
บุคคลธรรมดารอท้ายซอยลดภาษีคนรวยก่อน
โดย...บากบั่น บุญเลิศ/เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...บากบั่น บุญเลิศ/เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การปรับโครงสร้างภาษีของรัฐบาลที่ทำมารอบ 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าผิดหัวผิดหางมาตั้งแต่เริ่มต้นคิด
หนึ่ง เพราะมีการปรับโครงสร้างเป็นจุดๆ แทนที่จะมีการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบไปพร้อมกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่กระทบกับการเก็บรายได้ของรัฐบาล
สอง มีการเอื้อประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจด้วยหวังว่าจะก่อให้เกิดการขยายการลงทุน ก่อให้เกิดการจ้างงาน มากกว่าจะลดภาษีให้รายย่อยที่สามารถสร้างกำลังซื้อ
ย้อนกลับไป เมื่อรัฐบาลเริ่มเข้ามาบริหารประเทศก็ลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และ 20% ในปี 2556 ทันที ตามที่สัญญาหาเสียงตอนเลือกตั้งไว้
การลดภาษีนิติบุคคลของรัฐบาลหวังให้เกิดการลงทุนเพิ่ม เกิดการจ้างงานใหม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงข้าม ผู้ประกอบการไม่ได้ลงทุนเพิ่มและไม่ได้มีการจ้างงานใหม่
สิ่งที่เห็นได้ชัดจากการลดภาษีนิติบุคคลคือ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีกำไรเพิ่มมากขึ้นจำนวนมาก จากภาระภาษีที่ลดลง ทำให้การลดภาษีเป็นการเพิ่มความมั่งมีให้กับนายทุนเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน การลดภาษีนิติบุคคลส่งผลให้กรมสรรพากรสูญเสียเงินภาษีไปถึงปีละ 1.5 แสนล้านบาท ส่งผลให้ 2 ปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา
ในส่วนของเป้าที่รัฐบาลคาดหวังว่าการลดภาษีนิติบุคคลจะทำให้ฐานภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้น แต่ข้อเท็จจริงเป็นตรงข้าม ผู้ประกอบการไม่ได้เพิ่มเข้ามาในระบบมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ส่งผลให้การเก็บภาษีนิติบุคคลไม่กระเตื้องขึ้น
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ลดภาษีให้นิติบุคคลก่อนเป็นอันดับแรก เสมือนเป็นการเอาใจนายทุน ซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็นของนักการเมืองและผู้ใกล้ชิดการเมือง
แต่ในส่วนของการปรับโครงสร้างภาษีอื่นๆ รัฐบาลกลับดำเนินการทีหลังและดูเหมือนไม่เร่งด่วน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การลดภาษีบุคคลธรรมดา ที่ในความเป็นจริงแล้วควรได้ลดพร้อมๆ กับภาษีนิติบุคคลในช่วงที่ผ่านมา แต่รัฐบาลกลับให้การลดภาษีบุคคลธรรมดามีผลในรายได้ปี 2556 ที่จะยื่นแบบต้นปี 2557 ได้ช้ากว่าการลดภาษีนิติบุคคลถึง 2 ปี
การให้ความสำคัญของการลดภาษีที่ไม่เท่าเทียมกัน รัฐบาลจึงปฏิเสธไม่ได้ให้ความสำคัญของการลดภาษีบุคคลธรรมดาเป็นพลเมืองชั้นสอง เมื่อเทียบกับความสำคัญกับนายทุนที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น
