากระแสมวลชนที่ล้นทะลักออกมาเป็น “กฐินสามัคคี” ถล่มรัฐบาลเวลานี้ มีเป้าหมายร่วมกันเพียงแค่ค้านกฎหมายล้างผิดเหมาเข่ง ที่เห็นว่าไม่ถูกต้องตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม มิใช่เป้าหมายเรื่องการขับไล่รัฐบาล
แม้ในช่วงนี้ที่อารมณ์มวลชนกำลังพลุ่งพล่าน แต่ไม่ได้หมายความว่ากระแสมวลชนที่ออกมาเต็มถนนเวลานี้จะสามารถยืนระยะต่อไปได้ยาวต่อเนื่องไปถึง “เป้าหมาย” การขับไล่รัฐบาล ที่กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนวิพากษ์ว่าเป็นการ “ได้คืบเอาศอก”
อย่าลืมว่าอีกด้านหนึ่งรัฐบาลเพื่อไทยส่งสัญญาณถอยมาตั้งหลักกันใหม่ พร้อม “ถอดสลัก” ความรุนแรงเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงมติถอน 6 ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และปรองดอง ที่ค้างอยู่ออกจากวาระการประชุม ตามข้อเรียกร้องของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”
เหลือเพียงแค่ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ที่ผ่านความเห็นชอบของสภาไปแล้วนั้น ไม่สามารถถอนออกจากระเบียบวาระการประชุมได้ “เผือกร้อน” จึงถูกส่งต่อไปที่ “วุฒิสภา” ซึ่งมีคิวนัดลงมติในวันที่ 11 พ.ย.นี้
ปัญหาอยู่ตรงที่เส้นตาย 18.00 น. วันที่ 11 พ.ย. ซึ่ง “สุเทพ” ได้ขีดไว้ว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต้องพ้นสารบบ แถมยังเตรียมตั้ง “ศาลประชาชน” กลางถนนราชดำเนินให้ประชาชนตัดสินว่าจะดำเนินการอย่างไรกับ ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และนายกฯ ยิ่งลักษณ์
เงื่อนไขที่แทบเป็นไปไม่ได้เช่นนี้ ย่อมเป็นการปูทางที่เปิดให้นำไปสู่การยกระดับการเคลื่อนไหว หรือยอมถอยหากเห็นท่าไม่ดี
เมื่อการทำให้กฎหมายนิรโทษกรรมพ้นจากสารบบนั้น ขณะนี้ติดอยู่แค่เพียงฉบับที่รอวุฒิสภาพิจารณา ซึ่งแม้วุฒิสภาจะลงมติคว่ำและตีกลับมายังสภา แต่ภายหลัง 180 วัน สภายังสามารถหยิบขึ้นมายืนยันได้ โดยประชาธิปัตย์ “ดักคอ” ไม่เชื่อว่าถ้อยแถลงของแกนนำเพื่อไทยที่รับปากจะไม่หยิบยกขึ้นมาพิจารณา
ช่องทางที่จะทำให้กฎหมายพ้นไปจากสารบบจึงเหลือไม่กี่ทางที่เป็นไปได้ยาก ทั้งยืนยันให้กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงิน ซึ่งนายกฯ จะต้องลงนามก่อนนำเข้าสู่สภาตั้งแต่ต้น และทำให้กฎหมายฉบับนี้เป็นโมฆะในทันที อีกทางถึงจะ “ยุบสภา” แต่ก็ยังไม่พ้นไปจากสารบบ เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 153 ครม.ชุดใหม่ยังสามารถหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ภายใน 60 วันนับจากเรียกประชุมรัฐสภานัดแรก
ผลของคดีปราสาทพระวิหารจึงถือเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ว่าจะผลักให้มวลชนยกระดับการชุมนุมจากคัดค้าน กม.นิรโทษกรรม เป็นขับไล่รัฐบาลหรือไม่
หากวิเคราะห์ผลคำตัดสินใน 4 แนวทาง ในกรณีที่ 1 ศาลไม่มีอำนาจในการพิจารณา แนวทางที่ 3 เป็นไปตามคำร้องของฝ่ายไทยยืนยันตามมติ ครม.ไทย ปี 2505 และแนวทางที่ 4 ไม่ตัดสินให้เป็นไปตามคำร้องของทั้งสองฝ่าย คงจะไม่มีแรงผลักดันไปสู่การเคลื่อนมวลชนได้มากนัก
แต่หากคำวินิจฉัยของศาลโลกออกมาในแนวทางที่ 2 คือ ยึดตามแผนที่ 1:200,000 ที่สุ่มเสี่ยงกระทบต่อพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้น ย่อมต้องถูกหยิบยกนำไปเป็นประเด็นเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลได้ไม่ยากเย็น
เพราะอย่าลืมว่าประเด็นเรื่องการเสียดินแดนนั้น ถือเป็นเรื่อง “บอบบาง” และเป็นชนวนเรียกแขกได้ไม่ยากเย็น ยิ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้ เชื่อมโยงไปถึงผลประโยชน์ในแหล่งพลังงานบริเวณพื้นที่ทับซ้อนชายแดนของทั้งสองประเทศ
สอดรับกับท่าทีของเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่ผนึกกำลังกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ที่ประกาศยกระดับเป็นการขับไล่รัฐบาลไปแล้ว แถมยังเคลื่อนขบวนมาประชิดทำเนียบรัฐบาล รอจังหวะเคลื่อนไหว
ถือเป็นการติดเครื่องรอล่วงหน้าและพร้อมจะเดินหน้าเคลื่อนไหวได้ทันที
ยิ่งเวลานี้เกิดสัญญาณอันตรายในหลายเรื่อง ที่คาดว่าจะลุกลามเป็นชนวนให้การชุมนุมขยายวง เริ่มตั้งแต่เริ่มมีเหตุประทัดยักษ์ที่แยก จปร. ซึ่งห่วงว่าความรุนแรงต่อไปอาจจะมาก กว่าแค่ประทัดยักษ์ และหากในกรณีที่นำไปสู่การบาดเจ็บเหตุการณ์ย่อมบานปลายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ยังไม่รวมกับเหตุมวลชนปะทะกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเวลาต่างฝ่ายต่างเผชิญหน้าและห่วงกันว่าท่ามกลางความตึงเครียดเช่นนี้ หากเจ้าหน้าที่รัฐเปิดฉากใช้ความรุนแรง จะกลายเป็นชนวนปลุกมวลชนได้อย่างรวดเร็วเพิ่มเติม
สุดรวมกับท่าทีของกลุ่มเสื้อแดงหลังจากเคลียร์ใจประสานรอยร้าวกับพรรคเพื่อไทยแล้ว เวลานี้เริ่มมีหลายส่วนออกมาวอร์มรอ เตรียมเคลื่อนขบวนปกป้องรัฐบาล แถมยังส่งสัญญาณท้าทายมายังมวลชนที่ชุมนุมอยู่ในเวลานี้
แต่ละช่วงนาทีต่อจากนี้จึงถือเป็นห้วงเวลาสำคัญที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพราะเหตุการณ์ความรุนแรงมีโอกาสปะทุขึ้นได้ตลอดเวลา







