posttoday
ถอดบทเรียน "ม็อบ" ชน "ม็อบ"

ถอดบทเรียน "ม็อบ" ชน "ม็อบ"

11 พฤศจิกายน 2556

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ขณะที่คลื่นมหาชนชาวอียิปต์พร้อมใจกันเดินขบวนทั่วประเทศเพื่อขับไล่รัฐบาลประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด มอร์ซี เมื่อเดือน ส.ค. 2013 ที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่รัฐบาลซึ่งเหลือความหวังอันน้อยนิดเลือกที่จะทำ กลับไม่ใช่การลาออกตามเจตจำนงของมหาชน หากแต่เลือกที่จะ “ปลุกม็อบ” กลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายตนเองขึ้นมาสู้ เพื่อหวังสร้างความชอบธรรมผ่านสื่อไปทั่วโลกว่าไม่ใช่คนอียิปต์ทั้งประเทศที่ต้องการขับไล่รัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของรัฐบาลพรรคมุสลิมภราดรภาพกลับให้ผลในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

การเกิดม็อบอีกกลุ่มหนึ่งผ่ากลางเข้ามาในองศาเดือดของกลุ่มม็อบเก่า นำไปสู่การปะทะกันอย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ลุกฮือทางการเมืองทั่วโลกอาหรับ (อาหรับสปริง) ในปี 2011 มีผู้ล้มตายครั้งใหญ่ถึงเกือบ 600 คน ในขณะที่รัฐบาลนั้นนอกจากจะไม่สามารถรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้แล้วก็ยังไม่อาจรับผิดชอบชีวิตของกลุ่มผู้สนับสนุนที่ฝ่ายตนเอง “พาไปตาย”

ที่เลวร้ายไม่แพ้การสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อของคนชาติเดียวกันเองก็คือ ระบบเศรษฐกิจและการเมืองของอียิปต์แทบจะเป็นอัมพาตทันที

ในทางการเมืองนั้น อียิปต์แทบจะเสียเวลาเปล่า หลังจากที่เพิ่งสามารถหลุดพ้น 30 ปี ของระบอบเผด็จการ ฮอสนี มูบารัก มาได้ในปี 2011 เพราะความรุนแรงจากการ “เข่นฆ่ากันเองของประชาชน” คือข้ออ้างชั้นดีที่สร้างความชอบธรรมให้ “ทหาร” ยื่นมือเข้ามาเป็นผู้จัดระเบียบทางสังคมอีกครั้ง และทำให้การเมืองอียิปต์ยังคงตกอยู่ภายใต้วังวนเดิมของทหารเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป จากอดีต

ส่วนในทางเศรษฐกิจนั้นอาจเรียกได้ว่าย่อยยับไม่แพ้กัน ความเชื่อมั่นทางการค้าและการลงทุนที่หดหายฉุดให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3 สิ้นสุดเดือน ต.ค. ปีนี้ ดิ่งฮวบลงเหลือเพียง 1.5% เท่านั้น จากที่เคยเติบโตถึง 3.3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เศรษฐกิจที่ดิ่งลงหนักยังขยับอัตราคนว่างงานให้พุ่งสูงถึง 13.3% ตอกย้ำสังคมให้เลวร้ายลงไปอีก

ทั้งหมดนี้คือความย่อยยับเพียง “เสี้ยวหนึ่ง” จากการปะทะกันทางการเมืองของคนในชาติที่แทบไม่มีประเทศใดอยากให้เกิดขึ้น แต่อาจยกเว้นกับ “ประเทศไทย” ที่กำลังจะมีการรวมตัวกันของม็อบกลุ่มใหม่ขึ้นมา และเสี่ยงต่อการขยายวงไปสู่ความรุนแรงแบบ “ม็อบชนม็อบ” ที่ทุกฝ่ายต่างหวาดผวา

จากประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ผ่านมาทั่วโลกนั้น ไม่เคยมีปัญหาการเมืองที่ใดในโลกที่สามารถผ่าทางตันได้ด้วยวิธีการใช้ “ม็อบฝ่ายผู้สนับสนุน” ให้ปะทะกับ “ม็อบฝ่ายผู้ประท้วง” ซึ่งนอกจากจะไม่ใช่วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว ม็อบชนม็อบยังไม่เคยให้อะไรกับชาติมากไปกว่าความพินาศย่อยยับ