ยิ่งมองเนื้อในของการลดภาษีบุคคลธรรมดา ยังพบว่ามีการเอื้อให้กับคนรายได้สูงมากกว่ารายได้น้อย เพราะจากโครงสร้างเดิมภาษีบุคคลธรรมดาเก็บอัตราสูงสุด 37% แต่โครงสร้างใหม่เก็บอัตราสูงสุด 35% ทำให้คนรายได้สูงส้มหล่นได้อยู่ดีได้ลดภาษีน้อยลงไป 2% ทันที
สำหรับอัตราภาษีบุคคลธรรมดาสูงสุดเป็นที่ถกถียงกันมาก เดิมกรมสรรพากรก็เสนอให้คงไว้ 37% เท่าเดิม แต่ฝ่ายการเมืองเคาะเหลือ 35% ทำให้คนรายได้สูงเกิน 4 ล้านบาทต่อปี ได้โบนัสจากการลดภาษีนี้ไปเต็ม
ยังไม่รวมกับการซอยอัตราภาษีให้ถี่มากขึ้น จากเดิม 10, 20, 30, 35 และ 37% ในส่วนของใหม่จะเป็น 5, 10, 15, 20, 25, 30 และ 35%
จากอัตราภาษีบุคคลธรรมดาใหม่ แม้ว่าผู้มีรายได้น้อยจะมีภาระภาษีลดลง แต่ก็จะได้ลดลงไม่กี่ขั้น เพราะอาจจะเสียภาษีที่อัตรา 5, 10 หรือ 15% เท่านั้น
แต่สำหรับผู้มีรายได้สูง โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้สูงมากที่เสียอัตราสูงสุด 35% จะได้ประโยชน์จากการลดภาษีมากที่สุด เพราะจะได้ลดตั้งแต่ 5% ไปจนถึง 35% มีภาระภาษีน้อยลงแล้วยังมีโบนัสที่อีก 2% ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนมีรายได้สูงได้ไปเต็มๆ จากโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาใหม่
ยังไม่รวมกับสิทธิหักลดหย่อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ยบ้าน การซื้อประกัน กองทุน LTF กองทุน RMF ที่รวมกันเป็นล้านบาท คนที่จะมีเงินไปลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้ย่อมเป็นคนมีรายได้สูงทั้งนั้น
ขณะที่การเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้เสียภาษีที่มีรายได้ไม่สูง รัฐบาลกลับดำเนินการอย่างล่าช้า ไม่ต่างกับลูกเมียน้อย
ตัวอย่างที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ คือการเพิ่มหักค่าใช้จ่ายจาก 6 หมื่นบาท เป็น 1.2 แสนบาท ซึ่งก็ไม่สามารถดำเนินการได้ทันปีรายได้ 2556 ที่จะยื่นแบบและชำระภาษีต้นปี 2557 แต่กว่าจะมีผลต้องรอถึงปีรายได้ 2557 ซึ่งจะไปยื่นแบบและชำระถึงปี 2558
เหตุผลที่รัฐบาลลดภาษีบุคคลล่าช้า ทั้งในการลดอัตราและการให้หักค่าลดหย่อนเพิ่ม ส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลถังแตก เพราะการลดภาษีบุคคลธรรมดาจะยิ่งซ้ำเติมการเก็บรายได้ของรัฐบาล
ทำให้มีการไปเปรียบว่า รัฐบาลดำเนินการสองมาตรฐาน ตอนลดภาษีนิติบุคคลรายได้วูบไป 1.5 แสนล้านบาทต่อปี รัฐบาลบอกไม่มีปัญหา
แต่พอมาถึงการลดภาษีบุคคลธรรมดากระทบรายได้รัฐบาลหายไป 23 หมื่นล้านบาท รัฐบาลกลับกลัวว่ากระทบการเก็บรายได้
เมื่อรัฐบาลให้ความสำคัญการลดภาษีคนทั่วไปน้อยกว่านายทุน ทำให้ทุกอย่างของการลดภาษีบุคคลธรรมดาจึงถูกต้อนไปไว้หลังซอยเสมอตลอดมาก
นอกจากนี้ ยังมีปัญหารัฐบาลให้ความสำคัญคนรวยมากกว่าคนรายได้น้อย โครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาคนที่ได้ประโยชน์มากสุดจึงหนีไม่พ้นคนมีรายได้สูงๆ เท่านั้น







