
จากทหารอากาศ สู่นักการเงิน
สำหรับ สมเกียรติ เป็นพี่ชายของ สมชาย หอมลออนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่มีผลงานด้านการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน
สำหรับ สมเกียรติ เป็นพี่ชายของ สมชาย หอมลออนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่มีผลงานด้านการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน โดย สมเกียรติ เป็นลูกชายคนแรก ส่วน สมชาย เป็นน้องชายคนที่ 3
เส้นทางชีวิตของ สมเกียรติ ในวัยหนุ่มอายุ 20 ต้นๆ รับราชการในกองทัพอากาศในตำแหน่งช่างประจำเครื่องบินเคยไปรบในสงครามเวียดนาม กับภารกิจบินส่งกำลังบำรุงตามจุดที่สู้รบ ชั่วโมงบินประมาณ 1,200 ชั่วโมง
หลังจากทำงานในตำแหน่งดังกล่าวจนถึงอายุ 30 ปีสมเกียรติ เปลี่ยนมาเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่ศูนย์ฝึกการบินประมาณ 10 ปี ระหว่างทำงานนี้ก็เรียนภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์
จนกระทั่งเรียนจบอายุประมาณ 40 ปี อาจารย์ก็ชวนให้ลาออกมาทำงานภาคเอกชน เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้ สมเกียรติ ทำงานด้านการเงินในบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์หลายแห่ง ทั้งที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มิตรไทยยูโรพาร์ทเนอร์ และธนาคารซีไอเอ็มบี เป็นทั้งพนักงาน ผู้จัดการ ไต่เต้าไปจนถึงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ
นอกจากนี้ ยังเป็นกรรมการบริหารบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาสมุทร ตลอดจนเคยเป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์ 1 สมัย ในยุคที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกด้วย
สมเกียรติ เล่าว่า ตอนนี้อายุ 68 ปีแล้ว ไม่ได้ทำงานประจำที่ไหน แต่ยังเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นด้วยพอร์ตส่วนตัว นิสัยส่วนตัวไม่ชอบออกสังคมเท่าไหร่ ปกติอยู่บ้านว่างๆ ปลูกต้นไม้ และมีความสุขกับการเดินทางรับส่งหลานไปโรงเรียน
ส่วนชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยก็เป็นชมรมเล็กๆ ที่เริ่มรวมตัวช่วงที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยครั้งนั้นเป็นการร่วมรณรงค์ให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด แล้วก็ดำเนินงานเรื่อยมา ส่วนใหญ่จะเป็นการนัดพูดคุยทานข้าวกันถกสถานการณ์การเมืองธุรกิจในหมู่สมาชิกซึ่งมีประมาณ 100 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง และนักบริหารย่านสีลม นานๆ ครั้งถึงจะมีกิจกรรมกับสังคมภายนอก
“ถ้าเทียบกับธุรกิจโดยรวม ชมรมเราก็เหมือนใบไม้ 1-2 ใบ ถ้าเทียบกับต้นไม้ทั้งต้น เราถึงได้เจียมเนื้อเจียมตัวในพลังของเรา เพียงแต่ว่าอย่างน้อยเมื่อเห็นว่าถึงจุดที่จะทำให้เกิดความเสียหาย เห็นว่าทนไม่ไหวแล้ว ก็ออกมาเคลื่อนไหว”
อย่างไรก็ตาม หลังจากออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ครั้งนี้ สมเกียรติ เล่าว่ามีตำรวจไปหาที่บ้านถึง 3 ครั้ง โดยมากันนอกเครื่องแบบ ขับจักรยานยนตร์มาเคาะประตูบ้านในเวลากลางคืนตอน 3 ทุ่ม ซึ่งถือเป็นเรื่องไม่สมควร
“ผมไม่อยู่บ้านทั้ง 3 ครั้ง คนที่มาเขาบอกว่าเป็นตำรวจ บอกว่ามาจาก สน. บอกว่าเจ้านายที่เป็นผู้กำกับให้มาถามว่ามีใครมาคุกคามข่มขู่ไหม แล้วก็อยากจะพบผมด้วย”
การเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่รู้ใครเป็นมิตร ใครเป็นศัตรู ก็ทำให้ครอบครัวเป็นห่วงสวัสดิภาพและความปลอดภัยไม่น้อย ทุกครั้งที่ออกจากบ้านภรรยาจะให้ลูกชายหรือหลานชายเดินทางไปเป็นเพื่อนด้วย
“เท่าที่คุยกันในกลุ่มยังไม่มีใครโดนข่มขู่นะ มีแต่ผมตำรวจมาหา อาจเป็นเพราะผมเสนอหน้าออกมามากไปหน่อย”สมเกียรติ กล่าวพลางหัวเราะ
สมเกียรติ กล่าวทิ้งท้ายว่า โดยส่วนตัวคิดว่าคนไทยคงไม่นิ่งดูดายประเทศชาติ เพียงแต่ว่าจะมีโอกาสออกมาแสดงออกให้คนอื่นเข้าใจอย่างไร และเชื่อว่าทุกคนก็คงเห็นปัญหาเหมือนกัน เพียงแต่ต่างคนต่างทำในมุมที่ตัวเองจะทำได้ เช่น สภาต่อต้านการทุจริตอย่างที่คุณประมนต์ สุธีวงศ์ ทำอยู่ หรือแม้แต่คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม ก็ทำในส่วนที่ทำได้ เช่น ไปยื่นหนังสือกับสถานทูตต่างๆ
“เราต้องกล้าออกมาคัดค้านแสดงพลังที่จะทำให้นักการเมืองเห็นว่าเขาสมควรประพฤติปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติจริงๆ แทนที่จะเพื่อประโยชน์ของพรรคพวก และฝากถึงข้าราชการ ผมเคยเป็นข้าราชการคุณเป็นข้าราชการกินเงินภาษีอากรประชาชน คุณต้องกล้าไม่ว่าจะถูกกดดันจากนักการเมืองที่เข้ามาหาประโยชน์แต่ไหนก็ตาม ก็ต้องช่วยกันดูประเทศชาติของเรา”สมเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย







