posttoday
ต้านคอร์รัปชั่น...จุดติดต้องจุดต่อ

ต้านคอร์รัปชั่น...จุดติดต้องจุดต่อ

11 พฤศจิกายน 2556

บรรยากาศม็อบต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของคนหลากสีหลากกลุ่มที่สะพรั่งรับลมหนาวกันไปทั้งพระนคร ทำให้คนพยายามวิเคราะห์กันว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่ดึงคนต่างผลประโยชน์เหล่านี้ออกมาได้อย่างพร้อมเพรียงกัน

บรรยากาศม็อบต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของคนหลากสีหลากกลุ่มที่สะพรั่งรับลมหนาวกันไปทั้งพระนคร ทำให้คนพยายามวิเคราะห์กันว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่ดึงคนต่างผลประโยชน์เหล่านี้ออกมาได้อย่างพร้อมเพรียงกัน

เหตุผลที่ยกกันมาก็มีตั้งแต่เพื่อคัดค้านการล้างผิดให้กับแกนนำ/ผู้สั่งการ เพื่อคัดค้านการล้างผิดให้กับ “พวกเผาบ้านเผาเมือง” เพื่อคัดค้านการไม่ล้างผิดให้กับผู้ต้องหาคดี ม.112 แต่แน่นอนเรื่องที่เรียกแขกมากที่สุดก็คือ การล้างผิดให้กับคดีทุจริตคอร์รัปชั่นของคุณทักษิณ จนถ้าจะบอกว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่มีชื่อเต็มๆ ว่า “พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน” นั้น ในสำนึกของคนทั่วไปมีความหมายเพียงแค่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้กับคุณทักษิณ ก็คงจะไม่ผิดอะไร

ทางหนึ่ง นี่นับเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะแสดงให้เห็นว่าท่ามกลางสังคมที่ดูเหมือนจะแยกเป็นแพร่งไปด้วยอุดมคติและความคิดเห็นทางการเมืองอันแตกต่างจนแทบจะหาเรื่องเห็นตรงกันไม่ได้เลยในรอบหลายปีที่ผ่านมานั้น สุดท้ายสังคมก็ยังมามีฉันทามติต้องกันว่าจะไม่ยอมรับเรื่องการคอร์รัปชั่นทั้งสิ้น ใครที่ผิดก็ต้องรับผิด ใครที่ยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ด้วยการดำเนินคดีปกติก็ต้องกลับมาพิสูจน์ก่อน จะฟอกขาวเอาดื้อๆ โดยอาศัย พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไม่ได้

อย่างไรก็ตาม อีกทางหนึ่งก็น่าคิดว่า แม้นหากฉันทามติของสังคมระลอกนี้สามารถคว่ำ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ได้จริงๆ สิ่งที่เราทำกันอยู่นี้มันเพียงพอหรือไม่ คุ้มค่าแล้วหรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่าการคว่ำ พ.ร.บ.ครั้งนี้จะน่ายินดีอย่างไรก็ใช้ต้นทุนไม่ใช่น้อย เรื่องต้นทุนของเจ้าภาพม็อบอย่างเวที เครื่องเสียง น้ำเลี้ยงอะไรก็ชัดเจนอยู่แล้ว แต่นอกจากนั้นก็ยังมีต้นทุนของคนที่ต้องออกจากบ้านมาอยู่ม็อบ ต้นทุนของคนที่บ้านอยู่ใกล้ม็อบ ต้นทุนของการจราจรที่ติดขัดเพราะการปิดถนน ต้นทุนของการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นปลายปี เรื่อยไปจนถึงต้นทุนที่เป็นนามธรรมกว่านั้น อย่างเช่นต้นทุนอันเกิดจากการที่คนสูญเสียศรัทธาในระบอบรัฐสภาอันเป็นระบบปกติของประเทศ และไปศรัทธาการชุมนุมแทน ซึ่งข้อหลังนี่เป็นต้นทุนที่ประเทศไหนๆก็รับได้ยาก ประเทศไทยเองก็เห็นฤทธิ์มาเสียมากแล้ว

ในทางตรงกันข้าม ต่อให้เราสมมติไปเลยว่าคุณทักษิณและนักการเมืองที่จะได้รับนิรโทษกรรมทุกคนทุจริตทุกเรื่องตามที่ทุกคนกล่าวหาจริง สิ่งที่เราจะได้จากการคว่ำ พ.ร.บ.นี้ เท่าที่เป็นอยู่ ดูเหมือนจะไปไม่พ้นคุณทักษิณและกลุ่มนักการเมืองนั้นเท่าไหร่ ต่อให้สุดท้าย พ.ร.บ.ไม่ผ่านสภา ทำให้คุณทักษิณและกลุ่มนักการเมืองนั้นไม่พ้นผิด อย่างมากเราก็แค่เอาผิดคุณทักษิณและกลุ่มนักการเมืองนั้นได้ แต่แล้วคนกลุ่มนั้นเป็นอะไรนอกเสียจากนักการเมืองโกงๆ ตัวใหญ่ๆ ไม่กี่คนในประเทศที่มีนักการเมืองโกงๆ ตัวใหญ่ๆ อยู่อีกนับไม่ถ้วนนี้