ในทางการเมืองนั้น การปะทะกันของคนในชาติบนระดับความรุนแรงที่มีการติดอาวุธกันของม็อบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย จนเกิดการเสียเลือดเนื้อครั้งใหญ่นั้น มักนำไปสู่การ “เข้าแทรกแซงของทหาร” ตามมาแทบทุกครั้ง ซึ่งกรณีของอียิปต์นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของทหารที่ไม่เคยตาย

“เราต่างก็ถูกกรอกหูว่า การรัฐประหารโดยทหารอียิปต์เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อช่วยดึงประเทศมาจากการบริหารและวางนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลมอร์ซีให้กลับมาสู่เส้นทางการปกครองที่น่าเชื่อถือและสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ทางเศรษฐกิจได้โดยเร็ว” สก็อต ฟิลด์ และดาริอุส ซาเฮดี สองนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ให้ความเห็นกับเว็บไซต์อัลจาซีราห์

เมื่อถนนเกิดการนองเลือด แน่นอนว่าย่อมเกิดมหกรรมนักลงทุนขนเงินออกนอกประเทศตามมา จากเดิมที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ EGX30 ของอียิปต์เคยไต่ระดับขึ้นถึง 85% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดได้วูบลงทันทีถึง 20% ท่ามกลางดอกเบี้ยพันธบัตรสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่พุ่งขึ้นจากระดับไม่ถึง 5% ไปสู่ 7.17% ตามความเสี่ยงที่สูงขึ้น และกระทบต่อการกู้ยืมและการลงทุนของภาคธุรกิจทั้งรายใหญ่และรายย่อยทั่วไปตามมาทันที

อย่างไรก็ตาม กรณีของอียิปต์ยังนับว่าดีกว่ามากหากเทียบกับ “ซีเรีย” ที่ยกระดับกลายเป็น “สงครามกลางเมือง” ทั้งที่มีจุดเริ่มต้นมาจากแค่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้ต่อต้านและกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลพรรคบาธของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล อัสซาดเมื่อต้นปี 2011 เท่านั้น

การปะทะกันนับเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมที่จะใช้กำลังเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ทว่าเมื่อทั้งสองฝ่ายปฏิเสธที่จะถอยและเน้นการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกันอย่างเต็มรูปแบบ การประท้วงจึงถูกยกระดับขึ้นเป็นสงครามกลางเมืองอย่างเต็มรูปแบบ นำไปสู่ผู้เสียชีวิตมากถึงกว่า 1 แสนคน ภายในเวลาแค่ 2 ปี บ้านเมืองหลายแห่งถูกทำลายย่อยยับ เกิดการอพยพหลั่งไหลออกนอกประเทศของชาวซีเรียนับล้านคนอย่างไม่ขาดสาย

“แม้จะยังเป็นเรื่องยากที่จะประเมินความเสียหายโดยละเอียด แต่คาดว่าเศรษฐกิจของซีเรียนั้นอาจต้องใช้เวลาถึง 30 ปี กว่าที่จะฟื้นตัวกลับมาสู่ระดับของปี 2010 หรือสภาพเดิมก่อนสงครามกลางเมือง ซึ่งเคยมีจีดีพีสูงถึง 5%” ยูเอ็นอาร์ดับเบิลยูเอ ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่ให้ความช่วยเหลือผู้อพยพในตะวันออกกลาง ระบุในรายงาน ซึ่งนับตั้งแต่เกิดความรุนแรงขึ้นนั้น ตำแหน่งงานในประเทศได้หายไปแล้วถึง 2.3 ล้านอัตรา ท่ามกลางการบริโภคในประเทศที่ลดฮวบถึง 47% ในปีนี้

ล่าสุด ประธานาธิบดีอัสซาด ได้ออกกฎหมาย “นิรโทษกรรม” ให้กับทุกคน ทุกฝ่าย ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “อาชญากร” โดยไม่มีการแบ่งแยกคดีหรือความผิดใดๆ ทั้งสิ้นออกมาเมื่อปลายเดือน ต.ค. 2013 โดยหวัง “ล้างไพ่” ยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปีลง

ทว่า การ “เซตซีโร่” ของผู้นำซีเรียกลับไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายตรงข้าม เมื่อไม่มีใครสามารถยอมรับได้กับความสูญเสียทุกหย่อมหญ้า

เพราะการเซตซีโร่นับหนึ่งกันใหม่บน ซากศพคนเรือนแสนและเศษซากปรักหักพังของบ้านเรือนที่ร้างผู้คน ซึ่งเหลือทิ้งไว้ในประเทศแห่งนี้ อาจ “สายเกินไป” ทั้งในสายตาชาวซีเรียและคนทั่วโลกในวันนี้

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม