
นิติศาสตร์มธ.ลงชื่อค้านนิรโทษกรรม
คณาจารย์ นิติศาสตร์ มธ.ร่วมลงชื่อ 32 คน ค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เรียกร้องรัฐบาลฟังเสียงประชาชน
คณาจารย์ นิติศาสตร์ มธ.ร่วมลงชื่อ 32 คน ค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เรียกร้องรัฐบาลฟังเสียงประชาชน
เมื่อวันที่ 6 พ.ย. เวลา 13.00 น.ที่ห้องประชุมจิ๊ด เศรษฐบุตร กลุ่มคณาจารย์ออกแถลงการณ์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คัดค้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล
รศ.ณรงค์ ใจหาญ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แถลงการณ์คัดค้านการออกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในทางกฎหมาย ร่วมกับคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. ที่ลงชื่อคัดค้านรวม 32 คน คณะนิติศาสตร์ มธ.ในฐานะสถาบันวิชาการเก่าแก่ที่เปิดการสอนวิชากฎหมาย เห็นว่าจำเป็นต้องชี้แจงถึงอันตรายของร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่มีการแก้ไขในร่างมาตรา 3 เพิ่มเติมในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญวาระที่ 2 ว่า
"ให้บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชน ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง การขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิด โดยคณะบุคคลหรืองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง"
คณาจารย์ คณะนิติศาสตร์มองว่า การแก้ไขหลักการของร่างดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นของ ส.ส.เสียงข้างมากในที่ประชุมสภา หาได้เป็นนิติบัญญัติ ตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองไว้ ก่อให้เกิดปัญหาความชอบธรรมของการตรากฎหมาย ขัดแย้งต่อหลักกฎหมายธรรมชาติ ที่ต้องมุ่งไปสู่ความถูกต้องชอบธรรม
แม้ในอดีตประเทศมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมอยู่หลายครั้ง ซึ่งเห็นด้วยในหลักการที่จะมีการนิรโทษกรรมให้กับประชาชน แต่ไม่เคยมีมาก่อนที่จะตรากฎหมายนิรโทษกรรมเหมายกเข่ง ที่กินเวลายาวนานถึง 9 ปี ตั้งแต่ก่อนหน้ารัฐประหารต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน โดยไม่มีเหตุผลรองรับว่าเหตุใดต้องเริ่มที่ พ.ศ.2547
อีกทั้ง ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมดังกล่าว ยังเปิดช่องให้บุคคลที่พ้นความผิด เกิดสิทธิในการเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ตามร่างมาตรา 5 และมาตรา 6 ส่งผลให้รัฐมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บุคคลที่พ้นผิดด้วย
คณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ จึงมีความเคลือบแคลงสงสัย ทั้งการเร่งรัดพิจารณาให้แล้วเสร็จชั่วข้ามคืน สะท้อนความไม่โปร่งใส ไม่เปิดโอกาสให้ ส.ส. เสียงข้างน้อยได้ทำหน้าที่อภิปราย แสดงความคิดเห็น รวมถึงความไม่เป็นกลางของประธานสภาผู้แทนราษฎร
ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้วุฒิสภา และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ยับยั้งและทบทวนร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว พร้อมเปิดโอกาสในการแสดงความคิดเห็นประชาชน เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักนิติรัฐ และไม่เป็นผู้จุดชนวนสร้างความขัดแย้งในสังคม