ดังนั้น จะเป็นการดีกว่าหรือไม่ ที่ในเมื่อเราคิดจะลงทุนกันถึงขนาดนี้แล้ว อย่าไปหยุดอยู่ที่การเอาผิดรายบุคคลที่คอร์รัปชั่นเลย แต่ควรมุ่งหน้าไปทำลายระบบนิเวศที่เอื้อให้มีการคอร์รัปชั่นเช่นนั้นจะดีกว่า และถ้าเลยต่อไปจนถึงการปลูกสร้างระบบนิเวศใหม่ที่คอร์รัปชั่นจะงอกเงยไม่ได้ก็จะดีที่สุด ยั่งยืนที่สุด และคุ้มทุนที่สุด

ส่วนที่ว่าระบบนิเวศใหม่นั้นมีลักษณะอย่างไร ความจริงในคอลัมน์นี้เองก็ได้พูดถึงมาบ้างแล้วหลายเรื่อง ตั้งแต่การเปลี่ยนทัศนคติของคนจากไม่โกงเป็นไม่ยอมให้โกง การกระจายและการลดขนาด บทบาท และอำนาจของรัฐ การลดทอนการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ การทำ Service Level Agreement การแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เต็มรูปแบบ การเปิดเผยข้อมูลของรัฐและรัฐวิสาหกิจ การให้เอกชนเข้ามามีส่วนในการลงทุนของภาครัฐ (PPP : PublicPrivate Partnership) การเปิดเสรีทางการค้าการบริการ เรื่อยไปจนถึงการออกกฎหมายควบคุมการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ การออกกฎหมาย AntiSLAPPการยกเลิกอายุความคดีคอร์รัปชั่น ฯลฯ อย่าว่าแต่หากจะทำกันจริงๆ นอกเหนือจากเรื่องดังกล่าว ก็ยังมีบทเรียนหรือต้นแบบดีๆ อีกมากไม่ว่าจากในหรือต่างประเทศ ที่เราสามารถนำมาศึกษาและพัฒนาต่อยอดได้

แน่นอน การสร้างระบบนิเวศทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่กว้างขวาง ต้องใช้ทั้งทุน ทั้งคน ทั้งยุทธศาสตร์มาก และก็ต้องใช้ไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน กว่าจะเกิดสังคมที่ “ความดีต้นทุนต่ำ ความระยำต้นทุนสูง” อันจะกำราบคอร์รัปชั่นได้ ไม่มีทางได้สะอกสะใจทันควันเหมือนม็อบ อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์การปราบปรามคอร์รัปชั่นในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่สถาบันหรือโครงสร้างทางสังคมต่างๆ ยังไม่ครบหรือยังไม่แข็งแรง (อย่างในแอฟริกา) พบว่ามีแต่การเสียเวลาปรับแต่งระบบนิเวศไปอย่างนี้ การปราบปรามคอร์รัปชั่นถึงจะให้ผลยั่งยืน ไม่เป็นไฟไหม้ฟาง ลุกขึ้นวูบๆ แล้วก็ดับไป ซึ่งอย่างเก่งก็มักจะเป็นแต่เพียงการใช้ข้อหาคอร์รัปชั่นเพื่อเลือกกำจัดศัตรูทางการเมือง ซึ่งต่อให้มีประโยชน์บ้าง แต่ในภาพรวมแล้วเรียกว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์คอร์รัปชั่นของบ้านเมืองแต่อย่างใด

นอกจากนั้น ในเมื่อคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องใหญ่ เป็นนโยบายที่ต้องทำกันในระดับประเทศ หรือแม้กระทั่งเป็นวาระแห่งชาติ การจะทำเรื่องนี้จึงจำเป็นต้องมี “อาณัติ (Mandate)” จากปวงชน ลักไก่ทำเอาไม่ได้ ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยนี้ จะดีชั่วอย่างไร อาณัตินี้ก็อยู่กับรัฐบาลและรัฐสภา ไม่ได้อยู่กับม็อบ ดังนั้นหากทุกคนศรัทธาในการปราบคอร์รัปชั่นอย่างที่ได้แสดงพลังให้เห็นในม็อบครั้งนี้แล้ว ก็ควรรักษาพลังนั้น เพื่อนำมาใช้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไปนอกม็อบ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การแสดงความเห็นในประชาพิจารณ์ การร้องเรียนไปในทุกทางที่เกี่ยวข้อง หรืออย่างน้อยๆ ก็ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์โดยสุจริต ไม่เช่นนั้นการปฏิรูปประเทศในเรื่องคอร์รัปชั่นอย่างยั่งยืนก็จะไม่มีทางเป็นไปได้

ไหนๆ ก็จุดติดแล้ว อย่าให้สิ่งที่จุดได้มันเป็นเพียงแค่ฟางหรือดอกไม้จันทน์เผาใครบางคนเลย

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน